เปิดความคิด ต่อ ธนภพ กับ 7 ปีที่ทำงานมารู้สึกเหมือนขาดทุนตลอดเวลา

ข่าว

    เปิดความคิด ต่อ ธนภพ กับ 7 ปีที่ทำงานมารู้สึกเหมือนขาดทุนตลอดเวลา

    ไทยรัฐออนไลน์

    26 พ.ค. 2564 09:00 น.

    • เปิดใจ ต่อ ธนภพ กับ 7 ปีเต็มในเส้นทางวงการบันเทิง รู้สึกขาดทุนทุกครั้งเวลาทำงาน
    • เชื่อหรือไม่ ต่อ ธนภพ ก็เคยเหลิงกับชื่อเสียงด้วยเหมือนกัน
    • เพราะโควิดทำให้ ต่อ เกิดอาการแพนิกอย่างหนัก!!

    หากเอ่ยชื่อ ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร หลายคนต้องนึกถึง ต่อ ฮอร์โมนส์ กับบทของ ไผ่ เทรนด์ 'ถ้าคิดถึงให้ทำปากจู๋' ในซีรีส์วัยรุ่นชื่อดัง HORMONES วัยว้าวุ่น ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หนุ่มคนนี้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงอย่างรวดเร็ว และถูกพูดถึงอย่างมาก

    จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้นับเป็น 7 ปีเต็มในวงการบันเทิงที่ทำให้เขาได้เติบโตจากเด็กเกเรคนหนึ่ง จนกลายมาเป็นหนุ่มหล่อขวัญใจสาวๆ ซึ่งเขามักจะบอกเสมอๆ ว่า วงการบันเทิงนั้นเปลี่ยนเขาให้เป็นคนใหม่เกือบทุกๆ ด้าน

    ล่าสุด บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ต่อ ธนภพ เขาได้เผยมุมมองการใช้ชีวิต การทำงานของตัวเองให้เราฟัง พร้อมกับรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น และ ต่อ ยังบอกเราอีกว่า เมื่อก่อนไม่เคยคิดอยากจะทำอะไรเลยนอกจากงานแสดง จนกระทั่งเจอโควิด-19 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป 

    "ถามว่ารู้สึกตัวเองโตขึ้นมั้ย รู้สึกว่าบางอย่างโตขึ้นครับ บางอย่างก็เด็กลง ซึ่งบทที่ผมได้รับแต่ละเรื่องนั้น ผมว่าเป็นบทที่หลากหลายครับ รู้สึกว่าความหลากหลายที่เกิดขึ้นนี้ มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมโตขึ้น แต่รู้สึกว่าเพราะผมอยู่ในวงการนี้ จะเห็นพี่ๆ นักแสดง แสดงมาหลายแบบ

    ซึ่งผมรู้สึกว่าหลายๆ ครั้งนักแสดงเราเลือกไม่ได้ แต่หลายๆ ครั้งถ้าเราพยายามมากพอ เราจะสามารถเปิดช่องอะไรบางอย่างเพื่อให้คนรับรู้ได้ว่าเราเป็นแบบไหน ซึ่งเอาจริงหลัง ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น จบ พี่สังเกตมั้ยว่าผมพยายามหันหลังให้ตัวเองมาโดยตลอด คือผมเนี่ยอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง

    และถ้าเรียงลำดับไทม์ไลน์มาโดยตลอด การออนแอร์ของแต่ละเรื่อง ผมจะไม่เล่นคาแรกเตอร์ใกล้กัน ผมจะเป็นแบบนี้เสมอ นี่คือวิธีการที่ผมเลือก เข้าใจแหละมันมีแมสกลุ่มใหญ่ที่เขามีชุดความคิดว่า เวลาเขาดูผลงาน A แล้วเขาชอบ เขาจะรู้สึกว่าเขาจะติดภาพเราแบบนี้ 

    แต่ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง ผมอยากอธิบายให้คนเสพผลงานเราฟังว่า รู้รึเปล่าสิ่งนี้มันก็ฆ่าเราทางอ้อมเหมือนกัน เพราะในวันหนึ่งถ้าผมเริ่มเบื่อตัวเอง พวกคุณก็จะเริ่มเบื่อผมในที่สุด ซึ่งผมรู้สึกว่าผมกำลังต่อสู้กับชุดความคิดอะไรพวกนี้ ผมอยากจะให้คนเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่สิ่งจำเป็นที่นักแสดง 1 คน จะเล่นบทได้แบบเดียว 

    ซึ่งผมว่าสิ่งนี้ถ้าพวกเราทำได้นะ มันจะมีอะไรสนุกๆ ขึ้นอีกเยอะเลย ถ้าถามว่าผมรู้ตัวมั้ย ผมรู้ตัวนะ เพราะในทุกๆ โปรเจกต์ที่เปลี่ยนคาแรกเตอร์ ผมไม่ได้เจอทุกกระแสที่เห็นด้วยนะ ผมเจอกระแส 2 ฝั่งเสมอ แต่ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจ ไม่เป็นไรเลย ผมรู้สึกว่าเวลามันจะช่วยได้"

    7 ปีที่ทำงานมาเหมือนขาดทุน

    "ตอนนี้ผมเข้าวงการบันเทิงมาเกือบ 8 ปี ถ้านับจริงๆ มันก็ 50/50 ครับ ขอแค่มันขยับ ผมไม่เสียเปล่าที่ทำแบบนี้ เพราะผมรู้สึกว่าคุณจะสนุกอะไรในฐานะคนดู ถ้าการที่คุณเห็นหน้าผมแล้วคุณรู้ว่าผมจะเล่นอะไร

    อย่างละครเรื่องล่าสุดที่ผมเล่นกับ พี่แอฟ ทักษอร มันก็เหมือนกับผมต่อสู้กับคนดูที่เขามีความเชื่อแบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าพูดในแง่เหตุและผล ความเชื่อคนดูมีน้ำหนักกว่า

    เนี่ยคือเหตุผลที่ไม่ว่าผมจะสัมภาษณ์ไม่ว่าจะงานไหน ทำไมผมถึงพูดว่าผมทำงานหนักมาก คือผมกำลังสู้กับความเชื่อที่มันใหญ่มาก และผมรู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่เวลาโปรเจกต์มันออกมาแล้วมันสำเร็จ รู้สึกว่ามันคุ้มเนอะที่เราทำมา

    พี่เชื่อมั้ยว่า 7 ปีที่ผมทำมา ผมกล้าพูดเต็มปากเลยนะว่า ผมรู้ตัวว่าการทำงานของผมในบางครั้งมันขาดทุนนะ มันเหมือนกับทำงานเกินค่าแรง เพราะบางครั้งเราเห็นว่า ไม่เห็นต้องมีคนทำอย่างนี้เลย แล้วเขาก็โอเคนี่ แต่ผมก็ยังยืนยันในทิศทางของตัวเองว่า ไม่ ผมเป็นแบบนี้ (ยิ้ม)"

    วงการบันเทิงสอนให้ผมเป็นคนดี

    "อันดับแรกเลยคือ ผมรู้แล้วว่าสิ่งนี้มันเป็นอาชีพได้ ผมกล้าพูดกับทุกคนได้เต็มปากเลยในวันแรกที่ผมก้าวเข้ามาในวงการนี้ มันเคยไม่ใช่แบบนั้น เราเคยฟังผู้ใหญ่แล้วเคยผ่านหลายๆ จุด ที่ทำให้เรารู้สึกว่า วงการนี้มันไม่ได้ง่ายเลย ทำไมมันดูพร้อมเหมือนจะหมดอายุตลอดเวลา 

    แต่ด้วยความที่ผมรักในการแสดงมาก ผมก็ไม่รู้ว่าทุกคนสัมผัสมันได้มั้ย แต่คนรอบๆ ตัวที่ทำงานกับผมเขาสัมผัสได้ว่า ผมรักมันอย่างแท้จริงๆ ซึ่งผมมองว่าสิ่งนี้มันก็ไม่ต่างจากอาชีพอื่น ถ้าคุณรักมันจริงๆ มันจะเป็นวิชาชีพได้

    และผมรักมันจริงๆ ผมรู้สึกว่าวงการนี้สอนให้มีความรับผิดชอบ สอนให้มีความกตัญญู และบางทีก็สอนความช่างแม่งด้วยนะ (ยิ้ม) อย่าไปคิดเยอะ บางทีมันก็เท่านั้น

    ผมว่ามันก็มีความบาลานซ์เหมือนกัน เพราะว่าในบางครั้งผมเลือกที่จะมองในแง่ดี หรือในบางครั้งผมก็เออ ไม่ต้องมองในแง่ดีขนาดนั้นก็ได้ ทุกวันนี้ผมรักสิ่งนี้มาก กว่าผมจะมาถึงตรงนี้ได้มันไม่ง่าย เอาจริงๆ ถ้ามันจะสอน มันสอนให้ผมเป็นคนดีในทุกวันนี้"

    สภาพแวดล้อมก็สำคัญ ได้รับคำติมากกว่าคำชม

    "ผมว่าสภาพแวดล้อมก็สำคัญ ผมว่าผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างดีครับ คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผมได้รับคำติมากกว่าคำชม ถ้าฟังอยู่มันจะรู้สึกว่าโหดจัง แต่มันก็ทำให้ผมเจียมตัวมาถึงทุกวันนี้ 

    สุดท้ายแล้วผมเลยพูดเสมอว่า ผมไม่ได้ตัวใหญ่อะไรเลย ต่อให้เราจะมาไกลมากแค่ไหน ผมก็ยังคงตัวเท่านี้ครับ"

    โควิดพาเปลี่ยนชีวิต

    "ก็อย่างโควิดที่เรากำลังเผชิญอยู่ ผมว่าโควิดนี่ละครับที่เป็นคนสอนผม คือก่อนหน้านี้ผมเคยเป็นคนที่ชัดเจน ไม่เคยเปลี่ยนตัวเอง คิดอย่างนี้ก็จะตรงอย่างนี้ แต่โควิดมันเปลี่ยนความคิดผมว่า New Normal มาถึงแล้วจริงๆ 

    ผมว่าเรายังเป็นคนแบบเดิมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะปรับตัวได้ นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนผมมากๆ เลยนะ ผมแค่รู้สึกว่าชีวิตหนึ่งเรามีแค่ชีวิตเดียว ถ้าไม่สู้ตอนนี้จะสู้ตอนไหน มันเลยไม่ยากเลยที่ผมจะเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ใช้ชีวิตในทิศทางที่ โอเค ทุกวันนี้ผมยังวิ่งตามฝันนักแสดงที่ผมวาดเอาไว้ ซึ่งมันก็ยังอีกไกล

    ตอนนี้ก็เริ่มแตกกิ่งก้านแล้ว ว่าเราควรจะมีแนวทางสำรองบ้าง แต่เราก็ยังมีแก่นของเราที่เรายังอยากไปให้ถึงฝันเพื่อที่วันหนึ่งเราอยากหยุดอาชีพนี้แล้ว คือผมยังพูดไม่ได้หรอกว่าผมจะอยากทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิตเลยครับ 

    แต่คือจุดหนึ่งผมเชื่อว่ามันไม่ใช่เราหมดแพชชั่น แต่ผมเชื่อว่าไทมิ่งของเรามันต่างกัน และผมค่อนข้างรู้ตัวเองมาสักปีสองปีแล้วว่า ผมมีลิมิต แต่ผมไม่บอกใคร แต่ผมมีฝัน ผมอยากทำตามฝันตัวเองก่อน ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงระหว่างทาง"

    "ถามว่าโควิดเริ่มเปลี่ยนอะไรผม จริงๆ มันเริ่มตั้งแต่ที่ล็อกดาวน์รอบแรก ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ แล้วผมเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง คือที่ผ่านมาตลอด 7 ปีผมทำงานทุกวันไม่เคยหยุด แล้วผมเป็นโรคขี้กลัวการตกงาน

    ทุกครั้งที่มันมีช่องว่างให้อยู่กับตัวเอง ผมจะรู้สึกว่าตัวเองตกงาน แต่คนรอบข้างผมมักจะพูดเสมอว่า มันไม่ใช่แบบนั้น พี่ลองคิดดูว่าถ้าคนแบบนี้ เจอล็อกดาวน์ทีมันก็เตลิดไปไกล ฟุ้งซ่านไปหมด ซึ่งวีกแรกที่ล็อกดาวน์ ผมนอนแบบไร้ประโยชน์มาก นอนไปเรื่อยๆ อีกทั้งช่วงนั้นผมดันต้องกักตัวไปด้วย เลยทำให้รู้สึกว่าทำอะไรดี จนได้ปรึกษาที่บ้าน เขาเริ่มมีคำแนะนำว่า เราไม่ได้ให้โลกหมุนรอบตัวเรานะ เราก็เดินไปตามโลกเรื่อยๆ 

    เราเลยเริ่มศึกษา ผมก็เริ่มไปหาความรู้อื่นๆ จนรู้สึกว่าเราก็หาอะไรทำได้นี่ ที่นี้มันเลยเริ่มออกมาจากนอกกรอบของนักแสดงแล้ว ผมก็เริ่มหาความรู้อื่นอะไรที่ผมไม่เคยได้รู้ อะไรที่เราสนใจ แล้วเราก็หาความรู้ไปเรื่อยๆ ผมโผล่มาอีกที ผมกล้าพูดได้เลยว่าวันนี้ผมแตกกิ่ง ผมรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรู้แค่งานแสดงเท่านั้น"

    จากนั้น ต่อ ก็ได้เล่าถึงการทำงานในหนังเรื่อง Ghost Lab ให้เราฟัง เขาบอกว่า เรื่องนี้เขาตื่นเต้นมาก ทุกครั้งที่ได้ทำงาน มันรู้สึกกระชุ่มกระชวย อารมณ์พลุ่งพล่านสุดๆ

    "เอ็นจอยครับ ผมใช้คำว่าผมโคตรสนุกเลยตอนเล่นเรื่องนี้ เป็นเหตุผลหลักๆ ที่อยากให้คนดูมาก มันชาเลนจ์ผมอีกรอบหนึ่งเพราะว่าเป็นอีกหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่บทที่ผมเล่นมันไม่เหมือนกับตัวผมเลย และผมรู้สึกพลุ่งพล่านทุกครั้งที่ได้เล่นอะไรแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าผมตื่นเต้นตลอดเวลาที่เรากำลังนับถอยหลังก่อนที่หนังจะออนแอร์"

    "ที่บอกว่าไม่เหมือนตัวผม ผมว่าจริงๆ ถ้าได้ดูตัวอย่างหนังที่ออกมา ผมว่าภาพผมก็ชัดแล้วนะครับ แต่ว่าด้วยพอผมเป็นคนเล่นเองผมจะรู้ว่า ในตัวอย่างหนังแบบสั้นๆ อาจจะเห็นแค่ภายนอก มันจะมีเนื้อในมากกว่านี้ บอกว่าต่างกันสิ้นเชิง มันจะมีเรื่องลักษณะนิสัย คาแรกเตอร์ต่างๆ มุมมองความคิด เป็นเหมือนกับต้องจูนใหม่หมดเลย"

    ถึงขั้นภาวนาเพื่อขอเล่นบท หมอวี

    "ใช่ครับ แต่ผมว่าเรื่องบทอาจจะมีผลกับผมแค่ครึ่งเดียว แต่ว่าอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คือผมดันรู้ว่าบทของตัวนี้มันจะได้เล่นกับแก็ดเจ็ตที่ผมไม่เคยได้ทำแบบจริงจัง เช่นการติดเครื่องมือบางอย่างที่อาจจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ หรือเล่นกับเส้นเอ็น สกรีนต่างๆ แต่ว่าผมเคยรู้สึกอยากลอง เวลาเราดูหนังหลายๆ เรื่อง และมารู้เบื้องหลังว่า หนังเรื่องนี้เขาเล่นแบบไม่มีอะไรเลยเหรอ และเรื่องนี้มันจะมีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้เห็นด้วย มันก็เลยแบบสนุกตอนที่ได้เล่นครับ

    และตัวละครตัวนี้ สำหรับผมในฐานะตัวนักแสดงมันโคลนนิ่งค่อนข้างดี แล้วพอเวลาทำตัวละครออกมาแล้วเราไดรฟ์ขึ้นไป รู้สึกว่าอย่างงี้ดิ มันใช่ครับ"

    "ถามว่ากลัวผีมั้ย ถ้าเจอก็กลัวครับ แค่ผมยังไม่เคยแบบจังๆ แต่ถ้าปรากฏการณ์อะไรผมจะไม่ตกใจไปก่อนว่าเราเจอผี ผมรู้สึกว่าผมบอกมันไม่ได้ว่านี่คือผีอะ ผมจะยังยืนยันว่าผมไม่เคยเจอ

    ถามว่าเคยเจอในกองถ่ายหนังเรื่องนี้มั้ย เอาจริงผมเคยไปสัมภาษณ์รายการหนึ่งมา แล้วพี่พิธีกรเขาจะพูดว่า ส่วนใหญ่กองหนังผีมักจะเจอเรื่องแบบนี้ ซึ่งตอนผมฟังผมรู้สึกว่าผมต้องพลาดสิ่งดีๆ ประสบการณ์ดีๆ ไปแน่ๆ

    แต่คือบทที่ผมเล่นมันหนักมาก แล้วผมใช้พลังเยอะสุดๆ ผมนอนเป็นผักอยู่ที่กองทุกคิวเลยครับ เป็นหนึ่งโปรเจกต์ที่ไม่มีคิวไหนที่ผมไม่หมดแรง คือผมเหนื่อยจนแบบว่าผมโฟกัสไม่ได้ เลยอาจทำให้ผมพลาดเรื่องแบบนี้ไปรึเปล่า (ยิ้ม)"

    "จากที่ผมเคยเล่นหนังมา ผมว่า Ghost Lab น่ากลัวมากที่สุดครับ เพราะว่าเรื่อง ฝากไว้ในกายเธอ ผมไม่ได้เจอผีเลย ส่วน ไอซียู พยาบาลพิเศษ..เคสพิศวง มันจะเป็นดรามาติกซะส่วนใหญ่ แล้วมันมีความแฟนตาซีอยู่เยอะ แต่ Ghost Lab เป็นหนังผีที่เล่าในแนวใหม่ เลยกลายเป็นว่าผมได้มาสัมผัสกับหนังผี ที่เป็นการแสดงโดยตรง"

    "26 พฤษภานี้ ทาง Netflix นะครับ ขอฝากทุกๆ คนด้วยครับ ผมและทีมงานใส่กันสุดแล้ว และพูดได้เต็มปากเลยว่ามันใหม่มาก และทุกคนชอบมาก หวังว่าทุกคนจะชอบไปกับเราด้วย ฝากด้วยนะครับ Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี".

    ผู้เขียน : โอ้ว...ซาร่า

    กราฟิก : Theerapong Chaiyatep

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ต่อ ธนภพSpecial Contentต่อ ธนภพ ลีรัตนขจรGhost LabGhost Lab ฉีกกฎทดลองผีต่อ ฮอร์โมนดารา

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 7 ธันวาคม 2564 เวลา 14:22 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์