ไลฟ์สไตล์
100 year

นิ้ง ชัญญ่า เนื้องอกในสมองหยุดชีวิตไม่ได้ ภูมิใจมันคือลิมิเต็ดพบได้ 1 ในแสนคน

ไทยรัฐออนไลน์
11 พ.ค. 2564 09:00 น.
SHARE
  • นิ้ง ชัญญ่า อัปเลเวลชีวิตหลังตรวจพบเป็นเนื้องอกที่สมองในวัย 25 ปี
  • ยิ้มรับและพร้อมอยู่กับเนื้องอกในสมอง มันคือลิมิเต็ดพบได้ 1 ใน 100,000 คน
  • บอกตัวเอง ชีวิตมันห่วยและแย่ได้ ไม่ต้องวิ่งตามโลกให้ทันเสมอไป

ยูริ จากซีรีส์ น้องใหม่ 2 หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาและคุ้นเคยกับนักแสดงสาวคนนี้ นิ้ง ชัญญ่า แม็คคลอรี่ย์ มาบ้างแล้วจากผลงานการแสดงของเธอที่ผ่านมา ทั้ง ซีรีส์ The Deadline, ซีรีส์เคว้ง ที่ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองว่าเธอคนนี้มีฝีมือทางการแสดงไม่เป็นสองรองใคร และหลายคนยังให้ความสนใจกับอาการป่วยเนื้องอกในสมองของเธออีกด้วย

ข่าวแนะนำ

วันนี้เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์นักแสดงสาว นิ้ง ชัญญ่า ก็ไม่พลาดที่จะมาอัปเดตชีวิตหลังการผ่าตัดเนื้องอกในสมองของเธอ พร้อมกับพูดถึงผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง เด็กใหม่ 2 ที่ นิ้งได้รับอีกบทบาทที่เป็นการพลิกคาแรกเตอร์ของตัวเองที่แสนจะท้าทายความสามารถในการแสดง

และที่หลายๆ คนรู้กันว่า นิ้ง ชัญญ่า นั้นตรวจพบเนื้องอกในสมองเมื่อช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา และทำการเข้าผ่าตัดหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนิ้งนั้นทำให้หลายคนรู้สึกตกใจไม่น้อย เพราะคำว่าเนื้องอก มันทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกหวั่นใจ และตัวนิ้งเองนั้นอายุก็แค่ 25 ปีเท่านั้น แต่กลับต้องมาเป็นโรคที่จะพบแค่ 1 ใน 100,000 เท่านั้น แต่ทำไม นิ้ง ชัญญ่า ยังยิ้มสู้กับโรคนี้และไม่เคยตัดพ้อชีวิต แต่พร้อมจะสู้กับมัน นั่นคือสิ่งที่เราอยากได้คำตอบจากเธอ สาวน้อยวัย 25 ปีคนนี้

เรียนรู้ที่จะอยู่กับเนื้องอกในสมองตลอดชีวิต

ถึงเวลานัดหมาย วันนี้ นิ้ง ชัญญ่า สวยเป๊ะตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ซึ่งเป็นอีกลุคที่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ ตามโซเชียลของเธอเท่าไร ซึ่งลุคนี้เราให้ผ่าน คะแนนเต็มสิบเราไม่หัก อ้าว มัวแต่โฟกัสเรื่องการแต่งตัวที่สวยแปลกตาไป เดี๋ยวจะเสียเวลาในการสัมภาษณ์ เราเลยไม่รอช้าเพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง เรามาเริ่มทำงานกันเลยดีกว่าเนอะ

หลังจากที่ผ่าตัดเนื้องอกในสมองไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนี้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง อัปเดตให้พวกเราฟังหน่อย มีเจ็บ มีปวด หรือมีความกังวลใจอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งนักแสดงสาวยิ้มกว้างด้วยรอยยิ้มที่สดใส พร้อมอัปเดตชีวิตหลังผ่าตัดเอาเนื้องอกในสมองออกให้เราฟังว่า

“อาการป่วยตอนนี้ก็แข็งแรงปกติดีค่ะ แต่จะต้องไปผ่าอีก 2 รอบ แต่ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตก่อน เพราะตอนนี้มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่ตรงหน้าที่เรียกว่าโควิด เราก็เลยต้องโฟกัสกับโควิดก่อน

เรื่องเนื้องอกในสมองก็รอกลางปีที่จะต้องไปติดตามอาการและ MRI ใหม่ หลังจากนั้นก็ค่อยวางแผนกับหมอว่าจะผ่าต่อเลยมั้ย มันโตขึ้นมาอีกกี่เซนติเมตรแล้วจากที่เราผ่าครั้งแรก

ที่ต้องผ่าอีก 2 ครั้งคือต้องอธิบายยาวเลย (ยิ้ม) ก้านสมองเราจะเป็นแท่งยาว แล้วเนื้องอกก็อยู่บริเวณนี้ (ทำมือประกอบภาพไปด้วย) แล้วนิ้งต้องผ่าเปิดตรงท้ายทอยด้านขวาเพื่อเอาก้อนนี้ออก

แต่ก้านสมองมันสำคัญกับเรามาก ควบคุมการเต้นของหัวใจและมีเส้นประสาท 3 เส้นใหญ่ครอบเนื้องอกนี้อยู่ หมอต้องค่อยๆ เลาะ

จากประสบการณ์ที่หมอมีมา การที่จะผ่าตัดครั้งเดียวมันจะไม่ค่อยดี เพราะที่ผ่าตัดไปก็ 5 ชั่วโมงแล้ว และมันไม่ใช่แผลเดียว ถ้าจะต้องเอาสิ่งนี้ออกหมด จะต้องเปิดข้างตาขวา เพื่อเอาก้อนข้างบนออก แต่พอผ่านไปอีก 1 เดือน มันดันมีติ่งข้างล่างอยู่ ตอนแรกวางแผนไว้จะเปิดแค่ 2 รอบ

แต่พอมีข้างล่างอีกก้อนก็เลยต้องผ่าทั้งหมดรวมเป็น 3 รอบ แต่ก้อนข้างล่างมันค่อนข้างเล็กและถ้าข้างบนเอาออกได้มากก็อาจจะช่วยขยับระยะเวลาการติดตามอาการให้ยาวออกไปจาก 6 เดือนเป็น 1 ปี ก็ได้

แต่หมอบอกแล้วว่าเคสแบบนี้จะต้องผ่าตัดไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็น 3 ปี ถ้าดีมากๆ โตช้าก็จะ 5 ปี แต่ผลจากการผ่าที่แล้ว และมันโตขึ้นมา 1 เซนติเมตร มันก็ค่อนข้างจะโตเร็วนิดนึง ก็ไม่เป็นไรอยู่ด้วยกันไป (ยิ้ม)”


ยิ้มภูมิใจกับชีวิตลิมิเต็ดเอดิชั่น

เป็นการอัปเดตชีวิตหลังผ่าตัดเนื้องอกในสมองที่มีแต่รอยยิ้ม ไม่มีความทุกข์และกังวลใจในสายตาของ นิ้ง ชัญญ่า เลยแม้แต่น้อย ทำไมถึงมีพลังบวกมากมายขนาดนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเนื้องอกในสมอง 1 ใน 100,000 คนเท่านั้นที่จะเป็น ไม่รู้สึกกลัว กังวล หรือตัดพ้อในโชคชะตาของตัวเองบ้างเหรอ ว่าทำไมฉันต้องมาเจอกับโรคนี้ บอกเลยว่า ถ้าได้ยินคำตอบของเธอ ทุกคนจะต้องยกนิ้วให้

“ตอนแรกที่รู้ว่าเป็นเนื้องอกในสมองนิ้งก็ไม่ได้รู้สึกว่าฟ้าถล่มขนาดนั้นนะ เพราะว่าการเป็นเนื้องอกปัญหาจริงๆ ของมันคือปวดหัว การปวดหัวจะทำให้เราใช้ชีวิตไม่ได้

และถ้าไม่ปวดหัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับเนื้องอกโดยมีวิธีไหนก็รักษาไป เป็นไปแล้วก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่า ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นหนึ่งในแสน บางทีนิ้งก็รู้สึกว่าเราก็เป็นลิมิเต็ดดีนะคะ 1 ใน 100,000 คนถึงจะเป็นสิ่งนี้ (ยิ้ม)

ถ้ามันจะเป็นเราก็ต้องเป็นเรามันเลือกเรามาแล้ว พอรู้ว่าเป็นแล้วจะยังไงต่อ รักษายังไง มีวิธีไหนบ้าง ก็คิดแบบนี้เลยหลังจากที่รู้ว่าเป็น ไม่ได้มานั่งท้อแท้ในชีวิต

และอีกอย่างหนึ่งคือนิ้งไม่เคยใช้ข้ออ้างเป็นข้ออ้างในการใช้ชีวิตเลย เช่น ฉันเป็นเนื้องอกจะไม่ออกกำลังหาย เดี๋ยวก็ตายแล้ว แต่นิ้งคิดว่า เป็นสิ่งนี้แล้วก็ช่างมัน ก็ใช้ชีวิตปกติไปโดยมีมันเข้ามาในชีวิตเฉยๆ”


เลือกได้ก็ยังอยากให้โรคนี้เกิดกับตัวเองไม่ใช่คนอื่น

ถามจริงๆ เคยเครียด กังวลใจกับโรคที่ต้องเผชิญอยู่บ้างหรือเปล่า มันมีช่วงเวลาที่วิตกกังวลใจบ้างมั้ย งานนี้ นิ้ง ชัญญ่า สารภาพกับเราว่า มีบางครั้งที่เธอนั้นรู้สึกว่าตัวเองนั้นกลายเป็นภาระของคนที่บ้าน ซึ่งนิ้งเล่าเหตุการณ์นั้นให้เราฟังว่า

“นิ้งอาจจะไม่ใช่คนที่เครียดเรื่องนี้มาก เพราะถ้าอะไรที่แก้ไม่ได้จะไม่ค่อยเครียด และอีกอย่างที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่พอมาเป็นเนื้องอก ก็เริ่มมีความเครียดนิดหน่อย เพราะตอนหลังผ่าตัดเสร็จน้ำในสมองหนูจะไม่เท่ากัน น้ำในสมอง 600 มิลลิลิตรจะไหลออกมาหมด ทำให้สมองฟีบ

หลังผ่าตัดเสร็จนิ้งจะยังไม่สามารถเดินลงบันไดได้ 3-4 วันไม่ได้เดินลงบ้าน พอต้องมารบกวนให้คนอื่นมาดูแล เอาข้าวมาให้กิน เอาจานลงไปเก็บให้ ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่นมาก นี่คือสิ่งที่ทำให้นิ้งเครียดที่สุดแล้วของการเป็นเนื้องอก (ยิ้ม)

เพราะนิ้งไม่อยากเป็นภาระคนอื่น ไม่ว่าจะต้องให้คนอื่นมาดูแลหรือเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้ามันไม่ได้ทำให้คนรอบข้างใกล้ตัวเดือดร้อน นิ้งโอเค จัดการกับมันได้

และถ้าจะให้เลือกว่าระหว่างคนอื่นเป็นเนื้องอกกับนิ้งเป็น นิ้งก็ยังเลือกที่จะเป็นดีกว่า เพราะการเห็นคนอื่นเป็นเราจัดการอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเรา คิดว่ามีพลังพอที่จะสู้กับมันได้ (ยิ้ม) ถ้าเห็นคนอื่นเจ็บปวดทรมาน มันทำให้นิ้งเจ็บกว่าที่ตัวเองเจ็บปวด"


เนื้องอกในสมองจะหยุดชีวิตที่เหลือไม่ได้

จากนั้นนักแสดงสาวเล่าให้เราฟังต่อด้วยว่า แม้แต่หมอที่รักษาตัวเธอนั้น ยังต้องเอ่ยปากบอกว่าไม่เคยเจอคนไข้แบบนิ้งเลย ที่ไม่มีความเครียด กลัว หรือกังวลใจใดๆ

“นิ้งมองทุกอย่างให้เป็นบวกและเตรียมตัวรับมือกับมัน พอรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามีเพียง 1 ใน 100,000 เท่านั้นนะ นิ้งว้าวมาก (หัวเราะ) ตื่นเต้น หมอที่ผ่าตัดให้บอกกับนิ้งว่าไม่เคยเจอคนไข้แบบนิ้งเลย

เพราะวันหนึ่งพาพ่อแม่และผู้จัดการไปหาหมอด้วย ทุกคนหน้าเครียดมาก แต่นิ้งถามหมอว่าจะสระผมได้เมื่อไหร่ จะดำน้ำได้เมื่อไหร่ จะขึ้นเครื่องบินได้มั้ย เพราะจะได้วางแผนชีวิตถูก

และอีกอย่างนิ้งไม่ค่อยคิดถึงมันมากเท่าไร การที่เรายิ่งคิดจะทำให้เรายิ่งคิดมันไปเรื่อยๆ เราต้องโฟกัสอย่างอื่น ไปหาอะไรที่สนุกๆ ทำ แค่รู้เอาไว้ว่า ทำอะไร หรือสิ่งไหนที่ทำแล้วจะทำให้มันเติบโตหรือเป็นอันตรายก็พอ

นิ้งไม่ใช่คนประมาทแต่ก็ไม่ใช่คนที่เครียดกับมันว่าชีวิตข้างหน้าจะต้องมากังวลกับสิ่งนี้ตลอดแล้วชีวิตที่เหลือจะทำยังไง แค่เป็นเนื้องอกในสมองจะมาหยุดชีวิตที่เหลือทั้งหมดของนิ้งไม่ได้”


เหนื่อยก็พัก ชีวิตมันมีห่วยและแย่ได้

ได้ฟังคำตอบของ นิ้ง ชัญญ่า ที่ทำเอาคนนั่งฟังอย่างเรารู้สึกทึ่งมากว่า อะไรที่ทำให้เธอคนนี้สู้ มองบวก ได้ขนาดนี้ งานนี้นิ้งบอกกับเราด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่นของเธอว่า

“นิ้งเป็นเด็กที่เริ่มต่อสู้มาจากวันที่ไม่มีอะไรจนมีวันนี้ ประมาณ 10 ปีได้ ก็เลยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ได้แย่ไปกว่าจุดเริ่มต้นของเราหรอกค่ะ ที่มีกำลังใจสู้กับมันเพราะนิ้งก็เป็นคนที่สู้ชีวิตมาโดยตลอด สู้ตั้งแต่เด็ก ไม่ยอมแพ้มาตลอด เลยทำให้นิ้งเป็นคนไม่ยอมแพ้

แต่นิ้งก็ไม่ใช่เด็กที่คิดบวกตลอดเวลา ไม่ได้แฮปปี้ทุกวัน ก็มีมุมเศร้า มีมุมดาร์ก เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่นิ้งไม่ยอมแพ้ และนั่นคือสิ่งมี่ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน คือไม่ยอมแพ้ มันมีวันที่ดี วันที่แย่ แต่เราก็แค่ไม่ยอมแพ้กับมัน ต่อสู้กับมันมาโดยตลอด การทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา มันจะทำให้เกิดนิสัยนั้นขึ้นมา

นิ้งเป็นคนที่ร้องไห้หนักเหมือนกัน แต่หลังจากร้องไห้เสร็จก็นั่งคิดว่าจะแก้ไขมันอย่างไร ถ้าแก้ไขได้ก็ทำ แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็แค่ช่างมัน และจำไว้เป็นบทเรียนว่าเราจะไม่ทำสิ่งนี้อีก นิ้งชอบคุยกับตัวเองมาก ต้องการอะไร รู้สึกยังไง เหนื่อยใช่มั้ย ก็พัก แย่ได้ ห่วยได้ อย่าไปเครียดกับมันมาก เราต้องผ่อนคลายบ้าง

การวิ่งให้ทันโลกมันเหนื่อยนะคะ นิ้งชอบอยู่กับตัวเองและทำอะไรเรื่อยๆ มากกว่าที่จะตามความเร็วของโลก ความเร็วของโซเชียล ชอบอยู่กับตัวเอง

บอกตัวเองว่าไม่จำเป็นจะต้องทำให้มันสำเร็จไปทุกๆ เรื่อง เราคงจะเป็นเรื่องคนโชคดีมากถ้าทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จไปหมด บางทีก็ถามตัวเองนะว่า เราได้มันมาจากความสามารถจริงๆ หรือว่าดวงมันส่ง (ยิ้ม)”

จากนั้น นิ้ง ชัญญ่า เล่าให้ฟังว่าก่อนที่เธอนั้นจะมีความคิดแบบที่เธอเป็นอยู่นี้ เธอก็ได้ทดลองแนวความคิด วิถีชีวิตในแบบต่างๆ มาไม่น้อยจนค้นพบวิธีการใช้ชีวิตที่เหมาะกับตัวเองให้ฟังเผื่อใครจะเอาไปลองใช้ดูว่า

“นิ้งเคยเครียดกับตัวเองมาก แล้วค้นพบว่ามันไม่ได้ผลดี นิ้งเป็นนักทดลองกับตัวเองว่าแนวคิดนี้ หรือวิธีการนี้มันเวิร์กกับตัวเรามั้ย พอทำบางอย่างมันเครียดกับตัวเรามากไป ก็ลองวิธีคิดอย่างอื่น

มันจะทำให้เราค่อยๆ ค้นพบตัวเองที่จะทำให้เรามีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ มีความสุขในทุกวัน และการเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือผู้คนที่มีพลังบวกพลังที่ดีก็จะช่วยทำให้เราสดใสเบิกบาน อยู่กับคนที่เราสบายใจที่จะคุยด้วยได้”


สิ่งสำคัญคือกำลังใจ

นิ้งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับบอกว่า เธอนั้นรู้สึกดีมากๆ ซาบซึ้งมากๆ ที่ได้รับกำลังใจจากใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวที่ส่งมาให้ในหลากหลายช่องทาง โดยนิ้งเล่าไปยิ้มไปว่า

“นิ้งเป็นเนื้องอกในสมองตั้งแต่อายุ 25 ปี แต่พอมีคนที่ไม่ได้รู้จักกันเลย มาส่งกำลังใจ ส่งคำอวยพรให้กันมันพิเศษมากๆ เลยนะคะ นิ้งซาบซึ้งมากที่เขาสละเวลามาพิมพ์ข้อความให้กำลังใจ นิ้งได้มันเยอะมากๆ ถ้าใช้วันละอันพลังก็ไม่มีวันหมดเลยก่อนที่นิ้งจะตายไป (ยิ้ม)

และสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่ดีและมันจะดีมากถ้าเขาให้คนอื่นเหมือนกันไม่ใช่แค่นิ้ง อยากให้ส่งสิ่งดีๆ แบบนี้ให้กับทุกคน เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ต้องการกำลังใจ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเราไม่มีกำลังใจให้ตัวเอง เราก็ต้องการใครสักคนที่ให้กำลังใจเรา เชื่อใจตัวเรา

นิ้งโตมาด้วยกำลังใจจริงๆ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะยอมแพ้ไปแล้วก็ได้ นิ้งจะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เขาจะคอยบอกนิ่งว่า ที่ผ่านมาคือเก่งแล้วนะ มันอาจจะไม่มากเท่าที่เราหวังแต่มันก็เก่งมากแล้วจากที่เราเริ่ม

การให้กำลังใจกัน มันสามารถทำให้คนๆ หนึ่งมีแรงสู้ต่อได้ มีพลังสู้ต่อได้ มันมีวันที่เจ็บปวด อ่อนแอ พ่ายแพ้ แต่ถ้าได้กำลังใจก็จะทำให้ลุกขึ้นสู้ได้ ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว ไม่ได้อยู่คนเดียว มีหลายคนเคยประสบกับสิ่งนี้ ถ้าบางครั้งที่รู้สึกว่าชีวิตคนอื่นดีกว่าเรา จงรู้ไว้ว่ามันมีทั้งวันที่ดีและวันที่แย่

และในวันที่แย่มากๆ นิ้งเลือกที่จะร้องไห้ ร้องแล้วรู้สึกผ่อนคลาย การพยายามเข้มแข็งในวันที่อ่อนแอมันไม่ได้อะไรขึ้นมา และอาจจะทำให้มันเป็นปมในใจเรา เพราะเราไม่ได้กำจัดมันออกไป เราแค่ลืมมันไปก่อน ช่างมันไปก่อน เราต้องหาวิธีคลายปม เสียใจใช่มั้ย ร้องไห้ได้ หาทางระบายได้”


วันพรุ่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ เพราะการที่ นิ้ง ชัญญ่า รู้ว่าเธอนั้นเป็นเนื้องอกในสมองมันทำให้เธอเรียนรู้ชีวิตว่าวันพรุ่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นเนื้องอกในสมองในวัย 25 ปีของนิ้งเป็นการอัปเลเวลชีวิตแบบก้าวกระโดดของนิ้งมาก (หัวเราะ) พอมีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาในชีวิต ทำให้นิ่งรู้ว่าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

พอเรารู้ การเลือกทำอะไรบางอย่าง ทัศนคติจะเปลี่ยนไป ไม่นั่งเสียใจ ฟูมฟายกับบางเรื่องเพราะมันทำให้เสียเวลาชีวิต มันทำให้นิ้งตัดอะไรออกไปจากชีวิตได้เยอะมากจากแนวคิดไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิตค่ะ (ยิ้ม)

ใครที่ท้อแท้ ไม่มีกำลังใจในชีวิต จงรู้ไว้ว่าชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง มีวันที่ดีและวันที่ไม่ดี มันเป็นปกติ ต้องอดทนในวันที่แย่ และเฉิดฉายในวันที่ดี เพราะในชีวิตมีเรื่องเซอร์ไพรส์เราทุกวัน ตลอดเวลา จัดการจิตใจตัวเองให้ดี เรื่องไหนกังวลและเครียดก็เครียร์มันอย่าหนีปัญหาเพราะการหนีปัญหาสุดท้ายก็จะไปเจอปัญหาเดิมอยู่ดี สู้ๆ นะคะ”

ยูริ น้องใหม่ 2 บทบาทที่ท้าทาย


อัปเดตเรื่องชีวิตหลังการผ่าตัดเนื้องอกในสมองและมุมมองในการใช้ชีวิตของเธอไปมากแล้ว เรามาต่อด้วยผลงานชิ้นโบแดงเรื่องล่าสุดของ นิ้ง ชัญญ่า อย่างซีรีส์น้องใหม่ 2 ที่จะออนแอร์ทาง Netflix บ้างดีกว่า ซึ่งนิ้งเล่าให้เราฟังว่า

“สำหรับน้องใหม่ 2 ที่นิ้งตัดสินใจเล่นนั้นเป็นเพราะบทค่ะ คือเรื่องนี้เอาเป็นเอาตาย เอาจริง เนื้อเรื่องมันน่าสนใจ พล็อตเรื่องแบบนี้น้อยคนที่จะทำ การพูดถึงความลับดำมืดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปมอะไรบางอย่าง

และอีกอย่างคือ อยากจะลองเป็นคนร้ายๆ ดูบ้างค่ะ (ยิ้ม) หลังจากที่เคยรับแต่บทคนดีมาโดยตลอด และเรื่องนี้ยังมีทีมงาน ทีมครีเอทีฟ ที่มีส่วนทำให้เลือกรับงานนี้เหมือนกัน

ถามว่ารู้สึกกดันมั้ย ไม่นะคะ เพราะซีซั่น 1 นิ้งไม่ได้ดู แต่พอที่จะต้องแคสบทยูริ ที่เขาจะต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดของแนนโนะก็เลยต้องนั่งดูจนจบ และซีซั่น 2 สามารถดูได้เลย ไม่จำเป็นต้องดูซีซั่น 1 เลย

เพราะคอนเซปต์ของเรื่องนี้คือการนำข่าวมาดัดแปลงอะไรบางอย่าง และส่งแนนโนะเข้าไปเพื่อก่อกวนคนที่เคยทำอะไรบางอย่างที่เลวร้ายว่าถ้าเขามีทางเลือกจะยังทำเหมือนเดิมหรือเปล่า และจะได้รับผลกรรมจากสิ่งที่เขาทำลงไป

แต่อีกพล็อตที่เพิ่มเข้ามาในซีซั่นนี้คือตัวละครยูริ ตัวนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า บทบาทของเหยื่อที่แท้จริงและสิ่งที่แนนโนะทำถูกต้องจริงๆ เหรอ อะไรคือถูกต้อง อะไรคือดี อะไรคือเลว สรุปแล้วมันคือยังไง

และสิ่งที่แตกต่างของยูริและแนนโนะคือ แนนโนะไม่เคยเป็นเหยื่อมาก่อนเลย เขามีพลังมีทุกอย่าง และเขามาก่อกวนให้เกิดบางอย่าง แต่ตัวยูริเคยเป็นเหยื่อจริงๆ มาก่อน มันจึงมีความรู้สึกของคนที่เคยเป็นเหยื่อมาก่อนออกมาในตัวยูริ ว่าจะเลือกจัดการกับสิ่งที่เจออย่างไรในเมื่อถ้าวันหนึ่งมีอำนาจ มีพลัง ไม่ได้ถูกกดขี่

ซึ่งบทยูริเป็นบทที่ท้าทายนิ้งมาก แต่ทุกเรื่องที่เล่นมาไม่เคยมีเรื่องไหนที่ไม่ท้าทายนิ้งเลย (ยิ้ม) เป็นนักกระโดดออกจากคอมฟอร์ตโซนของแท้ (หัวเราะ) ถึงจะมีความคิดว่ามันยากแต่ก็ไม่เคยเชื่อว่าจะทำไม่ได้ (ยิ้ม)

ตอนนั้นนิ้งอาจจะไม่ได้โฟกัสที่ความกดดันหรือความตื่นเต้น ไปโฟกัสที่บทที่ต้องเล่น หรืออารมณ์ของตัวละครในขณะนั้น จะมากังวลเรื่องพวกนี้มากกว่า

ส่วนความยากของบทยูริ จะมี 2 พาร์ท ก่อนจะเป็นยูริอีกคนหนึ่ง ซึ่งชั้นของอารมณ์มันค่อนข้างจะเยอะขึ้นอีกขั้น สิ่งที่เขาโดนกระทำมา สิ่งที่เขาเลือกที่จะทำตอนนี้ จะได้เห็นทางเลือกของคนที่ถูกกดขี่มานาน

วันหนึ่งเขาเลือกที่จะไม่ยอมอีกต่อไป ชั้นของอารมณ์ที่จะต้องเล่นออกมาในตอนนั้นมันค่อนข้างมีมิติเยอะและค่อนข้างท้าทายและยากประมาณหนึ่งสำหรับเรา

พอเล่นเรื่องนี้บทค่อนข้างหนัก ทำให้นิ้งมีติดเอากลับไปบ้านด้วย เพราะนิ้งเป็นคนที่ลงใจเต็มที่กับการทำงาน มันทำให้ซึมเอาบรรยากาศ พลังงานสิ่งนั้นมันจะดึงดูดมาโดยอัตโนมัติ

แม้เราจะบอกตัวเองว่าจะไม่เป็นคนแบบนี้ท่ามกลางบรรยากาศคนแบบนั้น แต่สุดท้ายเราจะเริ่มซึมและเปลี่ยนอะไรบางอย่างในสมองเราอยู่ดี

ยอมรับว่ามันก็มีบ้างที่นิ้งเอามันกลับมาบ้าน แต่ก็พยายามรู้เท่าทันตัวเอง พยายามเคลียร์มันออก ถ้ายูริกลับมาบ้านด้วยต้องเรื่มคิดแล้ว ต้องเอามันออก เพราะยูริไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีกับชีวิตประจำวัน พยายามหาวิธีเอามันออกมา

แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เวิร์กช็อปหนักๆ อะไรบางอย่างในสมองเริ่มหนัก เริ่มกลัวตัวเองแต่พอได้คุยกับครูที่เวิร์กช็อปกับนิ้ง โทรไปเล่าให้เขาฟังว่าเห็นภาพแบบนี้ มันแย่มาก

และกลัวตัวเอง ที่สามารถคิดอะไรแบบนี้ได้เลยเหรอ จู่ๆ ก็คิดว่าการกระทำแบบนี้ทำได้โดยไม่ผิด ซึ่งมันเป็นความคิดที่อันตรายก็ต้องรีบเอามันออกไป เพราะมันไม่ดีต่อเราและอาจจะไปทำร้ายคนอื่นด้วย (ยิ้ม)

ส่วนการร่วมงานกับพี่โดม สิทธิศิริ ไม่ได้กดดันหรือตื่นเต้นเพราะนิ้งตั้งใจทำงานอยู่แล้วไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่ถ้าให้พูดถึงผู้กำกับที่นิ้งชอบมากก็คือ ep.4 พี่โดมเพราะเขาเหมาะกับทางนี้พอดี

และเราก็ชอบ ep. นี้โดยส่วนตัว มันมีความเป็นมนุษย์และซับซ้อน คิดเยอะ วางแผน จัดการ เลยชอบ ep. นี้สุด สนุกมากที่ได้ร่วมงานกับพี่โดม และผู้กำกับทุกคนค่ะ (ยิ้ม) ไม่ค่อยมีใครดุเลย เป็นกองที่สนุกนะคะ ไม่กดดัน

ถามว่าเพราะอะไรคนถึงจะต้องดูซีรีส์น้องใหม่ 2 เพราะพล็อตเสริมที่มันเพิ่มขึ้นมา นิ้งคิดว่าพล็อตนี้ทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ในขณะที่แต่ละตอนเรื่องมันเข้มข้นอยู่แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้เอาจริง มันถึง เอาเป็นเอาตายจริงๆ แต่ละตอนน่าสนใจอยู่แล้วที่เอามาทำ

พอมันมีตัวละครนี้นี้เข้ามาตั้งแต่ต้นก็ทำให้มีอีกเส้นเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนดูอยากรู้และติดตาม ว่าบทสรุปของตัวนี้จะเป็นอย่างไร มันจะทำให้คนดูตั้งคำถาม และได้เห็นบทสรุปของมัน แค่นี้ก็น่าสนใจมากๆ และต้องดูน้องใหม่ 2 ค่ะ

ดูแล้วต้องจิกโซฟา กอดตุ๊กตาหรือทำอะไรก็ได้ตามอัธยาศัยเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าฟินนะ แต่ว่ามันลุ้นและสยอง (หัวเราะ) ยิ่งใครเป็นคนที่ชอบดูอะไรแนวนี้ จะสนุกและรู้สึกมันไปกับเนื้อเรื่อง ช่วงนี้อยู่บ้าน กักตัวใครไม่รู้จะทำอะไร ก็ติดตามกันได้นะคะ น้องใหม่ 2 ทุกตอนบน Netflix เท่านั้น 190 ประเทศ ยังไงก็ฝากยูริด้วยนะคะ”

หลังจากที่นั่งพูดคุยกับ นิ้ง ชัญญ่า มาเกือบ 1 ชั่วโมง เราได้วิธีคิดที่ช่วยทำให้เรามีมุมที่จะสร้างพลังบวกให้กับตัวเอง แนวการใช้ชีวิตหลังรู้ว่าตัวเองเป็นเนื้องอกในสมอง ที่หลายคนมองว่ามันคือโชคร้ายที่มาเล่นตลกกับชีวิต แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ เธอไม่เคยโทษโชคชะตา แต่กลับมองว่า ชีวิตนี้ช่างลิมิเต็ดยิ่งนักกับโรคที่ 1 ใน 100,000 คนเท่านั้นถึงจะเป็น 

ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา
กราฟิก : sriwon singha

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นิ้ง ชัญญ่าspecial contentชัญญ่า แม็คคลอรี่ย์นิ้ง ชัญญ่า เนื้องอกในสมองเนื้องอกในสมองเด็กใหม่ 2ซีรี่ย์เด็กใหม่ 2ข่าวบันเทิงข่าวดาราดาราป่วยpremium contentดารา

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 เวลา 16:56 น.