ไลฟ์สไตล์
100 year

เปิดเส้นทางดนตรี 23 ปี ลาบานูน กับความสำเร็จระดับเพลงฮิตร้อยล้านวิว

ไทยรัฐออนไลน์
15 เม.ย. 2564 09:00 น.
SHARE
  • ก้าวแรกในวงการดนตรี ไม่คาดคิดจะได้ออกเทป แต่สุดท้ายประสบความสำเร็จ
  • วันที่ต้องหยุดพักเพราะมรสุมมากมาย จนต้องแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
  • กลับมารวมตัวพร้อมสมาชิกใหม่ ประสบความสำเร็จอีกครั้งกับเพลงหลายร้อยล้านวิว

เดินทางมาถึงอัลบั้มชุดที่ 9 แล้ว สำหรับวง Labanoon (ลาบานูน) ที่ประกอบไปด้วย 3 สมาชิก เมธี อรุณ (ร้องนำ, กีตาร์), อนันต์ สะมัน (เบส), เมย์ ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์ (กลอง) ซึ่งในอัลบั้มล่าสุด “Delivery” เปิดตัวไปแล้ว 3 เพลง คือ Delivery, ดอกฟ้า และล่าสุดกับเพลง “คนอบอุ่น” ที่ได้นักร้องหนุ่มหุ่นหมี โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน มาร่วมฟีเจอริ่งครั้งแรก

ข่าวแนะนำ

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ลาบานูนก็ต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ มาแล้วมากมาย แม้ในช่วงแรกกระแสตอบรับเพลงจะดีมาก แต่ก็มีช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับมรสุมต่างๆ จนทำให้ เมธี, อนันต์ และ สมพร ยูโซะ (อดีตมือกลอง) ต้องแยกย้ายกันไป ก่อนจะมารวมตัวกันอีกครั้งพร้อมสมาชิกใหม่อย่าง เมย์ หรือที่เมธีกับอนันต์เรียกว่า สมเมย์ มาเป็นมือกลองคนใหม่ และพากันประสบความสำเร็จอีกครั้งกับเพลงดังที่มียอดวิวในยูทูบหลายร้อยล้านวิว บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนพวกเขามาเล่าถึงชีวิตการทำงานกว่า 23 ปีในวงการเพลงว่าเป็นยังไงบ้าง

ก้าวแรกในวงการดนตรี

ย้อนกลับไปวันแรกในวงการเพลงของ 3 หนุ่มวงลาบานูน เมธี, อนันต์ และ สมพร กับการเข้ารอบ 10 วงสุดท้ายในการประกวดเวทีฮอตเวฟ มิวสิก อวอร์ด ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2540 เมธีบอกว่า “การประกวดในวันแรกเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมีความสุขที่สุด ใส่ไปหมดแบบใสๆ ต่อให้ชีวิตจะผ่านไปยังไง ได้เล่นดนตรีที่ราชมังคลาฯ เล่นเวทีเฟสติวัลใหญ่ๆ สุดท้ายย้อนกลับไปเวทีแรกที่ตื่นเต้นที่สุดคือฮอตเวฟ มิวสิก อวอร์ด นี่คือเวทีที่คลาสสิกที่สุด ตอนนั้นอยากเล่นเพราะความสนุก” ถึงตอนนี้อนันต์เสริมว่า “รวมตัวกันเล่นดนตรีโครงการที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดแล้วในตอนนั้นแค่นั้นเอง ไม่ได้คิดว่าจะออกเทปเลย”

เมื่อได้รับโอกาสจากมิวสิค บั๊กส์ ในการออกอัลบั้มเพลงชุดแรกในปี 2541 เมธีบอกว่า “ไม่คาดคิดนะ เราไม่ได้จบดนตรีอะไรมาเลย เป็นเด็กมัธยมเล่นดนตรีแบบคลำๆ เอา” ถึงตรงนี้เมธีหัวเราะเสียงดังก่อนบอกว่า “คือตามจินตนาการดีกว่า เชื่อมั้ยผมโดนถามแบบนี้เยอะมาก ถามทุกปี แต่ย้อนกลับไปตอนนั้นมันมีความสุข มันเป็นเรื่องคลาสสิก อันนี้เป็นจุดแข็งของลาบานูนเหมือนกันนะ คือเพลงลาบานูนไม่ได้ทำงานในวินาทีที่เปิดตัว เพลงจะทำงานหลังจากนั้น”

อนันต์เสริมว่าเพลงของลาบานูนมักจะเริ่มขึ้นชาร์ตเพลงของต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมากรุงเทพฯ คือค่อยๆ เดินทาง เมธีบอกว่าเพลงของลาบานูนมันถึงเส้นชัย แต่จะไม่ได้เร็ว ไปเรื่อยๆ เหมือนวิ่งจ๊อกกิ้ง แต่สุดท้ายยังไงก็ถึงเส้นชัยเช่นกัน

วันที่ตัดสินใจหยุดพัก

แม้เพลงของลาบานูนจะได้รับความนิยมมาตลอด เพราะไล่มาตั้งแต่อัลบั้มแรก นมสด (2541) ที่มีเพลงสุดฮิตอย่าง “ยาม” ก่อนจะออกอัลบั้มต่อมาอีกหลายชุด อาทิ 191 (2542), คนตัวดำ (2545), Clear (2546), สยามเซ็นเตอร์ (2548) 24 ชั่วโมง (2549) ซึ่งได้รับความนิยมเกือบทุกชุด แต่แล้วหลังจากนั้นก็ต้องพักวงไปนาน 6-7 ปี

เมธีบอกว่าในตอนนั้นมีปัญหาต่างๆ กับค่ายเก่า และหลายองค์ประกอบด้วย ทีมงานที่ร่วมงานกันมาอาจจะไม่อยู่ครบ ทำให้รู้สึกเหงา เลยลองไปหาเส้นทางชีวิตใหม่ คือชีวิตคนเราจะมีช่วงนึงที่อยากจะทำอะไรที่ฉีกกว่าเดิม ถามว่าทำให้ไฟในการเล่นดนตรีหมดหรือเปล่า ก็เป็นไปได้ส่วนหนึ่ง แต่หลักๆ มันไม่สนุกกับการอยู่ที่บริษัทเก่า เราไปไหนไม่ได้ เหมือนถูกบังคับให้อยู่ เพราะสัญญายังไม่หมด มันเป็นปัญหาความขัดแย้ง เราก็เลยไปทำอย่างอื่นดีกว่า

จากนั้นเมธีเผยความรู้สึกในการเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในเวลานั้นว่า “ชอบนะครับ สนุก ยังอยากจะกลับไปทำเลย มันไม่ใช่เรื่องเงินทองนะ แต่บั้นปลายชีวิตผมก็อยากไปเป็นอาจารย์สอน อยากเอาแนวคิดดีๆ ให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ผมว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตจริงๆ สิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดคืออยากเอาประสบการณ์ที่เขาสำเร็จไปบอกต่อ ถ้าทำงานประสบความสำเร็จ มีเงินเป็น 100 ล้าน เอาแต่เก็บไว้ พอตายไปเงินก็เอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเราเอาแนวคิดไปบอกต่อ ให้เขาไปต่อยอดและบอกต่อไปอีก ผมว่ามีคุณค่ามหาศาลมากครับ”

ด้านอนันต์เผยถึงชีวิตตัวเองในการทำงานด้านไอทีกับค่ายคลื่นโทรศัพท์มือถือชื่อดังอย่างดีแทคว่า “จริงๆ ก็เป็นอีกรูปแบบนึงที่ไม่เคยทำ เราเล่นดนตรีตั้งแต่ ม.ปลาย พอได้ไปทำก็เป็นการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น ผมก็ไม่มีทางรู้ว่าชีวิตคนออฟฟิศเขาเป็นยังไง ถามว่าอยากกลับไปทำไหม ผมว่าทำได้หมดแหละครับ ถ้าคนเราถึงจุดที่มันต้องทำก็ทำได้หมด แต่จริงๆ ถ้าเราอยู่ในจุดไหน เราก็ทำมันให้ดีครับผม ตอนนั้นมันก็สนุกดีไปอีกแบบครับ”

รวมตัวอีกครั้งพร้อมสมาชิกใหม่

แม้ต่างคนต่างจะแยกย้ายไปในเส้นทางชีวิตของตัวเองไปนานหลายปี แต่สุดท้ายก็กลับมารวมตัวอีกครั้ง ซึ่งเมธีเล่าถึงเหตุผลที่กลับมาว่า “เราอยากลองทำอีกทีนึง คืออยากลองดูว่าลาบานูนยังอยู่ได้ไหม เป็นคนที่ชอบท้าทาย ส่วนตัวผมเป็นคนประเภทอยากลอง แต่ตอนนั้นมือกลอง (สมพร) ไปตีกลองให้วงกะลา ก็เลยไปชวนเมย์ เขาอยู่วง Oblivious เราก็คิดว่าเขาน่าจะตีกลองให้เราได้ น่าจะทำให้ลาบานูนได้เสียงกลองที่แข็งแกร่ง ทีมเราน่าจะแข็งแกร่ง”

ถึงแม้เมธีกับอนันต์จะมั่นใจแบบนั้น แต่เมย์ หรือที่เมธีกับอนันต์เรียกว่าสมเมย์ ก็บอกว่า “ไม่มั่นใจเลยครับ คือด้วยความที่วงลาบานูนพื้นฐานคือผมว่าเป็นไอดอลของน้องๆ นักดนตรีทุกคนในยุคนั้นอยู่แล้ว พอได้โอกาสตรงนี้ ผมก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดในชีวิต ถ้าโอกาสมาถึงแล้วก็อยากลองทำให้เต็มที่ก่อน ทำให้สุดความสามารถที่เราจะทำได้ครับ แต่สไตล์วงที่เราเคยเล่นเป็นแนวเมทัลเลยครับ แต่พอมาตรงนี้มันดีอย่างนึง คือต้องบอกว่าเมื่อก่อนผมไม่เคยฟังเพลงสไตล์หลายแนว ผมจะฟังแต่หนักๆ แต่พอมาอยู่กับพี่ๆ เขา เขาก็แนะนำว่ามีวงนี้ๆ มา มันเหมือนเปิดโลกทัศน์ มุมมองในการฟังเพลง ดูคอนเสิร์ตด้วยครับ”

เราถามว่าทำไมถึงต้องเรียกว่าสมเมย์ อนันต์บอกว่า “เขาชื่อเมย์เหมือนกันไง คนนั้นก็เมธี แล้วมือกลองคนก่อนชื่อสมพร ก็เลยเรียกว่าสมเมย์ คือเวลาเรียกเมๆ ก็จะหันมาทั้งสองคน ก็เลยเรียกสมเมย์แล้วกัน” ก่อนที่ทั้งวงจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เราถามสมเมย์ว่าเกร็งไหมวันแรกที่มาร่วมงาน เขาตอบว่า “เกร็งครับ ตื่นเต้นโคตรๆ เหมือนย้ายโรงเรียนใหม่ แล้วมีคนเก่งๆ เราก็กังวลว่าจะทำได้อย่างที่เขาต้องการรึเปล่า แต่อยู่กับพี่เขาสนุกมาก มันมากกว่าดนตรีครับ ที่ทำงานแล้วสนุกเพราะพวกพี่เขาทำงานเป็นครอบครัวพี่น้อง ไม่ใช่เจ้านายลูกน้อง คุยกันได้ทุกเรื่อง เป็นเหมือนครูที่สอนเรา คอยเตือนเราด้วย”

เพลงฮิตร้อยล้านวิว

หลังจากที่ 3 หนุ่มออกอัลบั้ม  Keep Rocking ในปี 2555 ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 7 และอัลบั้มสุดท้ายกับค่ายมิวสิค บั๊คส์ หลังจากนั้นในปี 2557 พวกเขาก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่อย่างค่ายเพลงจีนี่ เรคคอร์ด ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตามคำชวนของ 2 หนุ่ม อ๊อฟ-กบ วง Big Ass เปิดตัวด้วยเพลง “ศึกษานารี” และตามมาด้วยเพลงฮิตระดับหลายร้อยล้านวิวในยูทูบ อาทิ พลังงานจน (240 ล้านวิว), เชือกวิเศษ (522 ล้านวิว), แพ้ทาง (405 ล้านวิว), ฉันก็คง (216 ล้านวิว), ใจกลางเมือง (319 ล้านวิว) ซึ่งเพลงเหล่านี้ถูกนำมารวมเป็นอัลบั้มชุดที่ 8 N.E.W.S. ร่วมกับอีกหลายเพลง

ซึ่งเมธีเล่าถึงการย้ายมาอยู่ในบ้านหลังใหม่ว่า “เป็นค่ายเพลงที่พร้อมทางด้านนี้จริงๆ นี่คือค่ายเพลงจริงๆ มีการทำงานที่เป็นระบบ ทุกอย่างเป็นมืออาชีพหมด ส่วนเราก็เตรียมเพลง ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ผมว่าหลายคนอยากมาอยู่ที่นี่ แต่การมาอยู่ที่นี่ก็มีขั้นตอนการเข้ามา คือถ้าเราเข้ามาตั้งแต่ตอนโน้นก็อาจจะไม่เหมาะก็ได้”

เมื่อถามว่ารู้สึกยังไง พอกลับมาอีกครั้งกับค่ายใหม่ก็มีกระแสตอบรับที่ดีมาก ทั้งที่จริงๆ ก็หายไปนานหลายปี เมธีบอกว่า “ดีใจนะที่เขาฟังเพลงเรา เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผมว่าคงเป็นเรื่องตัวเพลงที่เราทำแล้วคนชอบ อันนี้สำคัญมาก หนูๆ คนไหนก็สามารถทำเพลงเองได้ ถ้าทำแล้วติดก็สามารถเป็นเพลงที่ร้อยล้านวิวได้

เราไม่ได้เสียใจเลยว่าไปไหนแล้วคนไม่ได้กรี๊ด เมื่อก่อนตอนเพลง "ยาม" กับ "หนักใจ" คนเขาไม่รู้ว่าหน้าตาของวงลาบานูนเป็นแบบไหน ต้องเข้าใจว่าเมื่อก่อนทุกคนฟังเพลงจากวิทยุ พอฟังแล้วทุกคนก็อยากดูทีวีเพราะอยากเห็นว่าคนที่ร้องเพลงหน้าตาเป็นยังไง คือคนเสพเพลงก่อน เรารู้สึกดีใจที่เราเอาเพลงนำ แต่เราไม่รู้ว่า พ.ศ.นี้ยังเอาเพลงนำรึเปล่า ผมก็อยากให้ทุกคนชอบเพลงเรา และหวังมากว่าให้เพลงเราเป็นแรงบันดาลใจให้กับอะไรบางอย่างกับเขา”

เราถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของวงลาบานูนที่ทำให้คนชื่นชอบในผลงานเพลงมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา เมธีบอกว่า “สไตล์ที่เรียบง่ายอาจเป็นจุดแข็งของเรา รู้สึกดีใจที่ทุกวันนี้เราก็ยังคงเล่นดนตรีแค่ 3 ชิ้นเหมือนเดิม (กีตาร์ เบส กลอง) มาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก ตั้งแต่ตอนประกวดปี 2540 วินาทีแรกยังไง วินาทีนี้ก็ยังเหมือนตอนนั้น เราอยากเล่นดนตรีแบบดิบๆ สดๆ ไม่ต้องมีอะไรมาช่วยมากมาย ผ่านมา 20 กว่าปี มันรอดว่ะ (หัวเราะ)

ลาบานูนเปรียบเสมือนกะเพราไก่ไข่ดาว มันอาจจะไม่ได้เป็นอาหารโปรดของทุกคน แต่วันที่ทุกคนหิวแล้วก็โอเค กะเพราไก่แล้วกัน กินยังไงก็ติด ต่อให้กินแฮมเบอร์เกอร์ ซูชิ จะอร่อยขนาดไหน สุดท้ายแล้วกะเพราไก่ก็เป็นของคู่กับคนไทย ลองคิดว่าวันนึงถ้าเราไปอยู่ต่างประเทศแล้วอยากกินกะเพราไก่แต่กินไม่ได้มันก็เซ็งนะ คืออาจจะไม่ใช่อาหารโปรดในดวงใจ แต่กินได้ไม่เบื่อ นิยามแบบนี้ดีกว่า คือเข้าถึงทุกคน แต่จริงๆ เพลงของลาบานูน เบื้องหลังมันไม่ได้ง่ายเหมือนเพลงที่ฟังนะ”

กับคำถามว่าทุกอัลบั้มของลาบานูนยังมีความเป็นสไตล์เดิม กลิ่นอายเดิมๆ เหมือนอัลบั้มแรกไหม เมธีบอกว่า “เพลงลาบานูนไม่ได้ตามสมัยนะ เรารู้ลิมิตตัวเองว่าไปได้แค่ไหน ผมไปได้แค่นี้แหละครับ เราไม่ได้เป็นอัจฉริยะที่รู้อะไรมากมาย ต่อให้ประเทศไทยฟังเพลงแร็ปหมดแล้ว ผมก็คงไม่คิดที่จะทำแร็ปเด็ดขาด เพราะเราไปไม่ถึงจริงๆ มันไม่ใช่ตัวเราจริงๆ ผมขอแบ็กทูเบสิก ผมเกิดท่ามกลางวินเทจ เราก็ขอเป็นวินเทจต่อไป เป็นแบบไหนก็เป็นแบบนั้น ได้แค่ไหนแค่นั้น ผมว่าวัดความสุขในใจของเราดีที่สุด แต่เราก็ต้องมีความพร้อมจริงๆ ก่อน”

คนอบอุ่น

กับผลงานเพลงล่าสุด “คนอบอุ่น” เพลงที่ 3 ในอัลบั้มล่าสุด Delivery อัลบั้มชุดที่ 9 ของลาบานูน เมธีเล่าถึงที่มาของเพลงนี้ว่า จริงๆ แล้วตอนที่ได้รับโทรศัพท์ว่าจะได้ร่วมงานกับ Joox 100x100 ให้ไปทำเพลงกับคนคนนึง เราก็แต่งเพลงนี้ขึ้นมา แต่อีกคนนึงเขาไม่สะดวกมา ก็เลยกลับไปแต่งอีกเพลงนึงคือเพลง “ตายเปล่า” ที่ทำร่วมกับ GUNGUN และก็เพลงนี้ เราก็รู้สึกว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อหาสนุก ประชดตัวเอง โมเมนต์นี้คิดว่าทุกคนเคยเป็น เราอาจจะรักคนคนนึงและอยากให้เขารักตอบ แต่เราอาจไม่ได้เป็นสเปกของเขา เขารักเราเหมือนกัน แต่รักในฐานะพี่ชายหรือเพื่อน

สาเหตุที่เลือก โอ๊ต ปราโมทย์ มาร่วมงาน เมธีบอกว่า พอพูดถึงคนอบอุ่นแล้วนึกถึงเขา เป็นพ่อหมี ถ้ามาฟีเจอริ่งก็สร้างสีสันหน่อย น่าจะเข้ากับเขาอยู่ พี่โอ๊ตเก่งมาก เขาเป็นนักร้องอาชีพจริงๆ ร้องดีมาก ทุกโน้ตที่เราบอก เขาทำได้หมด และเขามีสไตล์ของตัวเองด้วย ถึงตรงนี้สมเมย์เสริมว่าเป็นเพื่อนกับโอ๊ตมานานแล้ว เรียนด้วยกันมา ก็เลยชวนโอ๊ตมาร่วมแจมเพลงนี้ เขาก็มาให้ ส่วนสไตล์เพลงนี้มีความเป็นป๊อป ซึ่ง 3 เพลงแรกที่เปิดตัวในอัลบั้มนี้อยากให้ฟังสบายๆ แต่หลังจากเพลงนี้เพลงร็อกจะกลับมา

เมื่อถามถึงเอ็มวีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเบเกอรี่ เมธีเล่าว่าตัวเองเป็นคนชอบทำอาหาร รู้สึกว่ามีความสุข สนุกเวลาได้ทำอาหาร เวลาดูรายการมาสเตอร์เชฟแล้วชอบ เลยเอาไปคุยกับทีมงานว่าถ้าเอาเรื่องราวแบบนี้ได้ไหม สมเมย์เสริมว่า มันเหมือนเล่นคำด้วย อบอุ่นก็เหมือนกับอบขนม

เมธีเล่าต่อว่า สุดท้ายก็เลยเอาตรงนี้มาเล่าผ่านมิวสิกวิดีโอไป ก็คือเรียนทำขนมเพื่อทำขนมให้กับคนที่ชอบ และก็ได้รับเกียรติจากเชฟป้อม (ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล) มาแสดงด้วย สมเมย์บอกว่า ตอนแรกคิดว่าเชฟป้อมเป็นคนดุ แต่พอมาเจอจริงๆ ใจดี น่ารัก ไม่ดุอย่างที่คิด แต่แค่เป็นสไตล์ของเขามากกว่า เขาแค่อยากให้ทำอาหารออกมาดี และเป็นเอ็มวีตัวแรกของเชฟป้อมด้วย

วันต่อไปของลาบานูน

เมื่อถามถึงการอยู่ในวงการเพลงให้ได้ท่ามกลางกระแสเพลงสไตล์ใหม่ๆ ใน พ.ศ. นี้ เมธีบอกว่า “ก่อนอื่นต้องดูแลสุขภาพให้ดี สองโชว์ต้องสนุก เมื่อก่อนสนุกเพราะอายุแค่ 27-28 แต่ตอนนี้อายุ 40 แล้ว ก่อนหน้านี้ค่ายถามว่าอยากทำคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งไหม นั่นหมายถึงว่าต้องใช้เวลา 3-4 ชม. ในการเล่นคอนเสิร์ตบนเวที เราจะมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ยังไง เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวันนี้ต้องดูตัวเองว่านอนพอรึยัง นอนดึกไหม จะทำยังไงให้เฟรชตลอดเวลา ดูพี่มอส (ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) สิ ตอนเรายังเด็กเขายังหล่อ ตอนนี้ทำไมพี่มอสยังดูเหมือนเดิม เราดูแก่กว่าพี่มอสอีก (หัวเราะ) ทุกคนก็สู้อายุขัยตัวเองไม่ได้ สู้อย่างอื่นได้ แต่เราต้องประคองตัวเองให้ได้”

ถามว่าในเมื่อค่ายถามถึงคอนเสิร์ตใหญ่ เราเองคิดจะทำรึเปล่า เมธีบอกว่า “ไม่รู้จะมีรึเปล่า ไม่กล้ารับ ต้องประเมินตัวเองจริงๆ มันต้องคิดเรื่องราวต่างๆ มันไม่ใช่คอนเสิร์ตธรรมดา ถ้าคอนเสิร์ตผมก็เปิดตัวตู้มต้ามแล้วเล่าเรื่องราว แล้วค่อยมาแบบจิตวิญญาณ คือมันมีความหมายซึ่งคนอาจไม่เข้าใจ และก็ต้องหาแขกรับเชิญที่คนรู้สึกว่าเฮ้ย มาได้ไง เพราะฉะนั้นคอนเสิร์ตใหญ่มันต้องผ่านกระบวนการคิดเยอะๆ มันต้องมีเรื่องราวของมัน เอาเป็นว่ารอพร้อมดีกว่า”

กับคำถามที่ว่าจะทำงานเพลงไปถึงเมื่อไหร่ อายุ 50 ยังร้องอยู่ไหม เมธีบอกว่า “ผมตั้งเป้าว่าอายุสัก 48-50 จะทำอีกอัลบั้มนึง อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นแบบไหน พี่นันต์หุ่นดีเลยตอนนั้น” จากนั้นทั้ง 3 หนุ่มหัวเราะเสียงดังสนั่น อนันต์บอก “สิ่งที่คิดคืออย่างนั้น แต่สิ่งที่เป็นล่ะ” ก่อนจะแซวเมย์ว่าถอดเสื้อตีกลองเลย เมธีพูดต่อว่า “นั่นคือความฝันครับ” ส่วนอนันต์พูดขำๆ “รีบอุดหนุนกันก่อนที่จะไม่อยู่แล้ว” ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

ปิดท้ายที่เมธีฝากถึงแฟนๆ ว่า "สิ่งที่จะทำให้เดินต่อไปได้ก็คือแฟนเพลงทุกคนที่ทำให้ลาบานูนเดินทางมาตั้งแต่ชุดที่ 1-9 ถ้าไม่มีคนฟัง ออกมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ค่ายก็คงไม่ผลักดันและให้โอกาสเรา ก็ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนด้วย ฝากผลงานด้วยนะครับ".

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
กราฟิก : Sathit Chuephanngam

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ลาบานูนspecial contentLabanoonลาบานูน ผลงานลาบานูน เพลงเมธี อรุณอนันต์ สะมันเมย์ ณัฐนนท์เมย์ ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์ข่าวบันเทิงนักร้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2564 เวลา 13:34 น.