ไลฟ์สไตล์
100 year

กระแต อาร์สยาม จากนักร้องลูกทุ่งสู่ตัวแม่ขาแดนซ์ ฝันไกลอยากโกอินเตอร์

ไทยรัฐออนไลน์
18 มี.ค. 2564 09:30 น.
SHARE
Closed in: 45
  • ร้องเพลงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ พร้อมทั้งชกมวยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
  • ก้าวสู่นักร้องลูกทุ่งอาร์สยาม ก่อนพลิกภาพตัวเองเป็นนักร้องตัวแม่ขาแดนซ์
  • หนูเป็นคนบ้า ทำอะไรต้องสุดทุกเรื่อง เผยฝันไกลอยากโกอินเตอร์

อยู่ในสังกัดค่ายอาร์สยามมานานเกือบ 20 ปีแล้ว สำหรับนักร้องสาวแซ่บสุดเซ็กซี่ กระแต อาร์สยาม หรือ แตร บุญยะเลี้ยง ซึ่งในช่วงแรกเข้าวงการเพลง หลายคนจะคุ้นชินกับภาพนักร้องสาววัยใสใส่เสื้อเอวลอย ออกอัลบั้มเพลงลูกทุ่ง มีเพลงดังมากมาย อาทิ ไม่ได้ตั้งใจดำ, เปิดใจสาวแต, จ้างมันเต๊อะ ฯลฯ

ข่าวแนะนำ

แต่หลังจากนั้นกระแตพลิกลุคกลายเป็นนักร้องสาวเซ็กซี่ เจ้าของเพลงแดนซ์ดังๆ อาทิ สะบัด, ตื๊ด, ยิ่งถูกทิ้งยิ่งต้องสวย ฯลฯ และล่าสุดกับเพลงแดนซ์คัฟเวอร์ "วิลิศมาหรา" พร้อมทั้งพัฒนาการเต้นที่สุดปัง แต่ก็ไม่พ้นเจอกระแสแอนตี้ต่างๆ ออกมา ทำให้เธอคนนี้ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากจนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักร้องขาแดนซ์ตัวแม่คนหนึ่งของเมืองไทย บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนกระแตเปิดใจถึงวันวานกว่าจะมาเป็นกระแต อาร์สยาม ในแบบทุกวันนี้ รวมทั้งความฝันครั้งใหม่ กับการพัฒนาตัวเองเพื่อหาทางพาตัวเองไปสู่ระดับอินเตอร์

นักร้องตัวจิ๋ว พ่วงตำแหน่งนักมวย

เมื่อเราถามกระแตถึงในวัยเด็กว่าชอบร้องเพลงตั้งแต่ตอนไหน กระแตตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดนานว่า “เรียกว่าชอบร้องเพลงตั้งแต่ในท้องแม่เลย เพราะแม่เป็นนักร้องค่ะ มันเหมือนสายเลือด ทุกครั้งที่สังเกตดู ครอบครัวลิเก ครอบครัวลูกทุ่ง ลูกไม่มีใครเรียนร้องเพลง แต่ออกมาร้องเพลงได้หมด แปลกมาก บ้านก็ไม่ได้เป็นคนมีฐานะ แม่ก็ร้องเพลงตามงานบุญขึ้นบ้านใหม่”

กระแตเผยว่าชีวิตวัยเด็กของเธอในช่วงปิดเทอมจะตระเวนไปจังหวัดต่างๆ เพื่อไปร้องเพลงตามร้านอาหารเพราะอยากได้เงินไปช่วยเหลือครอบครัว บางวันต้องตระเวนไปร้องเพลงหลายที่เลยทีเดียว

“ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าอยากร้องเพลงช่วยแม่ ก็ร้องมาตั้งแต่ประมาณ 5 ขวบ ร้องเพลงเป็นแล้วเต้นด้วย สองคนพี่น้องกับกระต่าย (อาทิตยา บุญยะเลี้ยง) ร้องเพลงตามร้านอาหาร ทุกๆ ปิดเทอม ร้องตั้งแต่เชียงราย ร้องทั่วภาคเหนือเลย วันนี้ร้องเชียงราย พรุ่งนี้พ่อขับรถพาไปร้องเชียงใหม่ พอปิดเทอมรอบนี้ก็คุยกันว่าไปลองที่ภาคใต้กัน ขับรถไปร้องหาดใหญ่ สงขลา ก็เลยรู้สึกว่าสนุกจังตอนเด็ก เพราะได้ตังค์ ผู้ใหญ่เห็นเด็กๆ น่ารักก็ให้ตังค์ แต่ก่อนเศรษฐกิจดีมาก ได้แต่ละร้านเป็นพันเลย ร้องคืนนึงก็ประมาณ 7-8 ที่ คืนหนึ่งได้เกือบหมื่น บางทีได้เงินค่าเทอม เราเลยรู้สึกว่า สนุกจังเลย อยากช่วยพ่อแม่ บ้านก็ไม่มี เช่าบ้านเขาอยู่ เพราะลูกสี่คน ค่าเทอมอีก เลยอยากช่วยแม่”

แม้จะชื่นชอบการร้องเพลงมาก แต่หลังจากนั้นกระแตก็ค้นพบช่องทางใหม่ของการหาเงินเพื่อครอบครัว นั่นคือการชกมวย ซึ่งคุณพ่อเป็นคนแนะนำ แม้คุณแม่ไม่สนับสนุน แต่กระแตก็มุ่งมั่นทุ่มเทในการซ้อมและขึ้นชกมวยจนคว้ารางวัลต่างๆ มามากมาย

“หลังจากร้องเพลงแล้วได้เงิน เราคิดว่ามันมีช่องทางอื่นอีกที่ทำแล้วได้เงิน ก็เลยต่อยมวย คุณพ่อเป็นคนแนะนำ พ่อเป็นคนที่ชอบมวยไทยมาก เป็นผู้ชายต่างจังหวัด อุ้มไก่ชนดูมวย เราก็ติดพ่อเพราะตอนเด็กๆ เราสนิทกับคุณพ่อ ไปตีไก่กับพ่อด้วยนะ ถ้าเกิดช้าอีกนิดหนึ่งเป็นลูกผู้ชายแล้ว (ยิ้ม) พ่อก็แอบพาไปต่อยเพราะแม่ไม่ให้ เถียงกันทะเลาะกันตลอด แอบไปต่อยมวยกับพ่อ ก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปงานวัด ไปขึ้นดอย ได้ตั้งสามร้อยบาท

พอไปต่อยมวยหน่วยก้านมันได้ ทรงมวยดี พ่อก็เลยทำค่ายเป็นเรื่องเป็นราว มีกระสอบทราย แล้วก็ซ้อมไปชิงแชมป์ เป็นแชมป์มวยไทยหญิงภาคเหนือ ไปชิงแชมป์มวยไทยหญิงแห่งประเทศไทย พอได้แชมป์ก็ไปชกที่ญี่ปุ่น เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปชกตัวแทนหญิงนานาชาติ ชกเป็นอาชีพเลยค่ะ ไม่ใช่ชกแค่ออกกำลังกาย”

หนูเป็นคนบ้า ทำอะไรต้องสุดทุกเรื่อง

กระแตบอกว่าเพราะเป็นคนที่ทำอะไรต้องสุดทุกอย่าง โดยเฉพาะการร้องเพลงและชกมวย จึงทำให้แต่ละวันของกระแตหมดไปกับการซ้อมมวย วันไหนมีคอนเสิร์ตก็ต้องไป ทำให้ชีวิตวัยเด็กของเธอไม่มีโอกาสไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่ก็ขอบคุณความเหนื่อยในวันนั้นที่ทำให้เป็นกระแตในวันนี้

“หนูว่าหนูเป็นคนบ้า เพราะว่าทำอะไรทำสุด เป็นนักร้องก็ต้องได้ที่หนึ่ง ได้ถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ มา เพราะได้ที่หนึ่งของประเทศไทยตอนนั้น ที่ประกวดร้องเพลง มาต่อยมวยก็ได้แชมป์ รู้ตอนที่พ่อแอบพาไปชกมวยตอนนั้นสิบสองขวบ กำลังซนเลย ซ้อมหนักมาก วัยเด็กของหนูแทบไม่มีเลย กลับมาโยนกระเป๋านักเรียนได้ก็ต้องเข้าค่ายแล้ว

ทุกคนกลับมาก็ได้เล่นกับเพื่อน แต่เราต้องวิ่งสิบกิโล เช้าเย็น วิ่งขึ้นดอย วิ่งเสร็จมาเตะกระสอบ มาเตะเป้าล่อมวย ซ้อมตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงสองทุ่มทุกวัน เราค่อนข้างเหมือนนักกีฬาเลย ทำการบ้านเสร็จก่อนนอนสี่ทุ่มทุกวัน ควบคู่กับร้องเพลงด้วย ถ้าวันไหนมีคอนเสิร์ตก็ต้องไป เพราะตอนนั้นที่บ้านก็จะมีวงดนตรี คุณลุง คุณอา เป็นนักดนตรี เราก็จะเป็นแดนเซอร์ด้วย นักร้องด้วย สู้ชีวิตตั้งแต่เด็กเลย สู้แบบที่ชีวิตเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ ไม่ได้ทำกัน ความรู้สึกอยากมีตังค์เยอะๆ ให้พ่อแม่สบาย เพราะเช่าบ้านอยู่ บางทีขายตู้เย็น ขายทีวี เพราะไม่มีเงิน

หนูรู้สึกว่าขอบคุณที่หนูเหนื่อยในวันนั้น จนทำให้เป็นกระแตในวันนี้ การที่เป็นนักมวยมันทำให้เรามีวินัย ทำให้มีความพยายามสูง เพราะการเป็นนักกีฬามวยไทยมันโคตรใช้ใจเลย มันซ้อมเยอะ ถ้าคุณเป็นนักกีฬา แล้วคุณมาซ้อมสองวันหายไปก็ไม่ได้ ไปอ่านคอมเมนต์จะเจอแบบยอมนางเลย นางร้องแล้วเต้นไม่เหนื่อยไม่หอบ หนูก็มองกลับไป มันคือสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก เป็นสิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจ”

ก้าวสู่นักร้องลูกทุ่งอาร์สยาม

จากนั้นกระแตเล่าย้อนถึงวันที่ก้าวเข้ามาเป็นนักร้องลูกทุ่งสาวค่ายอาร์สยาม ในเครืออาร์เอส ซึ่งนักร้องสาวเผยว่า เป็นเพราะ เณร ศุภชัย นิลวรรณ ผู้บริหารค่ายเพลงอาร์สยามในเวลานั้น เห็นความสามารถของกระแตหลังจากดูการสัมภาษณ์ของกระแตในรายการดังทางช่อง 3 จึงสนใจและให้คนติดต่อมา ประกอบกับผู้จัดการส่วนตัวในเวลานั้นก็จะพามาเสนอที่ค่ายอาร์สยามอยู่แล้ว จึงได้รับโอกาสดีๆ ในการเป็นนักร้องสมดังใจ

“ตอนนั้นประกวดร้องเพลงแล้วมีแมวมอง สมัยนั้นมีผู้จัดการท่านนึง คุณอาธงชัย เข้ามาติดต่อว่าเดี๋ยวพาไปเสนอกับอาร์สยาม แล้วประจวบกับพี่เณรตอนนั้นเป็นบอส ตอนนั้นเปิดทีวีมาเจอ กระแตสัมภาษณ์รายการนึง เป็นรายการสัมภาษณ์ผู้หญิงถึงผู้หญิง เขาสัมภาษณ์ประมาณว่าหนูเพิ่งได้แชมป์มวยไทย และแชมป์ประกวดร้องเพลง ซึ่งมันเป็นเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้ว เขาก็เลยสนใจติดต่อสัมภาษณ์ เราก็ออกรายการนั้นพอดีแล้วก็ร้องเพลงโชว์ด้วย แล้วพี่เณรเปิดช่องสามดูพอดี เขาก็บอกว่านักร้องคนนี้น่าสนใจมาก เขาก็เลยให้คนติดต่อมา

ประจวบเหมาะกับผู้จัดการก็จะพามาที่อาร์สยามอยู่แล้ว ก็มาแคสต์ร้องให้ฟังในห้องสดๆ ดนตรีก็ไม่มี เต็มที่เลย มันคือโอกาสของฉันแล้ว ประกวดมาตั้งหลายเวทีก็เพื่อสิ่งนี้ มาครั้งแรกพี่เณรขำหนูมากเลย แต่งตัวบ้านนอกมาก (หัวเราะ) ใส่กางเกงยีนส์ส้นตึกสีแดง ไม่มีอะไรแมตช์กันเลย แล้วเขาก็ให้เงินเรามา ให้สไตลิสต์พาไปซื้อเสื้อผ้า ตอนเข้าวงการแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยกล้าทำอะไร พอโตขึ้นเขาก็รู้ว่าเราเปรี้ยว อัลบั้มชุดแรกๆ จะใสๆ ตามอายุ โป๊ได้ แต่หนูใส่เอวลอยตั้งแต่เด็กเลยนะ ตอนเพลง “ไม่ได้ตั้งใจดำ” ก็เอวลอยเลย เลยเป็นภาพติดตาว่ากระแตต้องใส่เอวลอย”

เมื่อถามว่าชอบแนวลูกทุ่งใสๆ หรือสไตล์แดนซ์แบบปัจจุบันมากกว่า กระแตตอบว่า “ชอบหมดเลย เมื่อก่อนทำเพลงที 12 เพลง แต่ก่อนเป็นลูกทุ่งจ๋าเลยแต่ก็มีสไตล์แดนซ์บ้าง หนูไม่ได้ตั้งใจดำก็เป็นลูกทุ่งน่ารักๆ แล้วก็มาเปิดใจสาวแตก็ไปลูกทุ่งเหนือ แล้วก็ค้นพบตัวตนตัวเองว่าเป็นเหนือ ก็เลยกลายเป็นศิลปินเหนือที่คนพูดถึงเยอะ พอเพลงต่อมาก็เหนืออีก จนมาถึงเพลงรักนะฉึกฉึก เริ่มมีความโตขึ้น เริ่มดึงความเป็นตัวเองเข้ามาว่าชอบแบบนี้ จนมาเพลงตื๊ด เปรี้ยวมาก คนมองก็ตกใจเพราะว่าเค้ามองเราเป็นสาวน้อยวัยใส แต่จริงๆ เราค่อนข้างมีบุคลิกเหมือนเด็ก แต่เราอายุเยอะแล้วนะ ปีนี้ก็สามสิบสี่แล้ว แต่ตอนนั้นคนก็มองว่าโป๊”

เหนื่อยใจโดนแอนตี้

แต่เมื่อกระแตเปลี่ยนสไตล์การทำเพลงมาเป็นแดนซ์ในเพลง “ตื๊ด” และทำเพลงแนวลูกทุ่งแดนซ์ ประกอบกับการแต่งตัวที่สวยแซ่บเซ็กซี่ขึ้น กระแตบอกว่าทำให้เธอถูกแอนตี้อย่างหนัก ถูกหาว่าทำให้วงการเพลงลูกทุ่งเสื่อมเสีย ทำให้เธอเหนื่อยใจที่สุด แต่ก็พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน และมีธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ รวมทั้งได้กำลังใจจากคนรอบข้าง

“จะมีช่วงที่โดนแอนตี้ ช่วงนั้นเหนื่อยใจที่สุดเลย แต่ก็พิสูจน์ด้วยผลงาน ช่วงที่มีข่าวไม่ดี ข่าวที่ไม่ได้ทำก็ถาโถมเข้ามา ตอนนั้นแค่ยี่สิบต้นๆ ความคิดวิจารณญาณการเป็นผู้ใหญ่ยังไม่มี เราก็ไม่ได้มีผู้จัดการที่คอยมาสแกน เราก็เลยพลาดเวลาตอบโต้อะไรไป กลายเป็นดูไม่ดีในสายตาของแฟนๆ บางทีเราก็เอาข้อผิดพลาดมาดูตัวเอง แล้วก็โดนด่าเยอะมาก เหมือนไม่ให้เราเกิดเลย ให้เราตายกันไปข้าง เราก็คิดว่าเราทำอะไรผิดขนาดนั้น

ตอนแรกที่โดนแอนตี้เลยคือเรื่องของเพลงตื๊ด เป็นเพลงแรกของเราที่เป็นเพลงแดนซ์ คนที่ชอบลูกทุ่งเขาก็จะมองว่าเราทำเพลงลูกทุ่งเสื่อมเสีย โดนด่าเยอะมาก เราก็ฝ่าฟันจนเพลงตื๊ดร้อยล้านวิว เราก็ทำต่อมาเรื่อยๆ จน มีใบเตย มีจ๊ะ จนกลายเป็นลูกทุ่งแดนซ์สมัยใหม่ เราดีใจที่เราเป็นคนแรกที่ฝ่าดงนั้นมา ให้คนเข้าใจว่ายุคสมัยมันเปลี่ยน การเอาดนตรีใหม่ๆ มาใส่ความเป็นลูกทุ่ง มันก็เป็นความแปลกใหม่ในเรื่องดนตรี แต่ถ้าคนรักลูกทุ่งมากๆ เขาก็ไม่พอใจ เราพอเข้าใจได้

แต่ในตอนนั้นเราเด็กมาก เรายังไม่มีความคิดแบบนี้ แล้วก็มาเจอข่าวเยอะแยะ ตอนนั้นเหนื่อยมากเลยเข้าทางธรรม นั่งสมาธิ ไปบวช มันดีขึ้น เหมือนสร้างกันชนให้กับตัวเอง ที่สำคัญเลยคือครอบครัว คนรอบข้าง น้องสาว คุณแม่คุณพ่อให้กำลังใจ แล้วเราก็เห็นรอยยิ้มเขา เขาก็รู้ว่าเราทำเพื่อเขา เราก็เลยเริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น ว่าโลกมันไม่ได้น่าอยู่ โลกมันไม่ได้สวยงาม เรามันต้องสู้และปล่อยวาง

อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกจับผิดมาตลอดคือเรื่องศัลยกรรม กระแตบอกว่าที่ผ่านมาทำจมูกและอัปไซส์หน้าอกมา มีโบท็อกซ์บ้างนิดหน่อย “ล่าสุดทำหน้าอกมา เราอยากทำ คือใส่เสื้อผ้าแล้วมั่นใจสวยเซ็กซี่ขึ้น ใส่แล้วดูดีขึ้น แล้วก็ทำจมูก จมูกทำนานแล้ว นอกนั้นก็จะมีโบท็อกซ์บ้างเล็กน้อย แต่ช่วงที่เล่นละครไม่ได้ทำเพราะหน้ามันจะฝืน แค่นี้ค่ะ ซึ่งคุณหมอสมศักดิ์จะคอยดูแลความสวยงาม เขาจะคอยห้ามไม่ให้ทำ เขาจะมีการดูดวงให้ด้วย ทำแล้วต้องรวยทำแล้วต้องปัง พอทำหน้าอกปุ๊บปัง ตอนทำจมูกก็ปัง

คุณหมอบอกว่ากระแตหน้าแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วจะให้สวยขึ้นก็ได้ แต่จะเจ็บตัวทำไม ทำเงินมาแบบนี้ตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าสวยก่อนที่จะเข้าวงการก็ว่ากันไปอย่าง อีกอย่างอยู่ที่ช่างแต่งหน้าด้วย ถ้าไปดูไอจีกับแต่จะมีหลายหน้ามาก คนก็บอกว่าทำทั้งหน้า ไปเปลี่ยนหน้าอีกแล้ว แต่ช่างแต่งหน้าเปลี่ยนคนได้จริงๆ นะ ศิลปะลายเส้นของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน วันนี้แต่งหน้าก็จะเป็นอีกหน้าหนึ่ง มันก็เลยไม่เหมือนกันสักวัน”

เบื้องหลังนักร้องขาแดนซ์ตัวแม่

กระแตต่อสู้กับกระแสแอนตี้ต่างๆ นานา และพิสูจน์ตัวเองด้วยการพัฒนาฝีมือเรื่องการเต้นมาอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นนักร้องขาแดนซ์ตัวแม่สุดเซ็กซี่ของเมืองไทย แต่เบื้องหลังกว่าจะกลายเป็นที่ยอมรับในเรื่องการเต้น กระแตเล่าว่าเธอพยายามอย่างหนักมาก เพราะพื้นฐานเป็นคนเต้นไม่เก่งมาก่อน ต้องซ้อมหนักกว่าคนอื่น และเกิดอุบัติเหตุเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง

“สิ่งหนึ่งที่เราหายเหนื่อย เราจะชอบเข้าไปอ่านคอมเมนต์ ผลงานของแตรแต่ละเพลงจะมีคอมเมนต์ 90 เปอร์เซ็นต์ให้กำลังใจเรา เราจะอ่านคอมเมนต์ที่อ่านแล้วชื่นใจ มันไม่ได้มาง่ายๆ บางคนอาจจะมองว่าเต้นเก่ง สวย หุ่นดี แต่เบื้องหลังไม่ได้นอน เพราะเราเต้นไม่เก่ง ก็ต้องซ้อมให้มากกว่าเพื่อน ทุกครั้งที่ซ้อมเต้นคนอื่นซ้อม 2-3 ชั่วโมง แต่แตรกลับบ้านไปมีห้องซ้อมเต้นก็ซ้อมอีกเป็น 10 ชั่วโมงเลย ซ้อมเหยียบย่ำอยู่ที่เดิมท่าเดิม ถ้าทำไม่ได้ก็จะเอาให้จบ

มีอยู่ท่านึงซ้อมจนเป็นเล็บขบ เพราะว่าต้องใช้เท้ากดทำไม่เป็นสักที หัวเท้าเดินไม่ได้ ศอกหัก มันผ่านการฝึกมาโคตรๆ เลย เป็นคนที่ชอบทดสอบว่าคนนี้ทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ต้องทำได้สิเพราะคนเหมือนกัน อาจจะใช้เวลาหน่อยแต่ฉันทำได้ละกัน ทำอยู่ในห้องน้ำ ทำทุกที่ ทำจนได้แล้วก็ได้จริงๆ ถ้าใจเราคิดว่าเราทำได้ ร่างกายจะตอบสนองไปให้เราทำได้ อะไรก็ตามที่บอกว่าไม่ได้ ไม่เอา ก็จะไม่ได้อย่างนั้นทั้งชีวิต แต่ถ้าเราบอกว่าทำได้ มันก็จะหาวิธีที่ให้เราทำให้ได้

ถามว่าระหว่างทางมีเหตุการณ์อะไรที่บาดเจ็บที่สุดไหม ปีที่แล้วตีลังกา ไม่ได้ระวัง ตีบนคอนเสิร์ตกระแทกแรงมาก แล้วเป็นคนที่น้ำเหลืองไม่ค่อยดี เวลาช้ำเลือดช้ำหนองจะชอบอักเสบ แล้วเราก็ไม่ดูแลตัวเอง ช่วงนั้นนอนน้อย ภูมิต้านทานก็ไม่ค่อยดี พอช้ำข้างในแล้วก็กลายเป็นฝีที่หน้าอก ต้องไปเอาออก บางคนบอกว่ากระแตไปทำหน้าอกแล้วนมเน่าบ้าง แต่เรารู้ว่าเราเจ็บตัวเพราะเราเต้นเยอะ ปวดขามาก เตะนู่นเตะนี่ตลอด เป็นคนพลังเยอะ ไม่อยู่นิ่ง เหมือนใจไปเร็วกว่าร่างกาย ไม่ค่อยระวัง เวลาเต้นมันเป็นอันตรายอยู่แล้ว เพราะว่าแต่ละท่าจะโลดโผนมาก มันก็เลยเจ็บ

อันนั้นเจ็บหนักนอน รพ. เป็นเดือนเลย ไม่ได้ทำอะไรเลย นอนทรมานมาก เพราะว่าหมอต้องมาเจาะ เอาหนองออกจนกว่าจะหมด ไม่เคยนอนนานขนาดนี้ อันนี้คือเป็นโรคเครียดเลย ตั้งแต่ทำงานมาตั้งแต่เด็กไม่เคยได้พัก ไม่เคยนอนยาวเป็นเดือนอะไรขนาดนี้มาก่อนในชีวิต รู้สึกแปลก แต่ถ้าคิดในแง่ดีก็คือได้พัก ร่างกายมันเตือนแล้วว่าเราต้องพัก เราใช้ร่างกายเยอะกว่าคนอื่น การที่หนูมองว่าหนูแข็งแรง อาจเป็นที่เราไม่ได้แข็งแรงกว่าคนอื่น อาจจะบอบช้ำ เพราะว่าใช้ร่างกายมากแล้วมันสึกหรอ เราใช้ร่างกายเยอะ มันจะฟ้องเองว่ามันไม่ไหว ตอนนี้เบาลงแล้วค่ะ อายุเยอะแล้วก็จะเป็นฟีลลิ่งเอาความเป็นแม่ ใช้โพสท่าเยอะขึ้น ใช้อินเนอร์เยอะขึ้น”

ฝันไกลอยากโกอินเตอร์

เราถามต่อถึงอีกหนึ่งด้านของกระแตที่เพิ่งเป็นที่ฮือฮามาก่อนหน้านี้ คือการร้องเพลงสากล ซึ่งกระแตเคยไปร้องเพลงคัฟเวอร์ “I'm Not The Only One” ศิลปิน Sam Smith ร่วมกับ ทอม อิศรา กิจนิตย์ชีว์ ในรายการ “The Wall Song ร้องข้ามกำแพง” ทางช่องเวิร์คพอยท์ กระแตบอกกับเราว่าแม้จะไม่ถนัดและเพิ่งฝึกมาได้ไม่นาน แต่เธอก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้ และมีความฝันที่จะโกอินเตอร์ ตอนนี้อยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมเพื่อรอโอกาสที่อาจจะเข้ามาได้ตลอดเวลา

“เราได้ไปเรียนด้วย เป็นแนวที่ไม่ถนัดแต่คิดว่าจะต้องทำให้ได้ เลยไปเรียนกับครูโรจน์ ก็ดีใจที่ได้ไปเรียนวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราเคยผ่าตัดกล่องเสียงมาครั้งหนึ่งเพราะใช้เสียงไม่เป็น เส้นเสียงไม่ดี ออกเสียงไม่ถูกต้อง วิธีการออกเสียงที่ถูกต้องคือต้องออกจากท้อง ตอนนี้เราเริ่มทำเป็นแล้ว เสียงจะทุ้มใหญ่ขึ้น แต่เมื่อก่อนทำไม่เป็น ก็ร้องจนเส้นขึ้น เราเลยคิดว่ามีโอกาสจะไปเรียนอีก

คนเรามีความฝัน จะฝันใกล้ฝันไกลช่างมัน แต่เราฝันไกลไว้ก่อน เราอยากไปโกอินเตอร์เมืองนอก เลยเรียนร้องเพลงสากล เริ่มเรียนภาษา เป็นคนที่ชอบเซอร์ไพรส์ทีเดียว โปรยไว้ว่าเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ของเรามากๆ กำลังจะมา ติดแค่ว่าตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้น ตอนนี้ก็มีครูสอนภาษาอังกฤษมาอยู่ที่บ้านเลย จ้างเขามาเป็นคอร์สเร่งรัด ล่าสุดดีใจที่รายการ “ร้องข้ามกำแพง” ติดต่อเข้ามาให้เราไปร้องเพลง คนเซอร์ไพรส์ไม่เคยเห็นเราร้องค่ะ”

เมื่อถามว่าเป็นคนที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลาเลยหรือเปล่า กระแตตอบว่า “มันมีอะไรให้เรียนรู้เรื่อยๆ เลย ชีวิตเราได้โอกาสบางทีเข้ามาไม่ทันตั้งตัว โอกาสดีๆ แบบนี้ถ้าไม่เตรียมพร้อมอาจหายไปได้ เราเตรียมพร้อมไว้ดีกว่า เต้น ร้อง ภาษา พยายามมองเส้นทางไปต่างประเทศด้วย ตอนนี้ก็เริ่มหาช่องทางที่จะไปได้ เหลือแค่เราเตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปเฉิดฉาย ไปไม่ได้เพื่อตัวเอง เพื่อศิลปินคนไทย อยากให้คนทั่วโลกเห็น หนูรู้สึกว่าหนูสู้เขาได้ ต้องมั่นใจไว้ก่อน ถ้าไม่มั่นใจทุกอย่างมันจะเฟล ถ้าฉันไปไม่ถึง ฉันปั้นลูกก็ได้ (หัวเราะ) นี่คือความฝันสูงสุดของเรา มันคงเหนื่อยกว่านี้แน่ๆ แต่ก็ต้องลองดู เราพูดไว้ตอนนี้ปีหน้าอาจจะได้ไปแล้วก็ได้ หรืออีก 2-3 ปี เราก็จะไปให้ได้”

กระแตปิดท้ายการสนทนาด้วยการขอบคุณที่แฟนๆ ติดตามผลงานมาตลอด “สำคัญที่สุดในโลกคือกำลังใจ ทำงานเหนื่อยแค่ไหนมีกำลังใจจะมีพลังมากเลย ขอบคุณมากที่ติดตาม ทั้งแฟนคลับและแฟนเพลง ที่อาจจะฟังแค่เพลงแตร หรือคนที่ไม่ได้ติดตามแต่ยังรู้จักเรา อยากให้ทุกคนเปิดใจ ได้เข้ามารู้สึกกระแตมากขึ้น เราอยากให้ทุกคนมีความสุขกับผลงานเรา อยากให้ทุกคนเปิดใจ นอกจากความเซ็กซี่ ข่าวดราม่า อยากให้ทุกคนมองมุมอื่นๆ บ้าง ว่าเราเป็นคนเต็มที่ อยากให้ทุกคนติดตามจริงๆ แฟนๆ นี่แหละเป็นกำลังใจผลักดันให้เราสร้างเพลง สร้างผลงาน ต่อไปค่ะ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
กราฟิก : Sriwan Singha

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระแต อาร์สยามspecial contentแตร บุญยะเลี้ยงนิภาพร บุญยะเลี้ยงกระแต อาร์สยาม เซ็กซี่กระแต อาร์สยาม ผลงานกระแต อาร์สยาม เต้นข่าวบันเทิงpremium contentนักร้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564 เวลา 13:37 น.