ไลฟ์สไตล์
100 year

ป๊อก ภัสสรกรณ์ เผยชีวิตศิลปินฮิปฮอปไม่ง่าย กว่าครอบครัวเข้าใจต้องใช้เวลา

ไทยรัฐออนไลน์
25 ก.พ. 2564 09:30 น.
SHARE
  • จุดเริ่มต้นชีวิตศิลปินฮิปฮอป ทำเพลงในห้องนอนตัวเองตั้งแต่อายุ 16 ปี
  • เติบโตในครอบครัวนักธุรกิจ กว่าที่บ้านจะเข้าใจและยอมรับความเป็นศิลปินต้องใช้เวลา
  • ชีวิตยูทูบเบอร์แถวหน้า ทำทุกอย่างเพราะชอบ แม้ไม่ได้เงิน สุดท้ายรายได้มาเอง

กลายเป็นศิลปินฮิปฮอปแถวหน้าของเมืองไทยที่มาแรงทีเดียว สำหรับ ป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ หรือ ป๊อก Mindset เจ้าของเพลงดัง อาทิ WIP WUP วิบวับ, KOM TUM ก้มต่ำ, ขอสักวัน (Not Today), อีกครั้ง (Again) ฯลฯ และยังพ่วงตำแหน่งยูทูบเบอร์สุดฮอต เจ้าของยูทูบแชนแนล Mindset TV คู่กับศรีภรรยาคนสวย มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า เจ้าของรายการเรียลลิตี้ “ป๊อกกี้ on the run” ที่นอกจากจะมีแฟนๆ ติดตามความหวานของทั้งคู่แล้ว ปัจจุบันยังมี น้องมีก้า-น้องมีญ่า ลูกชายลูกสาวฝาแฝด มาสร้างสีสันแห่งความสุขอีกด้วย บันเทิงไทยรัฐออนไลน์พาไปพูดคุยกับป๊อกแบบหมดเปลือกถึงเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นศิลปินฮิปฮอปและยูทูบเบอร์แถวหน้าของไทยนั้นไม่ใช่ง่ายๆ เพราะต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าที่ครอบครัวจะเข้าใจและยอมรับ

ข่าวแนะนำ

จุดเริ่มต้นศิลปินฮิปฮอป

ถึงแม้ ป๊อก ภัสสรกรณ์ จะเติบโตมาจากครอบครัวนักธุรกิจ แต่ป๊อกก็ชื่นชอบในด้านดนตรีมากกว่า แต่ในวัยเด็กป๊อกชอบเพลงร็อก ไม่ได้ชอบเพลงฮิปฮอปตั้งแต่แรก แต่มาเริ่มฟังตอนที่ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา และตกหลุมรักในเสน่ห์ของดนตรีฮิปฮอป จนเริ่มทำเพลงตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

“ด้วยความที่พื้นฐานของเราตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มาฮิปฮอปตั้งแต่แรก เพราะผมชอบร็อก ตอนเด็กมีแต่ร็อกให้ผมเสพ จนผมได้ไปเมืองนอกจนได้ไปเจอฮิปฮอปที่เมืองนอก ตอนอายุ 14-15 โดนส่งไปเรียนโรงเรียนประจำที่นู่น เพลงที่ดังที่สุดของฝรั่งคือฮิปฮอป ส่วนเพลงฮิปฮอปเพลงแรกที่ฟังเป็นของ Nelly เพลง Hot in Herre อยู่ที่นั่นมา 10 ปี ผมก็เลยกลายเป็นฮิปฮอปเลย

ผมทำเพลงตั้งแต่อายุ 16 ครับ แต่ทำเหมือนเป็นงานอดิเรก ก็ทำมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีคนฟัง หรือจะมีคนกล้าฟัง ทำกันเอง ฟังกันเองกับเพื่อน แต่ก็จะมีหลุดออกไปบ้าง สมมติผมส่งไปให้พี่ พี่ก็เอาไปเปิดที่บ้าน พอมีเพื่อนมาที่บ้านเพื่อนก็ถามว่าเพลงใคร ส่งให้หน่อยสิ มันก็เริ่มไปเป็นแบบนี้ ช่วงซัมเมอร์บางทีไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วมีเพื่อนของเพื่อนบอกว่าเคยฟังเพลงเรานะ

เราก็ตกใจเพราะส่งให้แต่คนสนิทฟังเท่านั้น เพราะผมอาย ไม่กล้า เขาฟังเขาก็บอกชอบ ผมเลยเริ่มรู้สึกดี รู้สึกว่ากำลังเปิดประตูที่เราปิดกั้นมาตลอด ไม่กล้าให้คนอื่นได้ฟังในสิ่งที่เราคิดสร้างสรรค์ของเราเอง ซึ่งผมไม่เคยเชื่อมั่นในสิ่งนั้น และคิดว่าคนเขาจะชอบไหม ผมเลยปิดไว้ไม่ให้ใครฟัง จนมามีเรื่องแบบนี้ ผมเลยเริ่มรู้สึกว่ามันคงโอเค แต่ก็ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์

พอกลับมาเมืองไทย ผมก็ฟังศิลปินไทยคือไทยเทเนี่ยม มันก็เลยหล่อหลอมให้เราเป็นแบบนั้น และผมเป็นคนชอบดนตรีสด เริ่มมาจากร็อกด้วยซ้ำ ผมว่าเทสและการเป็นตัวตนของแต่ละคนคือสิ่งที่ผมได้ฟัง อยู่ที่ว่ายุคสมัยนั้นสิ่งที่เจอสิ่งที่หา คุณได้อะไรบ้าง ก็จะหล่อหลอมให้คุณเป็นคนนั้น Nelly เป็นสไตล์ร้องๆ แร็ปๆ ผมก็เลยเป็นแบบนี้ พอกลับมาจากที่นู่นก็ยังทำเพลงมาเรื่อยๆ จนเพิ่งมาเป็นศิลปินบนดินก็ปีนี้เป็นปีที่ 9 เริ่มเซ็นกับไทยเทเนี่ยม”

ครอบครัวไม่สนับสนุน

แม้จะได้มีโอกาสเข้าร่วมสังกัดไทยเทเนี่ยม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ค่ายเพลงฮิปฮอปชื่อดัง แต่เส้นทางการเป็นศิลปินฮิปฮอปของป๊อกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในช่วงแรกลูกค้าไม่รู้จัก ป๊อกจึงไปร้องเพลงตามงานเป็นตัวแถมโดยไม่ได้รับเงิน แถมงานแรกก็เจอคอนเสิร์ตใหญ่ เล่นเอาขาสั่นเลยทีเดียว แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี

“แต่ก่อนเพลงผมไปขอเล่นฟรี มันเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ ตอนนั้นผมยังขายไม่ได้ ลูกค้าไม่รู้จักผม บอกไม่เอา เพลงผมไม่ดัง เพราะฉะนั้นผมเป็นของแถมเวลาพวกพี่ไทยเทเนี่ยมเล่น ผมได้ขึ้นไปเล่นด้วย 2-3 เพลงบ้าง ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ตังค์ แต่มันทำให้ผมเป็นผมวันนี้ เราไม่ได้มีโรงเรียน มีค่ายใหญ่ๆ มีครูมาสอนว่าทำยังไง ของผมคือประสบการณ์ล้วนๆ เวทีแรกผมสั่นกลางเวทีเลย งานเสม็ดบีช ประมาณ 5,000-7,000 คน เป็นเวทีแรกโดนหลอกไป (หัวเราะ) ลงมายังสั่นค้างอยู่เลยครับ แต่พอผ่านเวทีนั้นไปหลังสบายๆ แล้ว เหมือนโชคร้ายในโชคดี โชคร้ายคือเจออันนั้นเลย โชคดีคือเจออันหลังก็คือสบายขึ้น ไม่ได้สั่นแล้ว แต่เหมือนต้องใช้เวลาเก็บเลเวล”

แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นการยอมรับจากครอบครัว เพราะด้วยความที่ครอบครัวของป๊อกเป็นนักธุรกิจ การทำเพลงต่างๆ จึงต้องระมัดระวัง อีกทั้งคุณพ่อสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ก็อยากเห็นลูกชายคนเล็กอย่างป๊อกทำหน้าที่บริหารธุรกิจของครอบครัวมากกว่า

“แน่นอนว่าเราเหมือนมีจุดเชื่อมโยงกัน นั่นก็คือนามสกุล ซึ่งก็ต้องยอมรับ เพราะฉะนั้นต้องยอมรับและพบกันคนละครึ่งทาง เราอาจจะทำทุกอย่างในสิ่งที่เราอยากทำไปซะหมดเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้เกิดมาในตระกูลนี้ ผมเกิดมาจากอีกนามสกุลหนึ่งที่อยู่ในครอบครัวเล็กๆ ผมอาจจะไม่ต้องเป็นห่วงมากขนาดนี้ก็เป็นได้ แต่เราแค่ต้องยอมรับครับว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้ ถามว่าที่บ้านว่าไงบ้าง จริงๆ ต้องบอกเลยว่าสู้รบกันมาหลายปีมาก ตอนมหาวิทยาลัย คุณพ่อให้เลือกว่าอยากเรียนอะไร ผมดีใจมาก เพราะผมไม่เคยคิดว่าผมจะมีสิทธิ์เลือกได้ พอผมบอกว่าผมจะเลือกเรียนดนตรี ที่บ้านเงียบกันหมดเลย และก็ไม่ได้เรียนดนตรี สุดท้ายเรียนเศรษฐศาสตร์ และก็จบโทบริหารธุรกิจครับ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเพลงเลย”

กว่าจะยอมรับต้องใช้เวลา

ป๊อกเล่าต่อว่า กว่าที่คุณพ่อจะยอมรับต้องใช้เวลานานหลายปี โดยในช่วงแรกตนต้องไปทำงานเป็นพนักงานในบริษัทของคุณพ่อ 5 ปี แต่เพราะไม่ชอบชีวิตการเป็นพนักงานออฟฟิศ จึงพยายามพูดกับคุณพ่อ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้ายเพราะผลงานเพลงและคลิปต่างๆ ในยูทูบที่พยายามทำควบคู่กันเริ่มมีคนติดตามมากขึ้น จึงทำให้คุณพ่อเข้าใจและยอมรับในที่สุด

“ผมก็พูดกับพ่อว่า ถ้าอนาคตมีอะไรอยากให้ช่วยจริงๆ ก็บอก คุณพ่อเองก็เข้าใจ กว่าจะเข้าใจใช้เวลา 5 ปี ผมไปเป็นพนักงานบริษัทมา 5 ปี เข้า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น แต่งตัวเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ค ไปทำแทบจะทุกอย่างในบริษัท ไปทำงานทุกวัน และรู้ตัวว่าไม่มีความสุข ผมก็เลยพูดกับพ่อ แต่ใช้เวลาหลายปี พอพูดไปปุ๊บก็เอ่อ... แล้วก็หายไป เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง

แต่หลังจากนั้นผมทำรายการในช่องของผม แล้วก็เพลงก็ทำมาตลอดคู่กัน คนรู้จักหลายๆ คนของคุณพ่อพูดถึงสิ่งที่ผมทำ คุณพ่อก็เริ่มเข้าใจว่าอ๋อ สิ่งที่ป๊อกทำมันเป็นอย่างนี้เหรอ คนตามป๊อกขนาดนี้เลยเหรอ คือถ้าเปรียบเทียบของคุณพ่อจะเป็นยุคเก่ามากเลยนะ เขาจะเปรียบเทียบกับหนังสือพิมพ์ เขาเห็นคนตามผมในช่อง 2 ล้านกว่าคน เขาบอกนี่มันมากกว่าขายหนังสือพิมพ์ 1 ล้านฉบับต่อวันเท่าตัวเลยนะ เขาก็เริ่มมองเห็นภาพ แล้วก็มีคนไปพูดกับเขาเยอะขึ้นเรื่อยๆ แบบลูกลื้อนะอั๊วดู ลูกอั๊วร้องเพลงลูกลื้อนะ

ผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะพูดจริงจัง ก็เลยไปคุยกับญาติและหุ้นส่วนของคุณพ่อว่า ถ้าผมทำงานบริษัทแล้วทำสิ่งพวกนี้ไปด้วย มันได้ แต่มันไม่ดี ผมกลัวว่ามันจะพังไปหมด มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมขอได้มั้ย ผู้ใหญ่ทั้งหมดเข้าใจหมดเลย เขาเห็นว่ามันมาขนาดนี้แล้ว มันไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้แบบนี้ มันมีหลายๆ องค์ประกอบเหมือนกันนะ เขาไม่อยากขัดอนาคตของเรา เขาบอกเดี๋ยวเขาจะพูดให้ ทำให้เราซึ้งเลยกับสิ่งที่เขาพูด”

ป๊อกเล่าว่า ไม่เคยคิดเหมือนว่าการทำเพลงในห้องนอนเมื่อตอนอายุ 16 ปี จะพาเขามาสู่วงการเพลงได้ไกลขนาดนี้ “ระหว่างอายุ 16 จนถึงตอนนี้ผมก็ทำเพลงมาตลอด โดยที่ไม่ได้หยุดเลย เราชอบตรงนี้และทำมาเรื่อยๆ เพราะเราสนุก มีความสุขกับมันแค่นั้นเอง แต่สิ่งๆ นั้นดันเป็นหน้าที่ของผมในทุกวันนี้ ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวัง เหมือนมันเริ่มตั้งแต่เพื่อนบอกในวันนั้น เริ่มมีคนจ้างไปโชว์เวทีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนไปเล่นงานระดับประเทศ แม้กระทั่งจ้างไปเล่นต่างประเทศ งานใหญ่สุดที่ผมไปเล่นมาที่อังกฤษ คนก็ประมาณหลักพัน ผมเลยคิดว่าสิ่งที่เราทำในห้องนอนตอนอายุ 16 เป็นประจำ มันพาเรามาไกลขนาดนี้เลยเหรอ ผมยังคิดอยู่เลย”

หาย (Ship High)

ป๊อกเผยถึงผลงานเพลงใหม่ล่าสุด “หาย (Ship High)” ที่แค่ชื่อเพลงก็ทำเอาหลายคนสะดุ้งเบาๆ ป๊อกเล่าถึงที่มาของชื่อเพลงรวมถึงเนื้อหาว่า “ถ้าให้พูดจริงๆ อยากตั้งชื่อเพลงว่าฉิบหา_นี่แหละ แต่ผมเพิ่งมารู้ว่าฉิบหา_มันหยาบ ผมนึกว่าเป็นคำอุทาน เหมือนตายห่_ มันไม่ได้เหมือนคำว่าไอ้เหี้_ อันนั้นคำหยาบแน่นอน สุดท้ายเลยเปลี่ยนชื่อเพลงใหม่เพราะใช้คำนั้นไม่ได้ เลยเปลี่ยนเป็นเอาแค่ “หาย” พอ

เนื้อหาเป็นเพลงอกหัก แต่เป็นเพลงอกหักที่ไม่เศร้า ในชีวิตที่ผมทำมาเป็นเพลงอกหักเพลงที่ 2 เพลงแรกผมทำกับนต Getsunova ชื่อเพลงอีกครั้ง (Again) เป็นแนวเศร้าๆ เราไม่เคยทำเพลงแนวนั้น ไม่ถนัดเท่าไร แต่เพลงนี้จะเป็นเพลงอกหักแบบกวนๆ แบบไม่เป็นไรเธอไม่เอา ฉันก็ไม่เอาเธอเหมือนกัน แบบฝากเอาไว้ก่อนนะเธอ แต่ฉันยังไม่เอาคืนหรอก”

จากนั้นป๊อกเล่าถึงไอเดียในการทำมิวสิกวิดีโอที่มาจากเกมสมัยก่อน มีความเป็นพิกเซลอาร์ต โดยบอกว่า “เพลงนี้เป็นเอ็มวีแรกที่ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เหมือนมีความเป็นพิกเซลอาร์ต เหมือนเกมสมัยเก่า น้องที่ทำงานเสนอผมมาว่าอยากทำแบบนี้ อยากลองเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยทำกันมาก่อน เลยลองดูก็ได้ ก็สนุกดี บวกกับดนตรีของเพลงค่อนข้างที่จะสว่าง มันทำให้ผมเห็นภาพว่ามันต้องเป็นสีสันสดใส ในเอ็มวีก็จะเห็นว่าสีค่อนข้างจะสดใสเป็นพิเศษ”

ส่วนการเลือก จิงจิง วริศรา ยู มาเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ ป๊อกให้เหตุผลว่า เป็นเพราะตรงกับคาแรกเตอร์นางเอกสวยแบบร้ายๆ ที่วางไว้ “คาแรกเตอร์ของผู้หญิงที่เราเซตไว้แน่นอนว่าสวย แต่ต้องสวยแบบร้ายๆ หน่อย ไม่สวยแบบใจดี สวยแบบมีความ Bossy นิดหนึ่ง ทีมก็แนะนำมาหลายคน และก็มีน้องจิงจิง ทุกคนเห็นเหมือนกันว่าน้องนี่แหละเหมาะดี เพราะเขาเป็นนางแบบ หุ่นดีอยู่แล้ว”

ยูทูบเบอร์แถวหน้า

นอกจากความเป็นศิลปินฮิปฮอปที่เป็นภาพจำเมื่อคนนึกถึงป๊อกแล้ว การเป็นยูทูบเบอร์ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่แฟนๆ ของป๊อกคุ้นเคยเช่นกัน เราถามถึงที่มาที่ไปของการเป็นยูทูบเบอร์ของเขาว่ามีจุดเริ่มต้นมายังไง ป๊อกเล่าให้ฟังว่า มาจากการซื้อกล้องเพื่อถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ แต่ไปๆ มาๆ ก็ชวนมาร์กี้มาถ่าย Vlog ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน จึงเป็นที่มาของการทำรายการบนยูทูบ

“ก็เป็นคนแรกๆ ของคนในวงการบันเทิงที่ทำ คือที่ทำเพราะว่าผมทำมิวสิกวิดีโอเพลง Runaway ตอนนั้นยังเซ็นกับไทยเทเนี่ยมอยู่ เป็นเพลงเหมือนกับอยากให้ทุกคนเปิดโลกแล้วออกไปตามความฝัน ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ผมก็เลยอยากทำมิวสิกวิดีโอง่ายๆ เอง ผมไปเที่ยวประเทศนู่นนี่ แล้วไปกับมาร์กี้พอดี ก็เลยซื้อกล้องคอมแพ็กไปถ่าย เอาแบบง่ายที่สุด เล็กๆ เพราะผมถ่ายอะไรพวกนี้ไม่ค่อยเป็น แล้วก็ทำมิวสิกวิดีโอตัวนี้ไป

สุดท้ายกล้องตัวนี้ไม่ได้ใช้อีกเลย ผมก็เสียดาย ผมก็ไม่ใช่คนเอากล้องจริงจังมาถ่ายรูป ก็เลยบอกมาร์กี้ลองถ่ายทำ Vlog กันดูมั้ย ทริปแรกที่ไปก็ญี่ปุ่น เราไปเที่ยวที่ไหนก็ถ่ายเก็บไว้ดู เอามาตัดต่อแล้วลงยูทูบ มีคนดูก็ดูไป ไม่ดูก็ไม่เป็นไร มันเป็นเมมโมรี่ของเราได้ ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนดู แต่ทำไปเรื่อยๆ คนก็ดูขึ้นเรื่อยๆ ยูทูบก็ติดต่อมาบอกอยากนัดคุยด้วย ก็ไปกินข้าวและคุยกัน

เขาก็บอกช่องของคุณป๊อก Growth (การเติบโต) มันดีมากเลยนะ มีแนวโน้มที่จะขยายหรือทำให้มันสม่ำเสมอมากขึ้นมั้ย พูดง่ายๆ คือเขาอยากให้ทำทุกอาทิตย์ แต่ตอนนั้นผมทำแค่เดือนละ 2 หน แต่ถ้าทำทุกอาทิตย์เนี่ย กลายเป็นว่าผมไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้วครับ แล้วรายได้มันก็ไม่ได้ ผมก็กลับไปคิดว่าทำไงดี ถ้าเป็นอย่างนี้ผมไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย มันต้องไปทริปตลอดเวลาเพื่อไปถ่าย ผมก็เลยถ่ายทุกอย่างละกัน กลายเป็นรายการเรียลลิตี้ของเรา ก็เลยเป็น “ป๊อกกี้ On the Run The Reality” เป็นอย่างนี้จนเข้าปีที่ 6 ครับ”

ป๊อกเล่าต่อว่า ตอนแรกๆ ที่ทำไม่มีสปอนเซอร์ แต่ทำเพราะมีความสุขที่ได้ทำ สุดท้ายรายได้ก็มาเอง และตอนนี้ช่องยูทูบเพลง Mindset Mob เพิ่งมีผู้ติดตามครบ 1 ล้านด้วย “ผมทำอยู่ประมาณปีหนึ่ง ไม่มีสปอนเซอร์เลย ผมไม่หวังรายได้อยู่แล้ว ไม่มีคนดูก็ไม่เป็นไร ผมเก็บไว้ดูของผมเอง รายได้มันมาเอง ผมก็เลยแนะนำคนอื่น อย่าถามวิธีหาตังค์จากผมเลย ต้องถามตัวเองว่าชอบอะไร มีความสุขกับอะไร เพราะถ้าเราชอบ เราจะทำมันได้ตลอดเวลา ไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะเราชอบ แล้วทำมันดีๆ รายได้ก็มาเอง

ถามว่าทำยูทูบรายได้เยอะจริงมั้ย รายได้จากยูทูบจ่ายเราไม่เยอะครับ แต่มันจะมี cpm เรตอีกหลายองค์ประกอบเลย เป็นสูตรของเขากว่าจะได้วิวเท่านี้ คุณจะได้เท่าไร อยู่ที่ช่อง อยู่ที่คนดู คนกด Subscribe อยู่ที่เรตโฆษณาช่วงเวลาต่อปี อยู่ที่ซีซั่นโฆษณาเหมือนตลาดทั่วไป แต่ถ้าให้พูดเลขที่เฉลี่ย 1 วิวเท่ากัน 0.012 ก็คือไม่ถึงบาท ถ้าอยากได้ตังค์ล้าน ต้องได้วิวร้อยล้าน เพราะฉะนั้นรายได้ของผมมาจากสปอนเซอร์ที่ให้ผมรีวิวให้

ล่าสุดช่องเพลงผมเพิ่งครบ 1 ล้าน ก็เอาไปให้คุณพ่อดู เขาก็ดีใจด้วยครับ คุณพ่อเขาไม่คิดหรอกว่าลูกเป็นแบบนี้ (หัวเราะ) หรืออาจจะคิด แต่ไม่อยากให้เป็น แต่บางทีอาจจะลืมไปว่าผมเป็นครึ่งนะ ครึ่งพ่อครึ่งแม่ แม่ผมสายอาร์ต คุณตาผมเป็นนักแสดง นักดนตรี คุณแม่เป็นนางงามจักรวาล แต่คนอาจจะไม่ได้นึกถึงบ้านคุณแม่ นึกถึงบ้านคุณพ่อ”

ปัจจุบันของป๊อก

ป๊อกเผยชีวิตในปัจจุบันว่ามีความสุขมาก แต่จะแฮปปี้กว่านี้หากโควิดหมดไป และกลับไปเล่นคอนเสิร์ตได้ ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับผลกระทบจากโควิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ตอนนี้แฮปปี้ครับ มีความสุขมาก จะแฮปปี้กว่านี้ถ้าโควิดหายแล้วกลับไปเล่นคอนเสิร์ต ถามว่ากระทบเยอะมั้ย เยอะครับ 2 รอบ ผมหายไปร้อยงาน แต่สำหรับผมเอง ผมยังไม่โดนขนาดคนอื่นโดน ถามว่าเสียดายมั้ย เป็นใครก็เสียดายหมด ผมยังโชคดีมีงานอื่นๆ แต่คนอื่นที่ไม่โอเคคือคนที่อยู่ในวงผม บางคนก็ไม่ได้มีอาชีพอื่น นักดนตรีของผมไปเล่นไม่ได้ ซาวนด์กลับต่างจังหวัดไปเลย เพราะอยู่ที่นี่มีค่าใช้จ่าย ถ้ามีงานแล้วค่อยบอก ก็ช่วยกันในระดับหนึ่ง เราช่วยเขา เขาก็ช่วยตัวเองด้วยเช่นกัน แต่เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้กลับมามีงานแล้วครับ เดือนหน้าก็มี 30 กว่างานแล้ว หวังว่ามันจะไปในทางที่ดี แล้วก็มีซิงเกิลไปฟีตกับพี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ปล่อยเร็วๆ นี้ ส่วนตัวเองต้น เม.ย. เดี๋ยวมีอีกอันครับ”

ปิดท้ายด้วยการอัปเดตชีวิตครอบครัว ป๊อกเล่าให้ฟังว่า บ้านที่กำลังสร้างอยู่น่าจะเสร็จสิ้นปีนี้ และอยู่ช่วงหาโรงเรียนให้ลูกๆ ส่วนเรื่องการมีทายาทอีกคน ตอนนี้ยังไม่ได้คิด และตอนนี้มาร์กี้เริ่มกลับมารับงานในวงการบันเทิงแล้ว แต่ยังมีเวลาให้กันเหมือนเดิม

“ตอนนี้กำลังสร้างบ้านอยู่ น่าจะเสร็จสิ้นปี ย้ายไปอยู่ที่นั่นก็น่าจะโอเค ตอนนี้ต้องดูโรงเรียนลูก หาให้ใกล้บ้านหน่อย ไม่อยากให้ลูกใช้ชีวิตบนรถ 2-3 ชั่วโมง ผมว่ามันไม่ดีกับเด็ก เน้นเดินทางสะดวกไว้ก่อน งานทุกอย่างทำเหมือนเดิมเต็มที่ ยังไม่คิดจะมีลูกเพิ่ม ส่วนกี้ตอนนี้เขาถ่ายละครอยู่ รับทีละเรื่อง เพราะเขาก็ต้องมีงานที่ทำกับผม โชคดีอีกอย่างหนึ่งคือเราได้ทำด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลา มันก็ยังดี ถึงแม้ว่าจะทำงานทุกวัน แต่เขาจะลงคิวละครช่วงปลายสัปดาห์ เพราะเป็นช่วงผมเล่นคอนเสิร์ต ต้นสัปดาห์ก็ทำงานด้วยกัน จะเจอกันให้ได้มากที่สุด ก็มีความสุขดีครับ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ
กราฟิก : Varanya Phae-araya

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ป๊อก ภัสสรกรณ์Special Contentป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ป๊อก Mindsetป๊อก ภัสสรกรณ์ เพลงป๊อก ภัสสรกรณ์ ผลงานป๊อก ภัสสรกรณ์ ความรักนักร้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 23:30 น.