ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 17 ปี จนวันนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการบันเทิงมากว่า 25 ปีแล้ว สำหรับนักร้องนักแสดงหนุ่มตี๋วัย 42 ปี เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ เจ้าของบทเพลงดังมากมายในยุค 90 อาทิ ไม่อาจเปลี่ยนใจ, ชั๊บ...ชั๊บ...ชั๊บ, ข้าวมันไก่, ไร้ตัวตน, คนแรก, ไซเรนเลิฟ ฯลฯ

และยังเคยตกเป็นข่าวโด่งดัง เมื่อเจ้าตัวประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อ 11 ธ.ค. 2541 แต่ไม่ตาย และได้ฉายา “เจมส์กระดูกเหล็ก” มาแล้ว

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนหนุ่มเจมส์มาพูดคุยย้อนความหลังวันวานที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังมากจนทำให้เจ้าตัวเคยเป็นคนหวงความสำเร็จจนไม่มีความสุข กว่าจะเข้าใจและรับมือได้ก็ใช้เวลานานหลายปี รวมไปถึงเรื่องคำทำนายจากพ่อหลวงขำ วัดชัยชุมพล อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่เป็นหลวงตาแท้ๆ ของหนุ่มเจมส์ ซึ่งมีคำทำนายสุดท้ายที่ไม่ได้เล่าผ่านโซเชียลของหนุ่มเจมส์ด้วย

ปฐมบทในวงการเพลง

เริ่มต้นการสนทนา เจมส์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ได้มาเซ็นสัญญาเป็นนักร้องวัยรุ่นหน้าใหม่ในค่ายอาร์เอส ซึ่งในยุค 90 ถือเป็นยุคทองของเพลงไทยเลยทีเดียว “ย้อนไปปี พ.ศ. 2535 มีโอกาสได้ไปประกวดรายการทีวี “ตัวต่อตัว” ซึ่งรายการนี้คือ หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ได้ที่หนึ่ง แล้วเราได้ที่สาม ตอนนั้นค่ายเพลงบ้านเราก็มีแกรมมี่, อาร์เอส, นิธิทัศน์, เอสพี ศุภมิตร, คีตา 5 ค่าย เขาก็โทรมาติดต่อทั้งหมด

แต่เราเลือกไปอาร์เอสก่อน ตอนนั้นอาร์เอสติดต่อมาที่แรก แล้วก็ไม่ไปคุยกับที่อื่นเลย ตอนนั้นเขาให้เทสต์หน้ากล้องเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง “บ้านนี้สุนัขดุ” ของนุ๊ก สุทธิดา และตอนหลังก็ไม่ได้เล่นให้หนุ่ม (สุรวุฑ ไหมกัน) เล่น (หัวเราะ) ไม่ได้เล่นมิวสิกฯ อะไรทั้งสิ้นเลย สุดท้ายเขาบอกว่าอยากให้มาเทสต์เสียง ก็เลยเทสต์เสียง คือเขาเห็นว่ามีความสามารถ และก็เล่นดนตรีได้ ร้องเพลงได้

หลังจากนั้นนานเหมือนกันนะกว่าเราจะกลับไปอีกที เพราะว่าตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองร้องเพลงได้ดีถึงขนาดที่คนชอบ ไม่ได้เซลฟ์ขนาดนั้น ในวงการเพลงในยุคนั้นเป็นยุคที่มีเต๋า สมชาย, มอส ปฏิภาณ, ออย ธนา หล่อๆ ทั้งนั้นเลย เป็นนายแบบหนังสือวัยรุ่น นายแบบโฆษณา

แต่ว่าเรานี่... โห...นึกไม่ออกเลยว่าเราคือใครในตอนนั้น ก็เลยไม่ได้อยู่ในความคิดว่าจะมาเป็นนักร้อง แต่จุดเปลี่ยนคือเพื่อนบอกว่าโอกาสแบบนี้คนเขาไขว่คว้า มันวิ่งมาหาเราแล้ว ทำไมเราถึงจะปล่อยมันไป ก็เลยลองดูสักตั้ง เลยตัดสินใจกลับไปและเราก็ได้เซ็นสัญญา”

คำว่าเก่ง ลบคำว่าไม่หล่อ

ในยุคทองของอาร์เอส การที่ศิลปินวัยรุ่นในยุคนั้นมียอดขายเทปเกินล้านตลับถือเป็นเรื่องปกติ แต่ยอดขายอัลบั้มชุดแรกของเจมส์กลับไม่ถึงล้านตลับเหมือนศิลปินคนอื่นๆ ซึ่งเจมส์บอกว่าเหมือนตอกย้ำความไม่มั่นใจที่เคยมีมาก่อนหน้านี้

“กดดันมากครับ ด้วยความเป็นเด็กด้วย และทุนเดิมของเราคือเราไม่มั่นใจอยู่แล้วไง มันก็ยิ่งคอนเฟิร์มเลยว่า นั่นไง...ก็แกมันไม่ใช่

คือด้วยความที่เราเป็นเด็ก ความคิดความอ่านยังไม่โต มันก็เลยเก็บหลักฐาน เทปก็ไม่ได้ล้านตลับเหมือนคนอื่นเขา ไปเล่นคอนเสิร์ตก็ไม่มั่นใจ พอไม่มั่นใจก็มองอะไรเป็นแง่ลบไปหมด คนนี้อาจจะพูดเล่นก็ได้นะ ทำไมไม่หล่อเหมือนคนอื่นเขา ออกเทปอาร์เอสได้ยังไง เอากลับมาคิดเยอะท้อเลย ท้อมาก รู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเรา”

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เจมส์ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง หลังจากท้อมากจนแทบจะไม่อยากไปต่อในวงการเพลง คือคำพูดให้กำลังใจจาก ต๊ะ บอยสเก๊าท์ นักร้องรุ่นพี่ในค่าย

“มีวันหนึ่งไปบ้านพี่ต๊ะ บอยสเก๊าท์ ก็ไประบายให้ฟังว่าเราเป็นแบบนี้ รู้สึกแบบนี้ เราท้อแล้วกับตรงนี้ แล้วพี่ต๊ะก็จับไหล่เราและก็บอกว่า เฮ้ย เจมส์ เชื่อเถอะว่า “คำว่าเก่งอะ ลบคำว่าไม่หล่อได้นะ” โห...ประโยคนี้ประโยคเดียว วันนั้นเอากลับมาเขียนที่บ้านเลย

ตั้งแต่วันนั้นมาก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ ฝึกฝนตัวเอง แทนที่จะมานั่งคิดว่าไม่หล่อ ก็กลับมาฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้น กลับไปร้องเพลง ใครเก่งก็ไปให้เขาสอน ไปขอให้พี่ฟอร์ดช่วยสอนหน่อย ไปขอนักร้องกลางคืนให้ช่วย ฝึกซ้อมเยอะมาก

ถ้าใครสังเกตจะเห็นได้ว่าอัลบั้มชุดแรกกับชุดสองมันเปลี่ยนไปเลย มันเหมือนเจอตัวเองด้วย ทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงพี่ต๊ะเสมอ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่ง คำพูดบางประโยคง่ายๆ บางทีก็เปลี่ยนชีวิตคนคนนึงได้เลย”

หวงความสำเร็จจนไม่มีความสุข

จากความพยายามฝึกฝนตัวเองจนทำให้อัลบั้มเพลงชุดที่ 2 “ไซเรนเลิฟ” ประสบความสำเร็จอย่างมาก ยอดขายทะลุล้านตลับสมดังใจ โดยเฉพาะเพลง “ไม่อาจเปลี่ยนใจ” ที่โด่งดังจนสร้างปรากฏการณ์ในวงการเพลงยุค 90 อย่างมาก เจมส์ยอมรับว่าทำให้ปรับตัวเองไม่ทันจนเกิดการหวงความสำเร็จ ทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต

“ตกใจครับ คือช่วง 2 เพลงแรกมันก็เป็นจุดรอยต่อเหมือนกันนะ เดือนสองเดือนแรกก็ยังไม่ตู้มต้ามมาก แต่พอเป็นเพลงที่ 3 “ไม่อาจเปลี่ยนใจ” ออกมา ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป มันก็หนักมากสำหรับเด็กอายุ 18 ความยากคือการประคองตัวเอง เพราะว่าวันนั้นเงินทอง ชื่อเสียง

และยุคนั้นเป็นยุคที่ไม่เหมือนยุคนี้ ยุคนั้นนักร้องทั้งประเทศก็โฟกัสกันที่นักร้อง มันมีอยู่กลุ่มแนวเดียวนะครับ ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่แบ่งยิบย่อยเยอะมาก แปลว่าถ้าดังเป็นของทุกคนทั้งประเทศ และเราก็ต้องประคองตัวเองมากๆ ว่าไม่ให้เหลิง โอกาสมันชวนเหลิงมาก

ถามว่ามีมั้ยที่หลงไปกับแสงสีเสียง มีครับ เพราะว่าเด็กมาก เรียกว่าหวงความสำเร็จในยุคหนึ่ง มันได้มากซะจนเราปรับตัวเองไม่ทัน สมมติว่าวันนี้เราเป็นพนักงานบริษัท แต่อีกวันหนึ่งเราถูกลอตเตอรี่ 180 ล้านบาท ข้ามวันมันยังปรับตัวเองไม่ถูก ไม่รู้จะปรับตัวยังไง จะประคองตัวยังไง พอได้มาแล้วกังวลทุกอย่างเลยครับ กังวลกลัวว่าจะเสียมันไป

โอเค 3-4 ปีแรกมีความสุข แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไป MP3 เริ่มมา โลกเริ่มเปลี่ยน ยุค 90 เปลี่ยนมายุค 2000 เป็นเลยครับ รู้สึกอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ไง

ถามว่ารับมือกับตรงนี้ยังไง มีช่วงรับมือได้ ช่วงรับมือไม่ได้ก็มีเหมือนกันนะ น่าจะเป็นช่วงอัลบั้มชุดที่ 6-7 เวลาอยู่บนเวทีเราเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์สร้างความสุขให้คน แต่ข้างในไม่ได้รู้สึกมีความสุข เวลาทำงานแต่งเพลงก็จะเกร็งๆ ไม่ลื่นไหล คิดว่าฉันจะต้องทำได้อีกครั้ง ยิ่งคิดแบบนี้ยิ่งเครียด เป็นช่วงชีวิตที่เครียด

ตอนนั้นมันเหนื่อยกับหลายอย่างมาก หนึ่งเลยงานที่เราทำเมื่อก่อนมันไม่มีเทคโนโลยี งานที่ทำเขาจะซื้อไปนั่งอ่านปกเทป พอเทคโนโลยีมันเปลี่ยน เทปผีซีดีเถื่อนมาก่อนเลย มันทำให้นักร้องหลายคนรู้สึกโดนขโมย

อย่างที่สอง มันเหมือนกับทีมงานที่เคยทำงานกับเราย้ายค่าย การทำงานมันไม่มีคนรู้ใจอยู่กับเรา ทำให้ความมั่นใจมันลดน้อยลงไป ถามว่าคิดว่าตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งมั้ยที่ทำให้งานเพลงชุดหลังๆ อาจไม่ได้ดังใจ คือมันเหมือนเป็นโดมิโน พอเราคิดแบบนี้ใจเราไม่ปลอดโปร่ง มันเลยทำให้การคิดงานการนำเสนอไม่ 100%”

ค้นพบความสุขจากธรรมะ

เจมส์เผยถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตอีกครั้งที่ทำให้มีความสุขในชีวิต คือการศึกษาธรรมะ ทำให้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นเรื่องสมมติ

“พอเราเริ่มศึกษาธรรมะ เข้าสู่การนั่งสมาธิ เริ่มเข้าใจเลย เราเริ่มหลุดออกมาได้ เข้าใจว่าของทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตเราเป็นเรื่องสมมติ ถึงแม้ว่าเรื่องสมมติของเราจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมากกว่าหลายๆ คน เพราะว่าวันที่มันสำเร็จ มันสำเร็จมากจริงๆ จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังนั่งนึกถึงวันนั้น

เรายังจำบรรยากาศได้หมดทุกอย่าง เมื่อเราเริ่มรับมือกับมันได้ พออัลบั้มชุดที่ 9 ชุดที่ 10 เริ่มกลับมามีความสุขกับการทำงานเพลง การแสดงละคร เล่นละครเวที ปลดปล่อยหมดเลย เรารู้สึกเข้าใจชีวิตแล้ว เวลาเดินออกไปหน้าเวทีมีความสุข ไม่ใช่หน้าที่ แต่ยุคอัลบั้ม 5 6 7 อันนี้รู้เลยว่าเป็นหน้าที่”

นอกจากนี้ เจมส์เล่าว่าเหตุการณ์เครื่องบินตกที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2541 เป็นตัวเร่งที่ทำให้เข้าใจเรื่องชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติได้เร็วขึ้น และตระหนักในเรื่องคุณค่าของเวลามากขึ้น

“ผมมองว่าเมื่อก่อนไม่เห็นคุณค่าของเวลา ในแต่ละวินาทีในแต่ละวัน เราก็โอเคถ้าวันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ เดือนหน้าค่อยทำ แต่เหตุการณ์เครื่องบินตกทำให้เราตระหนักเรื่องเวลาเลยว่าทุกนาทีมีค่า เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเหลืออีกกี่นาที ที่คิดว่ามั่นใจ ที่คิดว่ารู้ มันก็เกิดความไม่แน่นอนได้เสมอ มันเลยทำให้วิธีการมองโลกเปลี่ยนไป

นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เข้าใจเรื่องของชื่อเสียงที่เป็นสิ่งสมมติ เป็นตัวเร่ง เพราะไม่งั้นจะไม่คิดเรื่องนี้ แต่เราโชคดีที่ไม่ระบายออกกับยาเสพติด หรือระบายออกกับการทำตัวเหลวแหลก บางคนเขาประคองเรื่องนี้ไม่ได้ เขาก็ไปหาความสุขทางด้านนั้น แต่เราไม่ ถ้าเจอเรื่องราวแบบนี้เราก็จะค้นหาคำตอบให้กับชีวิตเราเอง”

คำทำนายจากหลวงตา

จากนั้นเราถามถึงคำทำนายจาก พ่อหลวงขำ วัดชัยชุมพล อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหลวงตาแท้ๆ ของเจมส์ ที่เคยโพสต์ในไอจีส่วนตัว ว่าตอนที่ได้ฟังเคยคิดหรือเปล่าว่าจะกลายเป็นเรื่องจริง เจมส์เผยว่าจริงๆ แล้วมีคำทำนายสุดท้ายที่ไม่ได้เล่าในโพสต์ด้วย

“จริงๆ มันมีเรื่องมากกว่าที่โพสต์อีกนะ ในวันนั้นที่ล้อมวงไม่ใช่มีพี่คนเดียวนะ มีลูกพี่ลูกน้องด้วย วันนั้นเรายังเด็ก คำทำนายบอกว่าเราอายุ 18 จะมีคนรู้จัก 19 ได้ไปต่างประเทศ 20 จะเกิดอุบัติเหตุตกจากที่สูงเกือบตาย กับอีกคนหนึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง เล็กกว่าเราอีก น่าจะ 10 ขวบ บอกเลยว่าอายุเท่านั้นเท่านี้จะได้เป็นนายพล ทุกวันนี้เป็นพันตำรวจโท (หัวเราะ)

ของเราเหตุการณ์ก็เกิดตรงปีด้วยนะ แต่ที่ยังไม่ได้เล่าในโพสต์ คือคำทำนายสุดท้ายของหลวงตา ในปี 43-45 จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่คาดไม่ถึง ถามว่าท่านบอกมั้ยว่าประสบความสำเร็จเรื่องไหน เงินทอง คิดว่าน่าจะเป็นอย่างงั้น อย่างปีหน้าอายุ 43 ก็ลุ้นให้เป็นจริง แต่เอาจริงๆ ไม่ลุ้น เพราะตอนนี้สัญญาณมันชัดเจนแล้วในงานที่ทำ ธุรกิจที่ทำอยู่กับคุณครูก้อย (นัชชา ลอยชูศักดิ์ ภรรยาของเจมส์) เกี่ยวกับเรื่องของการบำรุงคุณแม่ มีสัญญาณที่ดีขึ้นทุกปีๆ”

ชอบร้องเพลง แต่ใจก็รักการแสดง

เจมส์ถือเป็นคนคุณภาพในวงการบันเทิง เพราะนอกจากจะโดดเด่นเรื่องการร้องเพลงเป็นทุนเดิมแล้ว เรื่องการแสดงก็แสดงได้สมบทบาท ทำให้คนอินกับการแสดง จนมีข่าวทั้งเป็นเกย์และหนุ่มเจ้าชู้มาแล้ว แต่ถึงใจรักการแสดงแค่ไหนก็ชอบการร้องเพลงมากกว่า

“จริงๆ ชอบร้องเพลงมากกว่า การแสดงก็ชอบ แต่กระบวนการทำงานของทั้งสองอย่างมันต่างกัน ร้องเพลงคือขึ้นไปบนเวทีแล้วก็ร้อง แต่ว่าเวลาเล่นละครเวทีซ้อม 6 เดือน ละครก็ถ่าย 4-5 เดือน ถ้าพูดถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ชอบการเป็นนักร้องมากกว่า แต่ใจรักการแสดง การแสดงทำให้เราเป็นคนที่ไม่ได้เป็นในชีวิตจริง เวลาเราเล่นเราค่อนข้างทำการบ้านหนัก พยายามทำให้คนลืมเรื่องก่อนหน้านั้นให้ได้

เล่นเป็นกะเทย ก็มีข่าวว่าเป็นเกย์มั่ง เรื่องถัดไปก็ตั้งใจไว้ว่าจะฉีกให้ได้ ก็เลยตัดสินใจเล่นร้ายในละคร “สุสานคนเป็น” คนก็ไปติดภาพร้าย คราวนี้ละครบทร้ายมาเต็มเลย ซึ่งตัวจริงเป็นคนไม่เจ้าชู้นะ (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็พลิกไปเล่นตลกบ้าง แล้วไปเล่นกับพี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เรื่อง “ดงผู้ดี” ในบทดราม่าจัดๆ"

และผลงานละครเรื่องล่าสุด “อวสานมนุษย์เงินเดือน” ซึ่งจะออนแอร์วันแรก 26 ธ.ค. 2563 ทางช่องไทยพีบีเอส เจมส์เล่าถึงเหตุผลที่ทำให้สนใจรับเล่นละครเรื่องนี้ไว้ว่า “มันน่าสนใจตรงที่เรื่องนี้มาจากบทสอน Digital Marketing แล้วจะเล่ายังไงให้คนดูสนุกและขำไปด้วย ก็เขียนเป็นละครเลย เรื่องนี้รับบทเป็น “เจมส์” อดีตผู้จัดการบริษัทที่ตกงานเพราะวิกฤติโควิด-19 แต่บอกเมียไม่ได้เพราะเงินเดือนสูง เลยหารายได้ทางอื่น

พอเห็นโลกออนไลน์ขายของกันได้ ก็เลยไปขายของออนไลน์ ขายเสื้อในบ้าง ระหว่างทางก็สอนคนดูว่าเวลาจะทำต้องทำแบบนี้ เลือกโรงงานต้องแบบนี้ โพสต์เฟซบุ๊กต้องทำแบบนี้ เรื่องนี้น่าสนใจคือคนเขียนบทเก่ง คุณได้เรียนในอย่างที่คุณไม่รู้สึก ต้องติดตามดูครับ เรื่องนี้จะเห็นอะไรที่คุณไม่เคยเห็น มีเรื่องราวดีๆ เอากลับไปคิดได้ด้วย”

ทำงานน้อยลงเพื่อความสุข

ปิดท้ายด้วยการถามถึงชีวิตในปัจจุบันของเจมส์ ซึ่งหนุ่มคนนี้เผยว่าเป็นความโชคดีที่ไม่มีหนี้ ทุกอย่างในชีวิตลงตัวหมดแล้ว รับงานน้อยลงเพื่อใช้เวลาให้มีความสุข “ชีวิตเราเหมือนหนังสือ เรื่องราวผจญภัยมาก ตอนนี้มาบทหลังๆ แล้วคลี่คลาย พี่ว่าพี่วางแผนในชีวิตค่อนข้างดี ทำให้ทุกวันนี้ความกังวลกับชีวิตน้อย การศึกษาลูกเราวางแผนอย่างดีแล้ว ลูกเรียนได้ถึงปริญญาเอก ต่อให้เราเป็นอะไรไปก็ไม่มีปัญหากระทบ เพราะวางแผนมาตั้งแต่วัยรุ่น

ทุกวันนี้ชีวิตโชคดีมาก ไม่มีหนี้สินเลยสักบาท โชคดีตรงชีวิตเหมือนถูกขีดมาให้ลองทำ ได้เจอประสบการณ์หลายๆ อย่าง ได้เจอเรื่องที่หลายๆ คนไม่เคยเจอ สุดท้ายเขียนให้แฮปปี้เอนดิ้ง ทุกอย่างมันลงตัว ครอบครัว ภรรยา ลูก ธุรกิจ งาน ตอนนี้อะไรที่ต้องทำทำหมดแล้ว มันเลยมีแต่สิ่งที่อยากทำแล้ว ถามว่าทำไมช่วงหลังรับงานน้อยลง เขาไม่จ้าง (หัวเราะ) รับน้อยลงคือเป็นเรื่องของการใช้เวลาให้มีความสุข การหาเงินไม่ใช่เรื่องหลักแล้ว อาจจะเป็นเรื่องรอง”

เจมส์เผยถึงความฝันของตัวเองด้วยการออกอัลบั้มเพลงชุดใหม่ ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 1 และไม่ยึดติดกับการเป็นศิลปินยุค 90 “ความฝันตอนนี้อยากให้เพื่อนเมดา (ลูกสาว) บอกกับเมดาว่าพ่อเธอเจ๋งอะ ผมไม่อยากเป็นอดีตนักร้อง ผมอยากเป็นนักร้อง ปัจจุบัน ก็เลยจะทำงานยุคใหม่ ไม่ยึดติดกับยุค 90 เลย อยากให้เป็นงานของคนยุคปัจจุบัน เป็นงานให้เด็กยุคนี้ฟัง

งานใหม่คืองานอัลบั้มชุดที่ 1 เลยครับ คิดกับตัวเองว่านี่คือการทำงานใหม่ โอเคความสำเร็จเดิมก็คือความสำเร็จเดิม ภูมิใจกับมัน แต่เราไม่ลากมาด้วย ไม่อยากยึดติด กุมภาพันธ์นี้จะปล่อยเอ็มวี เป็นอัลบั้ม 10 เพลงเลย เป็นเพลงแนวป๊อป เราอยากทำเพลงให้ยุคนี้ฟัง แต่ว่าแฟนๆ ยุค 90 ผมจะนำเพลงเดิมของผมมา Cover ใหม่ทั้งหมด

ผมชอบชีวิตของการเป็นนักร้องมากกว่า การเป็นนักร้องมีเวลาอยู่กับครอบครัว เพราะว่ากลางคืนคอนเสิร์ตเล่นดึก กลางวันก็อยู่กับลูก การแสดงไม่อยากทิ้งเพราะชอบเหมือนกัน อยากฝากลายมือของการแสดงไว้ ก็ฝากด้วยนะครับ ทั้งผลงานละคร "อวสานมนุษย์เงินเดือน" และก็อัลบั้มแรกของนักร้องหน้าใหม่ (หัวเราะ) เดือนกุมภาพันธ์น่าจะได้ชมกัน ทำเอง แต่งเอง ไม่ได้ฟังเองนะ ให้ประชาชนฟัง” ก่อนจะหัวเราะทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ, นสพ.ไทยรัฐ, Scenario & Rachadalai, ไทยพีบีเอส
กราฟิก : Phantira Thongcherd