ตั้ว เสฎฐวุฒิ ว่าที่นักกฎหมายและนักแสดงที่จุดประเด็น LGBTQ ในสังคมไทย

ข่าว

    ตั้ว เสฎฐวุฒิ ว่าที่นักกฎหมายและนักแสดงที่จุดประเด็น LGBTQ ในสังคมไทย

    ไทยรัฐออนไลน์23 ธ.ค. 2563 10:30 น.
    SHARE
    • เปิดใจ ตั้ว เสฎฐวุฒิ จากหนุ่มน้อยวัยฮอร์โมนส์สู่ว่าที่นักกฎหมายสุดเท่
    • ผลงานแจ้งเกิดในวงการบันเทิงชิ้นแรก หลังจากวิ่งแคสต์งานมาเป็นปี
    • อนาคตงานในวงการบันเทิงจะไปต่อ หรือผันตัวเป็นทนายความ

    เข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนกระทั่งตอนนี้อายุ 24 ปีแล้ว สำหรับ ตั้ว เสฎฐวุฒิ อนุสิทธิ์ หรือที่หลายคนรู้จักดีในชื่อของ ตั้ว ฮอร์โมนส์ฯ ผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์วัยรุ่นชื่อดัง ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น มาวันนี้จากเด็กหนุ่มน้อยวัยมัธยม กลายมาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับเพื่อนๆ ล่าสุด ตั้ว ได้มาเยี่ยมเยือนเราถึง บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ก็ได้นั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สิ่งแรกที่ดูเปลี่ยนไปเลยก็คือ ตั้ว เสฎฐวุฒิ โตขึ้นมาก

    ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ซีรีส์แจ้งเกิด

    "ผมเริ่มด้วยการเดินแบบ การแคสต์โฆษณาก่อน จริงๆ เราเริ่มตั้งแต่อายุ 14 ตอนนี้อายุ 23-24 แล้ว รวมประมาณ 9 ปีเต็ม ก็เริ่มจากโมเดลลิ่ง แมวมอง แล้วก็แคสต์โฆษณา เดินแบบ มีไปเล่นหนังเล็กๆ มาเรื่องหนึ่งก่อน ตอนนั้นยังโนเนมอยู่ครับ อยู่ตามเฮาส์โฆษณา ตามที่แคสติ้ง แคสต์โฆษณาอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็มีเล่นฮอร์โมนส์เลยตอนอายุประมาณ 15 ครับ เรียนอยู่ ม.3 ครับ

    ตอนที่มาแคสต์ซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะประมาณร่วมปีกว่าๆ มั้งครับ คือผมจำได้แม่นเพราะมันจะเป็นช่วงที่แคสต์โฆษณาเยอะๆ แล้วไม่ได้เลยประมาณปีนึง ได้ประมาณแค่ 2 ตัวเองมั้งแต่เราแคสต์ทั้งปีเลย ก็เลยจำได้แม่นเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยมากๆ ช่วงนั้นครับ 

    ตอนที่ผมมาแคสต์งาน ก็จะมีพี่โมเดลลิ่งพาไปบ้าง หรือไม่เขาก็แค่แจ้งว่าเดี๋ยวเรามีแคสต์งานนี้ ที่สตูตรงนี้นะ หลักๆ จะเป็นทาวน์อินทาวน์ไรแบบนี้ครับ เลิกเรียนก็ไป หรือเสาร์-อาทิตย์ก็ไปเอง บางทีก็รอนานมากเหมือนกัน"

    "ตอนนั้นมันเป็นการทำงานด้วยความหวังมากๆ ครับ เราไม่รู้เลยว่าเราจะได้เมื่อไหร่ หรือมันจะไม่ได้เลย มันมีช่วงหนึ่งที่แคสต์ 20-30 ตัว แล้วแบบไม่ได้สักตัวเลยก็มี มีช่วงที่เหนื่อย ท้อ ไม่อยากไปบ้าง แต่ก็ดีตรงที่พ่อแม่ไม่ได้มาบังคับว่าจะทำหรือไม่ทำ เขาค่อนข้างที่จะให้โอกาส ให้อิสระเรา ไม่เคยที่จะท้อมั้ง เหนื่อยแหละแต่ไม่ท้อ ก็ทำไปเรื่อยๆ จนแบบได้มาเจอฮอร์โมนส์

    ในวันที่มาแคสต์ซีรีส์ ฮอร์โมนส์ คือพี่โมเดลลิ่งบอกว่า เฮ้ย มีซีรีส์พี่ย้งมาแคสต์มั้ย และช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราดู วัยรุ่นพันล้าน ของพี่ย้งมา และเราชอบเราเป็นแฟนหนัง GTH อยู่แล้วด้วย โอเคเป็นซีรีส์นาดาว แต่เราก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท GTH อยู่ดี ณ ตอนนั้นเราก็เลยดีใจมาก เราก็เลยไป จับพลัดจับผลูก็เลยได้ครับ

    ตอนที่รู้ว่าได้ รู้สึกดีใจมากกว่าครับ ยิ่งพี่ย้งบอกว่า จริงๆ ตอนนั้นมีคนที่หน้าตาดูดีกว่า ความสามารถมากกว่ามาแคสต์เป็นตัว ธีร์ แต่ว่ามันเหมือนว่ายังไม่ใช่ธีร์ที่ทีมเขียนบทเห็น พี่ย้งเห็นนะครับ จนมาเจอผม ผมน่าจะเป็นตัวละครตัวสุดท้ายเลยมั้งครับที่ได้ในฮอร์โมนส์เดอะซีรีส์ ซีซั่น 1 ก็ยังดีใจมาก

    เริ่มเซ็นสัญญาที่นาดาวตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ ก็คือเป็นนักแสดงภายใต้สังกัดนาดาวมาก่อนจนถึงทุกวันนี้เลยครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ประมาณร่วมๆ 8 ปีได้แล้วครับ จริงๆ เราอยู่กันแบบครอบครัวแล้วก็มีความสุขกับการดูแลกันแบบนี้เรื่อยๆ ครับผม"

    "หลังจบฮอร์โมนส์ภาค 1-2 มันจะเป็นช่วงที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งพอดี แล้วผมเลือกเรียนกฎหมาย มันมีเรื่องที่ต้องโฟกัสเยอะครับ ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานนะ เพียงแต่ว่าเราก็แค่มองว่าโปรเจกต์นั้นเราอยากทำจริงๆ เราน่าจะเหมาะกับอะไรมากกว่าก็จะคิดเรื่องนั้นมากขึ้น เพราะเรียนกฎหมายมันต้องใช้เวลาเยอะมากๆ เหมือนกัน

    งานเดินแบบก็ยังทำอยู่ครับ งานเดินแบบมันจะเป็นช่วงแฟชั่นวีก ช่วงใดช่วงหนึ่ง มันจะไม่ได้เป็นงานที่จัดทุกอาทิตย์ เราก็ดูว่างานอะไรที่คอนเซปต์มันเหมาะกับเรา หรือเขาเห็นว่าเราน่าจะไปใส่ชุดให้เขาได้ดี"

    ธีร์ ใน ฮอร์โมนส์ฯ ช่วยจุดประเด็นในสังคม

    "จริงๆ ผมรู้สึกว่าเรายังเป็นเราตั้งแต่วันแรกนะ เพียงแต่ว่าพอเราโตขึ้น เราก็รู้สึกไปเองแหละว่าเราก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ด้วยงานด้วยวัย มองอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป มีรุ่นน้องมาเคารพเริ่มไหว้ เราเป็นคนที่ไหว้คนอื่นมาตลอด มีน้องๆ ฝึกงานที่ออฟฟิศ ที่นาดาวก็เริ่มไหว้แล้ว หรือบิวกิ้น พีพีเริ่มไหว้เรา เพราะเขาเป็นรุ่นน้องเราหลายปี ก็รู้สึกเริ่มแก่เหมือนกันครับ (หัวเราะ) เราอยู่มาก็นาน ตั้งแต่เป็นน้องเล็กสุดจนมาถึงตอนนี้"

    "ผมไม่กลัวคนติดภาพตอนที่เล่นฮอร์โมนส์ฯ นะ ผมว่าอาจจะเป็นเพราะ 1. มันนานแล้วด้วย 2. คือคาแรกเตอร์ที่ผมทำ ผมว่าผมทำคนเชื่อได้ว่าจริงๆ ว่านั้นคือธีร์ ว่านี้คือตั้ว แล้วหลังจากนั้นถ้าผมไปทำตัวละครอื่น ไปเล่นละครช่องวัน ไปเล่นละครช่อง 7 ไป หรือไปเล่นหนังแฟสต้า

    ผมก็จะกลายเป็นมีอีกภาพหนึ่งทันทีครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นหน้าที่ของนักแสดงที่จะทำให้ได้ติด ถ้าคนเขาชื่นชอบเรามากที่สุดจากบทบาทไหน และจำเราเป็นบทบาทนั้น มันก็ไม่ใช่หมายความว่ามันเป็นเรื่องที่จะไม่ดี

    ผมว่าตัวละคร ธีร์ ในฮอร์โมนส์ฯ น่าจะเป็นการจุดประเด็นให้สังคม ทั้งสังคมในความเป็นจริง และสังคมในการทำงานบันเทิง คือผมว่า LGBT ตอนนั้นมันยังไม่ได้ถูกพูดออกมาในแง่มุมกว้างมากขนาดนี้

    ผมว่าถ้าย้อนไปน่าจะเป็นเรื่องสุดท้าย รักแห่งสยาม ของพี่โอ้กับพี่มิวเลยครับ และยุคเนี้ยก็มาเป็นผมอีกอันหนึ่ง และหลังจากนั้นก็มีหลายๆ เรื่องตามมาเรื่อยๆ ที่ผมพูดเป็น 2 แง่คือ มันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีหลังมา ตรงที่เราพูดสิ่งนี้ออกมาได้ดังมากๆ จริงแล้ว ภูกับธีร์ ก็แค่คน 2 คนที่เขารักกันแค่นั้นเอง

    และก็ส่วนวงการบันเทิงก็อย่างที่บอกครับ หนึ่งมันพูดไว้ดังแล้ว สองสามสี่ห้าก็มาเล่าต่อ มันก็จะยิ่งทำให้เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่จะสามารถยอมรับได้แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งมองในไทม์ไลน์ 8 ปีที่ผ่านมาผมว่าดีมากเลยนะ คือเราทำให้คนที่เป็น LGBT เขาภูมิใจในตัวเอง และเชื่อว่าสิ่งที่เขามีความรักมันไม่ใช่เรื่องผิด

    และผมว่ามันกำลังยิ่งบวกไปยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ในประเทศเรานะ ผมว่ามันกำลังบวกให้ทั้งโลก และยิ่ง 2019-2020 มีกลุ่ม LGBTQ ที่ออกมาพูดชัดเจน มีกลุ่ม มีสัญลักษณ์ ซึ่งผมรู้สึกว่า เอ้ย! นี้แหละคือสิ่งที่อย่างน้อยเราเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเล็กๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น"

    "ผมว่าคนทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือก และผมเชื่อสิทธิ์ในการเลือกว่าเราจะทำอะไรโดยที่ไม่เดือดร้อนใคร เพียงแต่ว่าบางทีบางอย่างอาจจะต้องอาศัยเวลา และความเข้าใจว่าบางทีเราอยากทำสิ่งนี้ แต่ด้วยในช่วงของเวลามันอาจจะยังไม่ได้ ผมก็เลยเชื่อว่าอนาคตมันจะต้องได้

    อย่างเช่น การที่กฎหมาย การสมรส หรือมรดก หรือกฎหมายทางการแพทย์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ว่าต้องเป็นคู่สามี ภรรยาในการเซ็น หรือสิทธิ์ในทางมรดกโดยที่ไม่มีพินัยกรรมอะไรแบบนี้ครับ คือมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่ผมเชื่อว่ามันเริ่มมีการพูดคุยกันในระดับการบริหาร เพียงแต่ว่ามันต้องใช้เวลานิดนึงในการทำความเข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นไปได้"

    ครอบครัวคือศูนย์รวมที่ทำให้เป็น ตั้ว เสฎฐวุฒิ ในทุกวันนี้

    "การมาทำงานในวงการบันเทิง ผมว่ามันเป็นความฝันเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่มั้ง ที่แบบเราอยากหล่อ เราอยากเท่ แล้วเราอยากมีเงินที่เราสามารถซื้อของ ซื้อรองเท้า กางเกงอะไรแบบนี้ ด้วยเงินตัวเอง โดยที่เราแบบไม่ขอพ่อแม่ มันเป็นความภูมิใจเล็กๆ ของวัยรุ่นตอนเด็กๆ เพียงแต่ว่าพอยิ่งทำมาเรื่อยๆ มันก็เป็นงานที่ดี เราได้แชร์อะไรให้สังคม และเรารักงานนี้ก็แค่นั้นเองครับ

    ผมว่าการที่เราเข้ามาทำงานตั้งแต่เด็ก ผมคิดว่ามันเรียนรู้ได้เร็วมั้ง รู้การทำงานเร็ว ได้เจอความรับผิดชอบเร็วได้ก่อนเพื่อนๆ คนอื่น ส่วนได้เปรียบขนาดนั้นมั้ย ผมว่ารู้เร็วกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป บางอย่างมันก็มีช่วงเวลาเหมาะสมของมัน ผมว่ามันก็ดีที่ได้ทำงานครับ"

    "คุณพ่อผมไม่ได้พูดอะไรครับ แต่ผมว่าเขาก็ดีใจแหละว่าลูกชายได้ทำงานที่รัก คือไม่ได้แปลว่ามันเป็นบทบาทอะไรหรอก หรือจะเป็นชายรักชาย เขาก็ไม่ได้มาพูดว่าอะไร แต่ผมว่าเขาก็ภูมิใจแหละที่ได้มาทำงานออกมาได้ดี และเขาก็ให้กำลังใจเราตลอด ไม่ว่าเราจะเลือกทำอะไรหรือไม่เลือกทำอะไร ไม่เคยทำให้รู้สึกแย่"

    "มีพี่สาวโตกว่าปีนึง เราเป็นน้องคนสุดท้องที่บ้าน พ่อแม่มีลูก 2 คนครับ ผมไม่ได้เป็นเด็กสปอยล์ แต่ว่าเขาเรียกว่าเป็นการกับกำดูแลของพ่อแม่ที่แบบ ผมยอมรับว่ามีช่วงที่เราเป๋ เถลไถลเหมือนกันนะ แต่ก็ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่คอยตบเรากลับมาให้เราตั้งใจเรียน และโฟกัสหน้าที่ของเราได้ ตอนเด็กก็มีเถลไถลไปบ้าง 

    ไม่ตั้งใจเรียน ติดเพื่อน มันก็มีไหลๆ ไปช่วงหนึ่งตอนม.ปลาย แต่สุดท้ายพอผมเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ได้เรียนสิ่งที่อยากเรียน และได้เจอเพื่อนที่ดี ก็เป็นแรงขับเคลื่อนที่แบบได้เรียนจบตามเกณฑ์ ได้เกรดตามที่หวัง และก็ได้มีความรู้ในสิ่งที่อยากมีก็แค่นั้น คือที่บ้านผมเค้าพร้อมซัพพอร์ตเต็มที่ทุกอย่างเลยครับ"

    จากนักแสดงสู่ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

    "ตอนนั้นเรียนครับ ตอนนั้นผมฝันบ้าบอไปนิดนึง ตอนผมเข้าปี 1 เทอม 1 ผมอยากจบ 3 ปี และอยากเอาเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเราตั้งใจเรียนมาก เทอมแรกเราได้ 3.9 เราแบบเรียนดีมาก ได้ A เกือบทุกตัวในตอนนั้น เพียงแต่หลังๆ เราไปโฟกัสหนักๆ มากขึ้น เราเครียดไป เราเหนื่อย มันก็เลยทำให้เราไม่ได้มีเวลาที่จะทำงานมากขนาดนั้น

    เราก็เลยรู้สึกว่า เอ้อ! มันต้องเวิร์กไลฟ์บาลานซ์แหละมั้ง เพราะเรายังอยากทำงานอยู่ แต่เราก็ยังอยากเรียนสิ่งที่รักอยู่ มันก็เลยมาเจอกันตรงกลาง ก็แค่นั้น มันก็มีแค่ช่วงที่เราไปเรียนนะ ประกอบกับช่วงที่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะทำโปรเจกต์ไหน และโปรเจกต์นั้นก็อาจจะไม่ใช่เรามั้ง เป็นแบบนั้นมากกว่า

    ถามว่ากลัวคนลืมหน้ามั้ย ผมว่าถ้าคนจำ ธีร์ ฮอร์โมนส์ ได้ มันก็ไม่มีใครลืมผมหรอกครับ เพียงแต่ว่าถ้าผมไปทำบทบาทไหนก็ขอให้เขาจำผมได้ในบทบาทนั้น ส่วนเรื่องที่ว่าหายไปนาน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้วครับ มันไม่ใช่ว่าเราจะต้องอยู่ในภาพจำใครสักคนไปตลอด ตอนนี้เรียนจบมาปีหนึ่งแล้วครับ"

    "ถ้าไม่ได้ทำงานในวงการผมก็อยากทำธุรกิจกับทนาย ตอนนี้ผมก็มีหุ้นร้านอาหารและก็มีโปรเจกต์กำลังจะทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารทะเลแปรรูปของตัวเอง 100% ส่วนงานในแง่กฎหมายก็ดีครับ ผมก็ให้คำปรึกษาเพื่อนๆ อยู่ เยอะเหมือนกัน เหมือนเราเป็นที่ปรึกษามากกว่า ผมยังไม่ได้มุ่งทางนี้เต็มที่ ถ้าสมมติอย่างพี่ หรือเพื่อนมีปัญหาก็โทรมาถามกฎหมายก็ได้ ซึ่งมันมีตลอดอยู่แล้ว

    พอเราไม่ได้ทำเป็นอาชีพตั้งโต๊ะ เราก็ยังไม่ได้รับลูกค้า หรือคนภายนอกได้ครับ แต่ผมยังไม่คิดถึงขั้นสอบเป็นผู้พิพากษานะ อันนั้นต้องใช้เวลาทำอีกเยอะครับ มันจะมีขั้นตอนของมันอีกเยอะเหมือนกัน คือถ้าในแง่กฎหมาย ผมยังนึกไม่ออกว่าตัวเองจะไปอยู่ตรงไหน ตอบได้แค่ว่าชอบกฎหมาย และก็ชอบที่จะให้คำปรึกษาคนเป็นหลักครับ

    แต่งานในวงการบันเทิงก็จะยังทำอยู่นะ เพราะมันเป็นงานที่รักอยู่แล้วครับ ผมสามารถทำที่กองถ่ายถ้ามีคนโทรศัพท์มาถามถึงกฎหมาย ผมก็ตอบได้ คือตัวผมชอบด้านกฎหมายมาตั้งแต่ก่อนขึ้นม.ปลาย เราชอบที่จะมีความรู้กฎหมาย เพราะเรารู้สึกว่าเราเก่งมั้ง ไม่รู้อะ (ยิ้ม)

    เป็นคนชอบอ่านประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แต่มาชอบกฎหมายเพราะอาจจะมีคุณพ่อที่ส่งผลนิดนึง และเราเลยรู้สึกอยากเรียน อยากเก่ง เราไม่ชอบให้ใครมาหลอก หรือให้เพื่อนเราโดนหลอก ก็เลยรู้สึกชอบกฎหมาย"

    ขอบคุณแฟนคลับที่ติดตามกันมาตลอด 8 ปี 

    "อย่างเวลาเจอเรื่องดราม่า ผมฮีลใจตัวเองยังไง ผมว่ามันขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นดราม่าอะไร ถ้าดราม่าว่า เราเป็นอย่างงั้นจริงๆ เราก็อาจจะมาทบทวนตัวเองและเราก็ผ่านมันไปให้ได้ แต่ถ้าสมมติมันไม่ใช่เรื่องจริง เราก็แค่ต้องบอกสังคมว่าเราไม่ใช่อย่างนั้น ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรา มันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลย และยิ่งในยุคนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรคือขาว อะไรคือดำ อะไรคือเทา ไม่มีใครรู้ ผมว่าผมยังไม่เคยเจอเรื่องดราม่าหนักๆ นะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องตลกๆ มากกว่า

    แฟนคลับของผมเขาน่ารักมากเลยนะ ทุกวันนี้ก็ยังมีพูดคุยอยู่บ้างครับ เพียงแต่ว่าหลังๆ มามันเป็นช่วงโควิด-19 เราก็เลยแบบไม่สามารถที่จะเจอกันในงานอีเวนต์ได้ ก็เปลี่ยนมาเจอกันในรูปแบบทางออนไลน์ ซึ่งเราก็ทำได้แค่คุยอัปเดตในทวิตเตอร์กับแฟนคลับ

    ต้องขอบคุณพวกเขาทุกคนมากที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรก บางคนเพิ่งมาไม่กี่ปี ละครเรื่องล่าสุด หรือละครเรื่องปีที่แล้ว บางคนก็อยู่มาตั้งแต่ฮอร์โมนส์ ทุกคนก็ยังน่ารักและซัพพอร์ตผมดีมากเหมือนเดิม ทุกวันนี้ก็ยังมีแฟนคลับที่พวกเขาตามผมตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนถึงทุกวันนี้เลยนะ อย่างที่ผมบอก ผมจำแฟนคลับของผมได้ทุกคน เพราะนับตั้งแต่ฮอร์โมนส์มาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว

    ตั้งแต่ที่เขายังไม่เข้ามหาวิทยาลัยเหมือนผม จนเรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ตั้งแต่ใส่ยูนิฟอร์มหาวิทยาลัย จนทำงานแล้ว มีพี่คนหนึ่งเป็นครู แล้วเจอผม พอเลิกงานเขาก็แวะมาหาผมตามงาน ผมก็แบบคิดว่าดีเนอะ เราได้อยู่ในช่วงวัยของกันและกัน เขาอยู่กับผมมาตั้งแต่ประถม มัธยม มหาวิทยาลัยจนทำงานเรียนจบมา ก็ดีครับ เหมือนเราได้เพื่อน ได้พี่น้องเพิ่ม พวกเขาคือคนที่ช่วยซัพพอร์ตเราในวันที่เรารู้สึกแย่ได้ดีมากเลยครับ

    เอาจริงๆ ผมขอบคุณหลายๆ ครั้งที่เจออยู่แล้ว แต่เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีแฟนคลับมันก็จะไม่มีผมในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับที่ออกมาเจอที่งาน หรือเป็นคนที่ดูทีวี ดูงาน ติดตามในอินสตาแกรม และทวิตเตอร์ของผม ทุกคนมีค่ามาก อยากจะขอบคุณในสิ่งนี้ไว้ครับ".

    ผู้เขียน : โอ้ว...ซาร่า

    ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ตั้ว เสฎฐวุฒิ อนุสิทธิ์ตั้ว เสฎฐวุฒิspecial contentตั้ว ฮอร์โมนนาดาว บางกอกข่าวบันเทิงดารา
      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19:36 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์