เปิดมุมในใจของ เซ้นต์ ศุภพงษ์ หนุ่มหน้าหวาน บ้าพลังเกินร้อย

ข่าว

    เปิดมุมในใจของ เซ้นต์ ศุภพงษ์ หนุ่มหน้าหวาน บ้าพลังเกินร้อย

    ไทยรัฐออนไลน์9 ธ.ค. 2563 10:30 น.
    SHARE
    • เส้นทางวงการบันเทิงของ เซ้นต์ ศุภพงษ์ นักแสดงหนุ่มหน้าใสผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์ บังเอิญรัก
    • ผู้ชายที่บ้าพลังในการทำงานเกินร้อย
    • วงการบันเทิงช่วยเปลี่ยนชีวิต

    เป็นหนุ่มหน้าตี๋ที่เนื้อหอมสุดๆ สำหรับ เซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา พระเอกดาวรุ่งวัย 22 ปี ที่โด่งดังจากซีรีส์ดัง "บังเอิญรัก Love by Chance" ซีรีส์แนวรักใสๆ สไตล์วายบ้านเรา ที่ทำเอาหนุ่มสาวหัวใจสายวายต้องละลายกับการแสดงของเขาแทบทุกซีนไป

    และตอนนี้ เซ้นต์ ได้ผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระที่เนื้อหอมสุดๆ แม้จะเข้าวงการบันเทิงมาได้เพียง 3 ปี แต่บอกเลยว่าผลงานของ เซ้นต์ ศุภพงษ์ นั้นไม่ธรรมดา เขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ไฟแรงเหลือล้นมากจริงๆ โดย เซ้นต์ ได้เปิดใจกับ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ถึงการทำงานในวงการบันเทิง พร้อมกับชีวิตส่วนตัวให้ฟังแบบไม่มีกั๊กเลยทีเดียว  

    เอ ศุภชัย เป็นผู้ชักชวนเข้าวงการบันเทิง

    “มีโอกาสแรกๆ เลยคือ พี่เอ ศุภชัย ครับ เจอกันที่สยามจำได้เพิ่งสอบเสร็จประมาณ ม.4 แล้วพี่เอก็ชวนเข้าวงการบันเทิง ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเรายังไม่อินกับวงการบันเทิง เรารู้สึกว่ามีแต่คนสวย คนหล่อ คนเก่ง ในวงการบันเทิง เรายังไม่ถนัดทางด้านนี้

    ตอนนั้นเรามีโอกาสช่วยดูร้านอาหารให้พี่เอ แต่เราก็ยังไม่ตกลงที่เข้าวงการบันเทิง พี่เอก็มีสอนเกี่ยวกับเรื่องในวงการ

    พอเข้ามหาวิทยาลัย เราก็มีโอกาสไปแคสต์ซีรีส์ มีโฆษณาติดต่อมาให้เราไปแคสต์ เลยจากที่เราไม่เข้าวงการในตอนนั้น ก็ทำให้วนกลับมา พอได้เริ่มช่วงแรกๆ ใน 1 ปีแรก เราได้ลงหลักปักฐานแล้ว เราอยากจะเป็นนักแสดง ผมก็ปรึกษาพี่เอ ว่าผมจะกลับมาตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ปรึกษาพี่เอว่าดีมั้ย”

    แต่ผมไม่ได้อยู่ในสังกัดพี่เอนะครับ แต่พี่เขาเป็นที่ปรึกษา อยู่มาเรื่อยๆ ครับ พอเริ่มอยากลองทำงาน ก็ไปแคสต์งานเยอะมากครับ เราอยู่ในจุดที่มาจากสายแคสต์โฆษณาครับ มีความรู้สึกว่าทุกครั้งที่เราไปแคสต์เราจะได้เป็น 1 ใน 2 ที่ลูกค้าเลือก สุดท้ายก็ไม่ได้ หลายงานมากครับ

    ผมไม่มีโอกาสได้เรียนการแสดง พอเราไปแคสต์ คนที่แคสต์จะสอนเราทันทีว่า ทำแบบนี้ไม่โอเคนะ ผมเลยเป็นคนที่ไม่ได้โตมากับการแสดงตั้งแต่แรก แต่ผมโตมาจากการแคสต์งาน จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นการเวิร์กช็อปตลอด ยังไม่เคยเรียนการแสดงจริงจัง หาเวลาว่างไปเรียนการแสดงอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ)

    ผมเคยนั่งรอแคสต์ตั้งแต่บ่ายสอง จนเกือบเที่ยงคืน จำได้ว่าได้แคสต์ตอน 00.23 น. เราก็รู้แล้วว่าพี่เขาได้ตัวแล้ว พี่เขาก็เห็นเรามาแล้วก็ลองให้แคสต์ ผมก็เลยบอก ได้พี่ ไม่เป็นไร อย่างน้อยพี่ติชมผมว่าดี ไม่ดี

    เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่ไปแคสต์เราไม่เคยเสียเวลา เราได้โอกาสมาเรื่อยๆ แนะนำมาเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่างานทุกวันนี้บางอย่างก็มาจากการแนะนำ รู้สึกดีใจครับที่ได้มาร่วมงานกับพี่ๆ หลายๆ คน”

    “ผมวิ่งแคสต์งานมาปีนึงเต็มๆ แคสต์มาประมาณหลายร้อยงานครับ แต่มาได้งานในปีที่ 2 เราเริ่มไปแคสต์ซีรีส์หลังจากที่แคสต์แค่โฆษณา จริงๆ มีโอกาสได้ติดหลายเรื่องแต่ว่า ยังไม่ได้เปิดกล้อง บางโปรเจกต์สร้างขึ้นมา อาจล่มสลายไป

    ผมได้มีโอกาสเล่นซีรีส์ บังเอิญรัก ทำให้มีคนรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมไปแคสต์แล้วได้งาน และเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปเล่นซีรีส์ ผมมีกระติกน้ำเป็นของตัวเอง ผมดีใจมาก มันรู้สึกอ๋อ มีกระติกน้ำเป็นแบบนี้นี่เอง (หัวเราะ)”

    "บังเอิญรัก" งานชิ้นแรกที่ทำให้ทุกคนรู้จัก

    “เป็นเรื่องแรกครับ ส่วนเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว เป็นซีรีส์ที่ได้รับเชิญ เรื่องที่ 2 ที่จริงมีซีรี่ส์อีกเรื่องชื่อ 2 Brothers แผนลวงรักฉบับพี่ชาย เป็นผู้กำกับเดียวกันกับ ใบไม้ที่ปลิดปลิว แล้วก็มาเต็มตัวอีกเรื่องหนึ่งชื่อ Why RU the series เพราะรักใช่เปล่า แล้วก็ภาพยนตร์เรื่อง วอนเธอ ครับ ออนแอร์ภาพยนตร์ 24 ธันวาคมนี้”

    “แรกๆ ผมไม่รู้จักซีรีส์วาย ผมเพิ่งรู้จักจากการเล่นเรื่องนี้ ตื่นเต้นเหมือนกันครับแต่พอมีโอกาสได้เล่น ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยต่าง เพราะผมมีโอกาสได้เล่นทั้งชายหญิงแล้ว แต่ข้อหนึ่งที่ได้เลยเต็มๆ การเรียนรู้คน เพราะทุกครั้งที่ผมได้รับบทใหม่ๆ ได้เรียนรู้ตลอด LGBTQ ผมเข้าใจเขามาก เราอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุข ซึ่งส่งความสุขให้คนอื่นด้วย”

    “ครั้งแรกที่ได้เจอกับ เพิร์ธ ธนพนธ์ จริงๆ มีโอกาสได้เวิร์กช็อปกับน้องเขาแล้วครับ ดีใจครับ น้องเขินๆ สนุกครับ (ยิ้ม) จากเรื่องนี้ทำให้มีความเป็นคู่จิ้นเกิดขึ้น เราก็ต้องปรับตัว ทำให้เราใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง การเรียนรู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง

    ผมรู้สึกว่าความแตกต่างกันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เราต้องเรียนรู้ พออยู่ในวงการบันเทิงเราอยู่นิ่งไม่ได้เลย เอาเก่ามาทำใหม่ เอาเก่าเป็นประสบการณ์ อันใหม่ปรับได้ปรับครับ อันไหนพัฒนาเราก็ต้องพัฒนา”

    “ทุกครั้งที่เข้าฉากเลิฟซีน ผมเขินหมดทุกครั้งเลยครับ พอมีโอกาสเล่นกันสนิทกันมากขึ้นก็ราบรื่นขึ้นครับ ล่าสุดที่เล่นกับคุณ อร BNK ไปก็คือเกร็งเลย เขาเป็น BNK ด้วย (หัวเราะ)”

    “ส่วนเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว มีพี่เขาติดต่อมาว่าอยากได้คนที่หน้าเหมือนพี่ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ทีนี้ พี่กู่ ผู้กำกับ เขาเคยเจอที่ 2 Brothers มาก่อนแล้ว เขาเคยเห็นคาแรกเตอร์ที่เราเล่น เลยมีโอกาสเรียกมาแคสติ้งครับ อีกวันก็ทำงานที่กองเลย ผมเกร็งไปหมดเลยครับวันนั้นเจอแต่รุ่นใหญ่ เจอพี่พุฒ พี่ใบเฟิร์น พี่ๆ เขาใจดีครับชวนถ่ายรูปเล่นกัน”

    “ทุกวันนี้ผมก็ไม่คาดคิดครับ ผมว่าอยู่จุดนี้ ความคิดเป้าหมายมันเปลี่ยนไปเลย ตอนนี้ผมก็เล็งว่าผมไม่อยากเป็นนักแสดงแค่ในประเทศไทย เราอยากมีโอกาสเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่ให้ชาวโลกได้เห็นว่าคนไทยเก่งนะ”

    เคลียร์ดราม่าไม่ได้เล่นบังเอิญรัก 2 

    “ส่วนดราม่าเรื่องคิวงานตอนนั้นผมก็ถ่ายอยู่ทั้ง 2 เรื่องเลย คิวละครอาทิตย์หนึ่งเราทำได้แค่ 2 เรื่อง ซึ่งตอนที่บังเอิญรัก ถ่ายก็ทับไลน์ตรงนั้นเลยครับ ถามว่าเสียดายมั้ย ที่ไม่ได้ไปต่อในภาค 2 ในมุมผม ผมมองว่า เรารับผิดชอบในภาคแรกดีที่สุดครับ เรารักในตัวละครเราผูกพัน แต่ว่าในเรื่องของหน้าที่เรารับอะไรไว้ต้องทำอะไรตรงนั้น เราต้องทำให้ดีที่สุด

    ไม่ใช่เหมือนเราทำตามใจตัวเอง มันจะเหมือนเราแทรกคิวงานอื่น ผมว่ามันไม่ควรที่จะทำ ล่าสุดเรื่อง Let’s Fight Ghost ที่ปิดกล้องไปไม่นาน หนักพอสมควรเพราะเป็นละครบู๊ด้วย ได้พี่โขน ก้องเกียรติ มากำกับเอง สุดยอดมากครับ พี่เขาเขียนเองทุกงาน พี่เขาตั้งใจมาก”

    มนุษย์บ้าพลังให้ใจการทำงานเกินร้อย

    “ผมมีเชื้อสายจีนเกือบ 100% เลย เพราะว่าที่บ้านนั่งเรือสำเภามา ทางคุณพ่อจะเป็นคนจีนที่มาทำธุรกิจในไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เราก็เลยเชื้อสายจีนมาก แล้วก็ผสมมาเรื่อยๆ ครับ ทั้งไทยและจีน ผมมีชื่อจีนว่า หวงหมิงหมิง อากงตั้งให้ครับ เป็นหลานชายคนสุดท้ายที่มีชื่อจีน”

    “การที่ผมเข้ามาวงการบันเทิง ที่บ้านผมเขาสนับสนุนนะครับ คุณแม่ให้อิสระเลยอยากทำอะไรทำเลย แค่มีความสุขแล้วรักมันจริงๆ คือผมกับแม่จะสนิทกันก็จะมีปรึกษา เหมือนเป็นการเล่าให้ฟังมากกว่าว่าทำงานในวงการนี้เป็นยังไง เพราะเราตัดสินใจที่จะทำแล้ว เราจะเล่าให้แม่ฟังว่าจะทำแบบนี้นะ แม่รู้สึกยังไงบ้าง ถ้าแม่เอ๊ะ! ในประสบการณ์แม่ แม่ไม่โอเคแม่ก็จะเตือนครับ”

    “อย่างเวลามีปัญหากับใคร หรือมีปัญหากับเพื่อน ผมไม่ค่อยเป็นคนโกรธคนนะ แต่ผมจะชอบเข้าไปคุยเลยครับ ผมจะเข้าไปเคลียร์เลย แต่ถ้าเดินเข้าไปคุยแล้ว แต่เขาไม่เคลียร์ไม่คุยก็ไม่เป็นไร ผมรู้สึกว่าตัวเขาเองอาจยังไม่ได้เปิดที่จะแก้ไข

    ผมรู้สึกว่าตัวเองบ้าพลังนะ เพื่อนๆ ผมก็บอกผมบ้าพลัง ผมมองว่าคำว่าสำเร็จมันไม่มีที่สิ้นสุด ผมตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก ผมไม่อยากหยุดแค่ให้คนไทยเห็นแค่ผลงานคนไทย

    ผมอยากให้ทั่วโลกได้เห็นผลงานคนไทยด้วยครับไม่ใช่แค่เบื้องหน้าแต่เรามีเบื้องหลังด้วย ได้มีโอกาสเรื่องของไอดอลแฟคทอรี่ ได้เสนอความคิดเรียนรู้จากพี่ๆ ทีมงาน ถ้าใครได้ดูแฟนมีตติ้งของ Why R U The Series ในแร็ปทั้งหมดผมเป็นคนแต่งหมดเลย”

    “งานต่อไปที่อยากทำ อยากลองบทอะไรที่แปลกขึ้น สนุกขึ้น อยากเจอพี่ผู้กำกับเก่งๆ ทุกครั้งที่ผมเจอผู้กำกับใหม่ๆ รู้สึกเป็นครูผมเลยครับ ทุกครั้งเราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ”

    “ผมว่าผมแจ้งเกิดจากซีรีส์วายเลยก็ว่าได้นะครับ เพราะช่วยเปิดโลกกว้างให้ผมเลยก็ว่าได้ และอีกอย่างผมมีแฟนคลับที่ดีมาก อย่างถ้าผมจะไปเล่นซีรีส์แนวอื่นที่ไม่ใช่ซีรีส์วาย เขาจะถามเมื่อไหร่ออนแอร์ เขารอติดตามรอเราเปลี่ยนแปลง ผมโชคดีตั้งแต่เล่นมาคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกันเลย การทำงานเราก็จะหาอะไรเรียนรู้ใหม่ๆ ผมรู้สึกสนุกชอบทำงาน เพื่อนๆ ก็จะบอกผมบ้างานมาก”

    วงการบันเทิงช่วยเปลี่ยนชีวิต

    “วงการบันเทิงเปลี่ยนแปลงอะไรผมเยอะเหมือนกันนะ โทรศัพท์ก็เหมือนกัน ที่ผมเปลี่ยนโทรศัพท์ผมจำได้ ทุกคนอยากให้ผมเปลี่ยนมาก มันยังไม่พังผมก็อยากใช้ไปเรื่อยๆ ผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมเปลี่ยนของเลย เพื่อนๆ จะเห็นผมใส่เสื้อวน คุณแม่จะให้เราใส่ของใหม่คุณแม่ก็จะซื้อให้

    ผมก็ไม่ใส่ด้วยนะ ผมใส่ตัวเก่า ของใหม่เราจะใส่ไว้เป็นงานพิเศษ เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องใส่ของใหม่ จนเข้าวงการบันเทิงครับ พี่ๆ แฟนคลับก็จะซื้อของให้เรา แรกๆ ทุกคนก็น้อยใจว่าผมไม่เอามาใส่ ทุกวันนี้ก็ใส่ของพี่แฟนคลับหมดเลยครับ เสื้อ กางเกง รองเท้า”

    อย่างในอินสตาแกรมของผมแต่ก่อนมีคนฟอลโลว์แค่ประมาณ 3,000 คนเองครับ มีแต่เพื่อนๆ เพราะผมจะไม่ค่อยลงรูปตัวเองเท่าไร รูปที่ผมลงจะเป็นพวกรองเท้า อย่างเวลาไปให้อาหารปลาก็จะถ่ายรูปถังอาหารปลา กับหน้าผมที่เห็นแค่หูลงแค่นั้น หรือบางทีก็ถ่ายรูปครึ่งหน้า หรือเห็นแค่หูลงเท่านั้น จะไม่ค่อยมีหน้าเต็มๆ ของตัวเองลง (หัวเราะ)”

    “ผมว่าในชีวิตผมตอนนี้ ก็ยังไม่ค่อยมีวันไหนที่ไม่อยากทำงานนะ ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกับงานครับ อาจมีแบบว่าเราทำงานติดกัน 5 วัน ได้นอนแค่ 2 ชม. รู้สึกไม่อยากตื่น ขออีกสัก 10 นาที (หัวเราะ) ผมว่า การทำงานก็เหมือนพักผ่อนอยู่แล้ว มันสนุก ล่าสุดผมทำรายการใหม่ชื่อ SOS รายการท่องเที่ยว รีวิวตามสถานที่ท่องเที่ยว รู้สึกในงานเราได้พักอยู่แล้ว”

    “ผมตั้งเป้าไว้ว่าจะทำงานไปเรื่อยๆ ครับ จนกว่าเราจะรู้สึกว่าเราไม่มีความสุขแล้ว คือตอนนี้ผมก็แพลนไว้นะว่า อยากทำธุรกิจ เพราะผมเรียนเศรษฐศาสตร์มา อยากทำด้านพัฒนาชุมชนกับอาสา ตอนนี้เปิดแบรนด์ ชื่อ “สานสุข” เริ่มจากเศรษฐศาสตร์ชุมชน ที่เราเข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจระดับตำบล ระดับชุมชน ผมเชื่อว่าถ้ามันใหญ่ขึ้นสิ่งเหล่านี้มันจะใหญ่ไปถึงระดับประเทศ ผมอยากเป็นคนหนึ่งที่อยากขับเคลื่อนระบบประเทศ”

    “ผมขอบคุณแฟนคลับทุกคนมากครับ เป็นความฝันของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่เราพยายามทำงานวงการบันเทิง หรือธุรกิจ ทุกคนซัพพอร์ตผมตลอด บางครั้งที่เรารู้สึกเหนื่อยๆ มากจากงาน แต่มีพวกเขาเรารู้สึกหายเหนื่อยเลย เหมือนมีพวกเขาอยู่ข้างๆ พวกเขาคือกำลังใจในแรงผลักดันที่ให้เราสู้ต่อไป ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ผมรู้สึกว่าผมอยากอยู่ตรงนี้เพื่อเป็นความสุขให้ทุกคน ขอบคุณทุกคนจริงๆ ครับ”.

    ผู้เขียน : โอ้ว...ซาร่า

    ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เซ้นต์ ศุภพงษ์เซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนาspecial contentเซ้นต์บังเอิญรักข่าวบันเทิงดารา
    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 23:34 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์