ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ล้วงชีวิต คิมม่อน วโรดม พูดๆ ตรงผมอยากรวย ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว

    ไทยรัฐออนไลน์23 ก.ย. 2563 07:30 น.
    SHARE
    • เปิดใจ คิมม่อน วโรดม พี่ใหญ่แห่งวง SBFIVE
    • จากครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ สู่บอยแบนด์ดังที่มีแฟนคลับติดตามนับล้าน
    • ความฝันสูงสุดอยากให้ครอบครัวสบาย ดูแลพ่อกับแม่ได้ 

    เป็นพี่ใหญ่แห่งวง SBFIVE สำหรับ คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา หนุ่มสายฮามาดเท่ ลุคเกาหลี ผู้โด่งดังจากซีรีส์เรื่อง "เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์" (2Moons The Series) อีกทั้งยังเป็นไอดอลหนุ่มแห่ง SBFIVE อีกด้วย

    บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีนัดสัมภาษณ์กับหนุ่ม คิมม่อน กันที่บริษัท Star Hunter มาเยือนถึงถิ่นกันขนาดนี้ คิมม่อน ก็เปิดใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง เมื่อเจอหน้ากัน เจ้าตัวก็รีบทักทายเราทันที พร้อมกับถามว่า "วันนี้เราคุยอะไรกันดี ผมว่างพร้อมคุยกับพี่ได้ยันเย็น"

    ชื่นชอบการแสดงมาแต่เด็ก เสียดายเข้าวงการบันเทิงช้าไป

    “ผมเข้าวงการช้ากว่าที่ควรจะเป็นเลยครับ จริงๆ แล้วพื้นฐานเราเป็นคนที่มีความฝันตั้งแต่เด็กๆ เลย ชอบพูดหน้าห้องเวลาทำงานกลุ่ม เราจะขอพรีเซ้นงานนะ ชอบอะไรที่เป็นการแสดงออกมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว ชอบแคสต์งาน มีโมเดลลิ่งเล็กๆ เกี่ยวกับโฆษณามาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันก็ไม่สำเร็จสักที ได้เงินเป็นก้อนๆ ไป

    พ่อแม่เป็นครู เป็นข้าราชการ ตอนแรกเขาอยากให้เป็นทหาร แต่หัวเราก็ไม่แข็งแรงถึงขั้นเป็นนักเรียนนายร้อยได้ ก็เลยตัดสินใจเรียนปริญญาตรี เลือกเป็นครู คือได้พูดหน้าชั้นเหมือนแบบที่เราต้องการ และพ่อแม่ต้องการด้วย ซึ่งตอบโจทย์เราทั้งสองอย่าง

    เรียนครุศาสตรบัณฑิต เอกคอมพิวเตอร์ศึกษา จนเรียนจบ ไปฝึกสอน และไปเป็นคุณครูอยู่ประมาณครึ่งเทอมครับ คือพ่อเป็นทหาร แม่เป็นครู และตระกูลเราเป็นทหาร ตำรวจด้วยเขาก็อยากให้ทำงานสายนี้ แต่ใจเรารักในการทำงานวงการบันเทิง ระหว่างที่เป็นครู ตอนเช้าเราก็ไปสอนหนังสือ ตกเย็นกลับบ้านมาเป็นดีเจออนไลน์ ก็ใช้ชีวิตอย่างนี้มาตลอด แต่ก็ไม่ทิ้งงานแคสติ้งด้วย

    วันหนึ่งช่วงหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็ตัดสินใจไปแคสต์ละครเรื่อง Love Sick the Series Season2 ก็ได้ติดและเข้ามาวงการบันเทิง ก็ไต่เต้ามาเรื่อยๆ จากตัว 6 ตัว 7 มาเป็นตัว 3 ตัว 2 จนได้มาเป็นตัวเอง ผ่านมาประมาณ 6-7 ปีแล้ว ก็เหมือนค่อยๆ สะสมแฟนคลับไปเรื่อยๆ

    ละครเรื่องแรกที่ได้เล่น Love Sick the Series Season2 ผมออกแค่ 12 วิเอง ตอนนั้นเล่นคู่กับ มีน พีรวัฒน์ ครับ ผมกับมีนจะคู่กันตอนนั้น ออกแค่ 12 วิพร้อมกัน จากเป็นคู่โนเนม จนพัฒนามาเป็นคู่ที่ 3 ที่ 2 และคู่ที่ 1 พัฒนามาเรื่อยๆ”

    “ผมเล่นละครมาเยอะมากครับ อย่างล่าสุดผมก็ไปเล่นเรื่อง โซ่เวรี มาของช่อง 7 คือที่ผ่านมาเราก็เล่นมาหลายเรื่อง แต่ยังไม่มีโอกาสได้บทเด่น มีปีนี้แหละที่ผมประสบความสำเร็จกับเรื่องการแสดงมากที่สุด ก็คือได้รับบทเป็นตัวเอง ที่กำลังจะรอออนแอร์วันที่ 11 เดือน 11 นี้”

    เคยเป็นคุณครู พ่อแม่ไม่สนับสนุนให้เป็นดารา

    “คือการทำงานในวงการบันเทิง การวางตัวมันต่างกัน คือเป็นครูต้องวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่ อยู่ในวง SBFIVE ต้องทำตัวให้เด็กเข้าไว้ จะได้เข้ากับน้องๆ ได้ บางคนอาจจะบอกว่าอยู่ในวงการบันเทิงมันกดดัน แต่มันเป็นสิ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นสิ่งที่ผมชอบ ได้เงินก็เยอะ ได้ทำสิ่งที่ชอบ มันมีความสุขไม่อยากจะออกไปเลย อยากจะทำงาน อยากอยู่วงการบันเทิงไปเรื่อยๆ ครับ

    ตอนนี้ไม่ได้เป็นครูแล้ว ตอนที่ตัดสินใจได้งานละครเรื่องแรก เขาก็ให้เคลียร์ตัวเองก่อน เพราะเราต้องอยู่กับการฝึกซ้อม เรียนแอ็กติ้ง เพราะเราไม่มีความรู้อะไรเลย เรียนสารพัดเลยครับ ตอนเป็นครู เป็นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ครับ”

    “ก่อนจะมาทำงานในวงการบันเทิง ที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุน คือตอนแรกก็หนักเลยครับ ตอนที่เป็นดีเจออนไลน์ ช่วงนั้นพ่อแม่ไม่ค่อยเข้าใจว่า เขามองว่าเราเต้นกินรำกิน คือผมกลับบ้านมาจากสอนหนังสือ แล้วไปตะโกนโหวกเหวกโวยวายหน้าคอมฯ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องไปตะโกนหน้าคอมฯด้วย

    เขาก็ไม่พอใจว่าทำไมดึกดื่นพูดเสียงดัง เพราะเสียงดันลอดออกไปห้องเขา ที่บ้านห้องนอนเราติดกัน เราก็บอกเขาว่ามันคือการทำงานนะ จนเงินเดือนเดือนแรกออกมา ได้ประมาณ 3-4 หมื่น พ่อแม่เขาถึงรู้ว่าเราทำงานในคอมฯแล้วได้เงิน เขาก็เริ่มปล่อย เพราะเราสามารถหาเงินได้จากการเป็นดีเจ”

    “กว่าผมจะแคสต์งานได้ ไม่รู้ว่ากี่งานต่อกี่งานกว่าจะได้ ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้เก่ง ได้แค่งูๆ ปลาๆ แต่สิ่งเดียวที่เรามีคือความกล้าแสดงออกเท่านั้นเองครับ ไม่มีทักษะอะไรเลย กว่าจะติดก็ต้องผ่านไปหลายเรื่องเหมือนกัน ผมหางานในกลุ่มเฟซบุ๊กครับ แล้วมีป้ายโปสเตอร์ซีรีส์ ผมเลยมาสมัคร”

    วันที่แคสต์ติ้ง 2Moons ไม่คิดจะได้รับโอกาส

    “ผมพยายามจะเอามันให้ได้ครับ ผมอ่านนิยาย คือต้องเข้าใจว่าถ้าเป็นผู้ชายกับผู้ชาย มันจะต้องฝ่าฟันอะไรมาหลายๆ อย่าง คือเราต้องเข้าใจในตัวบทตัวละคร เราอ่านบทอย่างหนัก ออกกำลังกายฟิตหุ่นอย่างหนัก ทั้งๆ ที่เงินเราก็ไม่ค่อยมีนะครับ

    ใช้วิธีเอาตัวรอดได้ด้วยตามแคสต์งาน พอได้เงินมาก็เก็บเงินเอาไปเรียนแอ็กติ้ง ออกเงินค่าฟิตเนสเอง เสียเงินจ้างเทรนเนอร์เอง ทุ่มทุนมากที่จะได้เล่นซีรีส์เรื่องนี้ เพราะมันมีกระแสมาแรงมากก่อนที่จะเอามาทำซีรีส์ พอผ่านรอบแรกมาได้ รอบสองเราก็สู้หนักเต็มที่

    พอได้มามันก็ภูมิใจมาก สิ่งที่เราได้มามันก็สำเร็จหมดนะ 2Moons น่าจะเป็นซีรีส์เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันน่าดัง คือคนให้ความสนใจมากตั้งแต่เป็นนิยาย คือเขาดังมากครับ พอได้มาก็เปลี่ยนชีวิตไปเลย มีแฟนคลับติดตามได้ มีป้ายไฟ มีคนตามแบบจริงจัง

    คือตอนเด็กๆ ผมเป็นคนขี้อายมาก ไม่กล้าใช้เหรียญบาทไปซื้อขนม ไม่กล้าเข้าสังคม หรือคุยกับใครก่อน เลยใช้วิธีฝึกตัวเองด้วยการเป็นดีเจ คือตอนเด็กๆ อยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง รู้สึกตัวเองร้องเพลงในห้องน้ำแล้วเพราะ รู้สึกตัวเองหล่อ(หัวเราะ) อยู่โรงเรียนก็มีคนชอบเยอะ ตอนเด็กอยู่โรงเรียนก็มีคนชอบอยู่บ้างครับ (หัวเราะ)”

    “ผมเป็นลูกคนโตครับ มีน้องชายคนนึง และมีพี่สาวต่างพ่อ กับน้องชายอายุห่างกัน 5 ปีครับ ผมดีใจนะ ที่ทุกวันนี้สามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ เลี้ยงดูพ่อแม่ได้”

    “คือที่ผ่านมา ผมห่วงตัวเองว่าจะดูแลพ่อแม่ กับครอบครัวไม่ได้มากกว่า กลัวว่าจะไม่มีงานต่อเนื่อง กลัวจะลำบาก ไม่มีเงินให้เขา และทำที่บ้านลำบาก คือเรารู้สึกว่าฝันสูงสุดของผม ต้องการพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวต่างประเทศได้สักที อยากให้เขาได้ไปเจอหิมะ เพราะตอนนี้เขาอายุ 60 กว่าแล้ว เขายังมีแรงไปเที่ยว ก็อยากจะพากันไปแบบ พร้อมหน้าพร้อมตากันครับ"

    “เคยพาแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้แล้ว มีรถเป็นของตัวเอง ซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้แล้ว เป้าหมายในชีวิตผมเยอะ สิ่งที่จะทำได้ในตอนนี้คือทำงานเยอะๆ เก็บเงินให้ได้เร็วที่สุดครับ”

    เป็นคนชอบเล่นโซเชียลมาก 

    “ครับ ชอบเล่นมากๆ เมื่อก่อนจะคุยกับแฟนคลับบ่อย แต่มาตอนนี้ไม่ค่อยเท่าไหร่แล้ว ผมเป็นคนชอบส่อง แฟนคลับเขาจะรู้ว่า พี่คิมนี้นินทาไม่ได้เลย ก็จะใช้วิธีพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปในช่องค้นหาของทวิตเตอร์ ก็จะรู้ปุ๊บใครนินทาผม ชมผมแบบไม่ได้ติดแฮชแท็ก ผมก็จะฟินๆ หน่อย อย่างละครช่อง 7 ออน บางคนเขาจะไม่รู้จักผม ก็จะมีทวีตข้อความถามว่าคนนี้ใคร พอผมเห็นก็จะยิ้มแฮปปี้”

    “ผมโชคดีว่า ยังไม่เคยเจอเจอเรื่องดราม่ารุนแรง คือส่วนตัวผมเป็นคนพูดจาโผงผางแบบนี้ เขาจะมองเราด้านเดียวมุมเดียว คือผมเป็นคนด้านเดียว ไม่มีอะไรแอบแฝงก็จะไม่ค่อยมีดราม่า อารมณ์คิดอะไรก็พูดออกไป แต่บางครั้งมันก็ไม่ดีนะครับ ช่วงหลังเราก็จะมานั่งคิดทบทวน และก็ค่อยๆ ปรับตัวเองครับ”

    เป็นคนไม่ติดหรู ทุกบาททุกสตางค์เพื่อครอบครัว

    “ผมเป็นไม่ติดแบรนด์ครับ ส่วนมากแฟนคลับเขาจะซื้อแล้วส่งมาให้ เพราะผมเป็นคนแต่งตัวห่วยแตกมากที่สุด ผมเป็นคนเฉิ่มเบ๊อะที่สุดเลยครับ ผมเป็นคนไม่เก่งแฟชั่น ช่วงหลังเราออกงานเยอะขึ้น ก็เริ่มทำการบ้าน แต่งตัวเพื่อการทำงานของเราให้ดีขึ้นครับ”

    “ในชีวิตผมมี 2 อย่างที่ใช้เงินเยอะ คือให้ครอบครัวกับเที่ยว ผมนี่เป็นคนเที่ยวสุดฤทธิ์เลย คือถ้ามีวันหยุดผมจะหาที่เที่ยวต่างจังหวัดแล้ว ไปหมดไปเปิดหูเปิดตา เพราะตอนเด็กๆ ผมไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนเลย ใครที่ชวนผมไปไหนผมก็ไปหมด ดูรีวิวแล้วก็ไป

    อยากลองพักที่พูลวิลล่าก็ไป แต่พอตื่นมาก็เสียดายเงิน กลับมานอยด์ก็มีนะว่าเราทำอะไรลงไป ผมรู้ว่าผมมีปม ไม่เคยไปเที่ยวไหนแบบเขาเลย ต่างประเทศผมก็อยากไป อย่างตอนไปทำงานได้ไปเกือบทั่วเอเชียแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวเองแบบไม่ต้องทำงานสักที(ยิ้ม)”

    “โชคดีด้วยครับ ที่ได้เข้ามาอยู่ในค่าย Star Hunter ที่ พี่โอ๋ Starhunter (ยชญ กรณ์หิรัญ) ผู้บริหาร เขาซัพพอร์ตเราดีทุกอย่าง จากวันแรกที่เราก้าวเข้ามาในวงการบันเทิง วันที่เราไม่มีสังกัด ไม่มีค่ายดูแล สู้มาตั้งแต่เริ่มต้น เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์ (2Moons The Series) ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และทำให้เราได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว 

    ถามว่า ชีวิตตอนนี้เป็นจุดสูงสุดของเรารึยัง ยังเลยครับ จุดสูงสุดของผมคือ การเป็นที่รู้จักและยอมรับของแฟนคลับเป็นวงกว้าง ซึ่งวันนี้ความโชคดีของผม คือ การได้มีโอกาสมาร่วมงานกับพี่หนิง ปณิตา ผู้จัดละคร โซ่เวรี ที่เพิ่งจบไป ถือว่ากระแสตอบรับดีมากครับ ไปเดินจ่ายตลาดกับคุณแม่แถวบ้าน ได้ของแถมติดมือกลับมาเพียบครับ(หัวเราะ)

    ผมว่าชีวิตผมไม่มีจุดสิ้นสุดหรอก แต่เดี๋ยวเราก็รู้เองว่าวันไหนที่ควรจะพอ เราทำได้แค่นี้นะ แต่ในวันนี้เรามีลู่ทางเราก็อยากทำให้ถึงจุดที่สุด”

    “ไม่ต้องรวยขนาดมหาเศรษฐีนะครับ แค่มีเงินเก็บก็พอ นี่ก็แอบคิดจะทำโปรเจกต์อะไรเพื่อซัพพอร์ตการเงินในอนาคต แต่คงรอให้นิ่งกว่านี้ครับ เพราะที่ผ่านมาผมเคยเปิดร้านหมูกระทะ แต่ด้วยความที่... ตอนนั้นเรารีบเปิด และเป็นช่วงที่งานผมค่อนข้างเยอะ ไม่มีเวลาเข้าไปดูแล เลยตัดสินใจปิดครับ

    พร้อมเมื่อไหร่ค่อยหาลู่ทางทำอะไรที่ใช่สำหรับเราใหม่ครับ แต่ในวันนี้สิ่งหนึ่ง ที่ผมทำได้ดี คือ การเป็นนักแสดงที่ดี ตั้งใจทำงาน ตั้งใจแสดงกับบทบาทที่เราได้รับ เพราะ “Gen Y The Series วัยรุ่นวุ่นYรัก” ผมรับบท พระเอก เป็นคู่หลักเต็มตัวครั้งแรก แอบหวังว่าจะประสบความสำเร็จ และคนจดจำตัวเรา หรือ คาแรกเตอร์ ของเราได้มากขึ้น

    ผมคาดหวังว่า ซีรีส์เรื่องใหม่จะโด่งดัง ประสบความสำเร็จ แล้วผมจะเอามาต่อยอดให้ได้ มีธุรกิจที่ดีและสามารถทำให้ผมเอาตัวรอดได้ เรารู้อยู่แล้ววงการบันเทิงเงินมันมาเร็ว เราต้องจับจุดให้ได้ คืออายุเราเริ่มเยอะด้วย”

    “วันนี้ผมคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ดังมาก ขนาดมีคนติดตามเยอะ ก็อย่างที่บอกผมยังไม่เคยเจอข้อเสียของวงการบันเทิงเลย เราเจอแต่คนดี ๆ มีคนดูแลเทคแคร์เราดี และถ้าวันหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จมาก ๆ อารมณ์ประมาณว่า... ไปเดินที่ไหนก็มีแต่คนเข้าหา มีแต่คนจำเราได้ รู้จักเรา ผมคงดีใจมาก ๆ แต่ทุกวันนี้มันยังไม่ถึงขนาดนั้น ก็แอบหวังว่า คงจะมีสักวันครับ”

    “ความฝันของผมคือ อยากประสบความสำเร็จ ทำให้พ่อแม่สบาย ถ้าวันหนึ่งจะต้องออกจากวงการบันเทิง ผมก็มีแผนสำรอง ที่จะทำอย่างไร เอาตัวรอดได้อย่างไร คือมันก็มีความกดดันสูง เพราะเรารับผิดชอบเยอะมากๆ แต่มันก็ทำให้เราต้องมี ความพยายามสูงด้วยเช่นกัน ต้องดูแลตัวเองดี ๆ และเริ่มมองหาธุรกิจเสริม แต่จะเป็นอะไร คงต้องรอสักพักอย่างที่บอกไปครับ”

    เป็นพี่ใหญ่ของวง SBFIVE เหมือนต้องจับปูใส่กระด้ง

    “หลักๆ ก็คือวงเราเป็นวงที่เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงมาก่อน แล้วผู้ใหญ่เขาเห็นแววว่าพวกเราร้องเพลงได้ เคมีมันเลยต่างกัน บางคนชอบเต้นชอบร้อง

    บางคนมาสายงานแสดง เพราะฉะนั้นแอตติจูดมันไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นหน้าที่ของผมที่คอยเชื่อมให้ทุกคนเข้ากัน ให้สมัครสมานสามัคคีกัน วางลิสต์เพลงที่จะไปโชว์กัน ผมกับคอปเตอร์ จะช่วยกัน

    ตัวผมเองจะมีวุฒิภาวะมากที่สุด เลยทำให้คุมกันอยู่ เราอยู่กันมาได้ 4-5 ปีเหมือนกันนะครับ กับ SBFive เหมือนผู้ชายมาอยู่ด้วยกัน จับปูใส่กระด้งกัน

    ด้วยช่วงอายุที่ต่างกันด้วย แต่โชคดีที่เราทำงานด้วยกันเยอะ ใช้ชีวิตด้วยกันเยอะ 4 ปีที่ผ่านมา ความผูกพันมันมีต่อกันมาก ถึงความชอบจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่มีคือเรารักกันมาก ผมค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเรามีความรักให้กันสูงมาก ไม่เคยทะเลาะกันเลยนะ”

    เปรียบตัวเองคือรถยนต์ แฟนคลับคือน้ำมัน ขับเคลื่อนกันไป

    “ผมรู้สึกว่าผมเดินได้เพราะพวกเขา ผมมีวันนี้ได้เพราะเขา ผมเปรียบเสมือนตัวผมเป็นรถยนต์ และพวกเขาเป็นน้ำมัน ถ้าไม่มีพวกเขาใครจะจ้างเรา อย่างเรื่อง โซ่เวรี ที่ผมเล่น เราไม่ใช่นักแสดงช่อง และถ้าเราไม่ได้มีกระแสในโซเชียล ผู้ใหญ่ก็อาจจะไม่อยากได้เราก็ได้ หลายๆ อย่างมันขับเคลื่อนด้วยแฟนคลับ

    ผมรู้สึกขอบคุณ เขาเป็นผู้มีพระคุณกับพวกเราเสมอๆ เลย ไม่ใช่เป็นแค่แฟนคลับที่มากรี๊ดๆ เราอย่างเดียว ผมรู้สึกขอบคุณมากกว่า ไม่รู้จะพูดอะไร ก็ขอบคุณอย่างเดียว ถ้ายังติดตามกันอยู่ ผมก็จะบอกว่า ผมจะสร้างผลงานให้คุณภูมิใจ ว่าคุณเลือกคนไม่ผิดครับ(ยิ้ม)”

    และ คิมม่อน ยังได้ทิ้งท้ายกับเราไว้ด้วยว่า “ผมอยากประสบความสำเร็จ อยากทำงานเยอะๆ และอยากมีเงินทำธุรกิจสักอย่างหนึ่ง จะได้มั่นคง เพราะอาชีพดารานักแสดงมันไม่มั่นคง เก่าไปใหม่มา เป็นสัจธรรม คนอาจจะมองว่า...ได้เท่านี้เราก็ดีแล้ว แต่เรายังดีไม่พอที่จะต้องดูแลครอบครัวใหญ่ๆ”.

    ผู้เขียน : โอ้ว...ซาร่า

    ช่างภาพ : วัชรชัย คล้ายพงษ์

    กราฟิก : Supassara Taiyansuwan

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คิมม่อนคิมม่อน วโรดมSBFIVEคิมม่อน SBFIVEข่าวบันเทิงspecial contentดารา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 เวลา 10:55 น.