ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    หล่อยืนหนึ่ง "สมิธ ภาสวิชญ์" ร่วมเฟ้นหาไอดอลเมืองจีน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์11 ก.ค. 2563 06:45 น.
    SHARE

    เจอ "ทีมงาน" เช็กเข้มหวั่นซุก "แฟน" เพราะไม่เชื่อว่าโสด

    เป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวจริงๆ สำหรับ สมิธ-ภาสวิชญ์ บูรณะนัติ นักแสดงหนุ่ม จนถูกชักชวนเข้าร่วมแข่งขัน รายการค้นหาไอดอลรายการใหม่ “WE ARE YOUNG 2020” ประเทศจีน เมื่อโอกาสมาถึงจึงไม่ลีลาพร้อมที่จะเดินตามฝันและเผชิญหน้าบททดสอบมากมาย ซึ่งก่อนเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรม “คนดังนั่งคุย” คว้าหนุ่มสมิธมาเปิดใจถึงความมุ่งมั่น ความท้าทาย และอุปสรรคข้างหน้า รวมทั้งเส้นทางที่เลือกเอง

    จุดเริ่มของโปรเจกต์นี้เป็นมาอย่างไร

    “คือหุ้นส่วนของพี่ปิ๊ก (ผู้จัดการ) ครับ ที่ทางจีนเขาบอกว่ามีรายการที่เขาจะออดิชันเอาเด็กไทยไป ก็เหมือนมันมาจากดวงด้วยครับ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาเอาผมหรอก คือมีรายการนี้นะ ออดิชัน ชื่อรายการว่าวีอาร์ ยัง เหมือนเอาเด็กวัยรุ่นเข้าไป แล้วก็ให้ผมไปออดิชันรอบแรก มีคนไทยประมาณ 10 คน มีเด็กแกรมมี่ด้วย 10 คนนี้เป็นเด็กใหม่เลยครับ แต่เป็นเด็กที่เต้นเก่ง ร้องเก่ง แต่เด็กส่วนใหญ่จะพูดจีนไม่ได้ รวมถึงตัวผมด้วย แต่ผมน่าจะได้เปอร์เซ็นต์ที่เล่นดนตรีเป็น ตอนที่ผมไปอยู่ที่ปักกิ่ง คนจีนเขาจะไม่ค่อยเล่นดนตรีกัน ทีนี้เราได้เปอร์เซ็นต์เรื่องการเล่นดนตรี และร้อง จริงๆรอบแรก ผมร้องแล้วยังรู้สึกว่าไม่ดีเท่าไหร่ เขาก็ให้มารอบสอง มาแก้ตัว แล้วพอผ่านปุ๊บ เขาก็ให้ไปออดิชันที่จีน คือที่ปักกิ่งอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ไปออดิชันที่ปักกิ่ง คือจาก 150 คน เหลือ 100 คือรอบที่ผมไปออดิชัน มีประมาณ 5 คน คือทุกคนหล่อแบบเกาหลีมาก ผมก็หล่อแบบของผม”

    พอเราไปยืนเทียบกับเขาเป็นยังไงบ้าง

    “คือเรารู้สึกว่าเขาหล่อกว่า (หัวเราะ) แต่เราก็ไม่ยอมแพ้เราก็เอาสกิลของเราไป พวกร้อง เล่นดนตรีอะไรแบบนี้ ส่วนเรื่องเต้นผมไม่ค่อยได้เรียนเต้นหนักเท่าคนอื่น คือมีเรียนบ้างแต่ว่าไม่ได้เก่ง”

    ความรู้สึกแรกตอนที่เขาเรียกเราไปออดิชัน

    “ตอนนั้นคือจริงๆใจผมจะไปอีกรายการหนึ่งแล้ว คือก็ไป ไม่ใช่ว่าไม่ตั้งใจ แต่คิดว่าไปลองดู”

    คือเรามีธงอยู่แล้วว่าจะไปอีกรายการหนึ่งที่เมืองจีน

    “ใช่ครับ คือรายการที่เราคิดว่าเราจะไปเรามีเวลาเตรียมตัวประมาณ 5 เดือน แต่รายการนี้ผมเตรียมตัวได้ประมาณเดือนกว่า 2 เดือนประมาณนี้ ก็คิดว่าไปล่ะ ไปออดิชันเพื่อลองสนามก่อน จะได้รู้ว่าที่นั่นเขาออดิชันกันอย่างไร คือผมไม่เคยออดิชันอะไรเลย ไม่เคยเจอกรรมการ 10 คน เขาไม่มานั่งพูดว่าคุณทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเราเต้นห่วย เขาก็ด่า แล้วก็มีล่ามแปลอีกที ล่ามก็แปลว่าเต้นเหมือนเต้นไม่เป็น เขาพูดตรงๆล่ะ ผมก็เครียด คือนี่ขนาดเราออดิชันรายการนะ แต่โชคดีที่เขาให้โอกาสเราอีกรอบ ซึ่งผลที่ออกมามันก็ดีขึ้นครับ เขาน่าจะเห็นว่าเราพัฒนาในสิ่งที่เขาบอกให้เราแก้ไขได้”

    ช่วงฝึกซ้อมมีน้ำตาเล็ดบ้างไหม

    “มีครับมี (หัวเราะ) คือไม่ใช่ตอนซ้อมแล้วร้องไห้นะครับ แต่ว่าผมต้องขึ้นรถไฟฟ้ามาเรียน เพราะโรงแรมของผมอยู่ไกล ต้องมาเอง ภาษาก็ไม่เก่ง ก็ได้ใช้ภาษามือ อีกอย่างมันก็สอนให้เราต้องฝึก เพราะเขาไม่พูดภาษาอังกฤษเลยสักคำเดียว จนวันที่ 2 เราก็ถามตัวเองแล้วว่า เรามาทำอะไรวะเนี่ย นี่มันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆไหม พอวันที่ 2 ขึ้นรถไฟมาก็ร้องไห้ น้ำตาแตก ฟังเพลงบิลต์อารมณ์ไปด้วย คือมันเหนื่อยมากครับ กล้ามเนื้อขาเราไม่เคยเจอการเต้นที่มันหนักมากขนาดนี้ มันเหนื่อย มันล้า มันปวด และเราก็บ่นกับเขาไม่ได้ อีกอย่างเขาก็ไม่เข้าใจ บอกเขาว่า เจ็บๆนะ เขาก็บอกว่าเดี๋ยวก็หาย คือ เราก็อธิบายความเจ็บให้เขาเข้าใจไม่ได้”

    คือเจ็บก็ต้องเต้นต่อ

    “ใช่ครับ แต่เขาก็ดีนะครับ จะบอกว่า ไจ้โหย๋วๆ คือ สู้ๆนะ คือเจ็บเขาก็รู้นะ แต่ก็ต้องทำ เขามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอวันที่ 2 ผมเริ่มปรับตัวได้ พอวันที่ 3 คือเรามาถึงที่จีนแล้วอะ เราต้องเดินหน้าต่อ”

    ต้องเข้าไปเริ่มต้นการแข่งขัน ซึ่งก็ไม่รู้จะเจอโจทย์อะไรมีความกดดันขนาดไหน

    “กดดันไหม คือตอนที่สัมภาษณ์ยังไม่ได้เริ่มด้วยก็เลยไม่รู้สึกว่ากดดัน แต่ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าถึงเวลานั้นก็คงกดดัน เหมือนกับตอนที่ผมไปสัมภาษณ์รายการที่จีนครั้งแรก ผมได้เจอคู่แข่ง ซึ่งตอนนั้นเขาปิดหน้าหมดเลยนะ เขาไม่ให้เราเห็นเพื่อนว่าเพื่อนเราหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เห็นนิดนึงก็แบบ โอ้โห! คือเขาหน้าตาดี และเขาก็เต้นดีมากๆ แบบตีลังกาอะไรแบบนั้นเลยครับ เราก็รู้สึกว่าเข้าไปกดดันแน่ แต่ก็รู้สึกว่าต้องสู้ เพราะเป็นความฝันของผมด้วย คิดว่าเราต้องสู้ แล้วมันจะต้องออกมาดี”

    ความฝันของเราคืออะไร

    “การได้เป็นนักร้อง ศิลปินครับ เป็นความฝันตั้งแต่เด็ก และตอนนี้ก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนฝัน ก็ยังอยากเป็นนักร้อง”

    เรามาจุดนี้ก็ถือว่าก้าวได้เร็วกว่าหลายๆคน

    “ครับ คือโอกาส เป็นช่วงเวลาที่ดีด้วยครับ แต่ผมก็ใช้เวลาบ่มมาตั้งแต่ 15 เหมือนกันนะครับ พี่ปิ๊กก็พาไปร้อง ไปเต้นมาตั้งแต่อายุ 15 และก่อนหน้านี้ผมก็มีวงดนตรีด้วย แต่ก็ถูกยุบไปเพราะแต่ละคนก็มีต้องไปถ่ายละครด้วย ส่วนละครผมก็เพิ่งออนแอร์ด้วย แล้วก็ได้ไปด้วย ผมรู้สึกว่าเหมือนจะถึงเวลาของผมแล้วนะ ที่จะได้ปล่อยออกไป เพราะว่าหลายๆอย่างที่ผ่านมาผมก็เสียโอกาสไปหลายอย่างเหมือนกัน ผมเคยจะได้เล่นละครแบบในวง 4 คนอะไรแบบนี้เป็นโปรเจกต์ใหญ่ของช่องเลยแต่ก็ถูกยุบไป เพราะด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ วงดนตรีของผมจะถูกโปรโมตมากกว่านี้ จะมีซิงเกิล 2 ซิงเกิล 3 ก็ถูกยุบอะไรแบบนี้ ตอนนั้นก็เฟล มันก็ล้มมาแล้ว ตอนนี้คือเวลาของผม คือผมก็ต้องไปแล้ว”

    ถ้าเราถูกคัดเลือกเหมือนไปเป็นนักร้องฝึกหัดของจีนถูกมั้ย

    “ใช่ครับ เหมือนเขาจะทำวงเรา เหมือนบอยแบรนด์ของจีน เขาจะคัดจาก 100 คน ให้เหลือ 10 คนครับ 1 ต่อ 10 ก็ยากเหมือนกันครับ”

    แต่ก็ต้องถือว่าเราก็เจ๋งนะ 1 เดียวของเมืองไทย

    “ตอนนี้ปัญหาเดียวของผมคือภาษาจีน เพราะจีนก็จะมีหลายสำเนียง แต่ก็พยายามพูดๆไป พูดผิดพูดถูก ผมก็พูดๆไปครับ”

    ได้ข่าวว่ามีแฟนคลับแล้วเหรอ

    “คือเหมือนเขาก็ตื่นเต้นว่าเราเป็นคนไทย และคนไทยคนเดียว แล้วเขาก็รู้จักดาราไทย จากโซเชียล เขาก็จะบอกว่าน่ารัก เวลาเจอกัน ผมก็สวัสดีครับ เขาก็จะบอกว่าคนไทย ไท กั๋ว เร่อ เขาก็จะตอบกลับ สวัสดีค่ะ เขาก็เลยแบบ”

    มีป้ายไฟแล้วด้วย

    “ครับ เขาก็ตามมาส่องไอจี ตามมาทำเหว่อ ป๋อให้ คือทำแอ็กเคาต์ให้ แต่ไม่ได้เยอะมากครับประมาณ 10 คนประมาณนี้”

    แต่มันก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

    “ใช่ครับ คือเขาน่ารักด้วยครับ แต่ตอนที่ไปสัมภาษณ์ครั้งแรก คือเขาพุ่งมาเลย ก็ตกใจนิดนึง เขาพุ่งมาประมาณ 20 คน คือเขาจะรู้แล้วว่าคนที่เดินเข้ามาประตูนี้จะเป็น 1 ใน 100 คนที่ไปเช็ก ยิ่งพอรู้ว่าเป็นไทย เค้าก็ยิ่งตื่นเต้น”

    หวั่นๆเหตุการณ์โรคระบาดโควิดบ้างไหม เพราะเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่

    “มีหวั่นๆเหมือนกันครับ แต่ผมเป็นห่วงความรู้สึกของคนที่บ้านมากกว่า กลัวเขาเป็นห่วง คือเราก็กลัวตัวเราเองเหมือนกัน แต่ว่าใจผมตอนนี้ไปอยู่ที่โน่นแล้วอะ คือถึงมันมีผมก็ต้องไปให้ได้ ผมอยากไปมาก ผมไม่คิดว่าโอกาสที่ดีขนาดนี้ ถ้าเราเลือกที่จะเซฟตัวเองเราไม่ไป ผมก็ไม่รู้ว่าโอกาสที่ดีแบบนี้มันจะมาอีกเมื่อไหร่ มันก็เป็นการเลือกที่ค่อนข้างเสี่ยงเหมือนกัน คือผมก็จะห่วงความรู้สึกของคนที่บ้านมากกว่าครับ ว่าจะห่วงเรา แต่เราก็จะพยายามเซฟตัวเองบอกให้เขารู้ว่า เราใส่แมสก์แบบนี้นะ เราสวมถุงมือแบบนี้นะ บอกเขาเพื่อให้เขากังวลน้อยลง พยายามทำตัวเองให้แข็งแรงเพื่อให้ครอบครัวสบายใจ”

    เรื่องหัวใจบ้างสาวๆอยากรู้โสดไม่โสด

    “ตอนนี้ตัดไปก่อนครับ เพราะแค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ก็เคยมีแฟนถ้าประมาณ ปี 2 ปี คือวัยรุ่นตอนเรียน ม.5 ม.6 ก็มีบ้างครับ แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยก็พักก่อน คือพอมีแล้วปวดหัว อยู่คนเดียวดีกว่า สบายใจ”

    ไม่มีแฟนแบบนี้ที่บ้านก็ดีใจสิ

    “(หัวเราะ) ครับ คุณแม่ก็ดีใจบอกว่าอย่าเพิ่งมีดีกว่า เดี๋ยวสัก 30-40 ค่อยมี คือตอนนี้ไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักเลย เพราะรู้สึกว่ามีแล้วปัญหามันก็จะมีเข้ามา อีกอย่างที่จีนเขาจะเช็กเลยนะครับอย่างวีแชต เขาเอาโทรศัพท์ผมไปดูแล้วก็ถามเลยว่า คนนี้ใคร คนนี้ใคร ถ้าจะซ่อนก็ต้องซ่อนให้ดีนะ เขาพูดแบบนี้ แต่คือผมก็ไม่มีจริงๆนะ เขาก็บอกว่าจะเป็นไปได้ยังไง ที่ยูจะไม่มีแฟน เพราะทุกคนก็แอบคบ ผมก็บอกว่าไม่มี เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่เจอนะ แต่ก็ซ่อนเอาไว้ดีๆ”

    ที่บ้านมีขู่ไหมว่าอย่าเอาอาหมวยมาฝาก

    “ขู่ประจำครับ อย่าเอาสะใภ้จีนนะ (หัวเราะ)”

    สเปกเราจริงๆชอบแบบไหน

    “คือเขารู้ไง สเปกผมคือคนจีน (หัวเราะ) ผมชอบแบบหมวยๆ คือเขาก็จะบอกว่าอย่าเอามานะลูก เพราะครอบครัวผมชอบสไตล์แบบฝรั่งๆ ผมบรอนด์อะไรแบบนี้ ตั้งแต่ผมเด็กๆ ม.2-ม.3 ผมก็เริ่มมีความรักแล้วไง แล้วก็พามาอวดแม่ตลอด ซึ่งทุกคนก็จะหมวยๆหมด เขาก็จะรู้แล้วว่าสเปกของสมิธคือหมวย เขาก็เลยพูดกรอกหูทุกวัน แต่จะเอาเวลาไหนไปจีบใคร เรื่องความรักพักไว้ก่อนครับ”.

    ทีมข่าวบันเทิง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คนดังนั่งคุยสมิธ ภาสวิชญ์เฟ้นหาไอดอลจีนภาสวิชญ์ บูรณะนัติWE ARE YOUNG 2020ออดิชันทีมข่าวบันเทิงดารา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo