ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ถ้าโกงเงินขอให้ 'ฉิบหาย' บิณฑ์ 58 ปี เรื่องลับ ชีวิต ทุกคำครหา

    ไทยรัฐออนไลน์7 ก.ค. 2563 06:05 น.
    SHARE

    'ชีวิตนี้ผมพอแล้ว' 'บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์' หรือ เทวดาของคนจน พระเอกหนึ่งในคนที่ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เขากลายเป็นพ่อพระเพียงข้ามคืนจากการลงช่วยน้ำท่วมใหญ่ ที่ จ.อุบลราชธานี ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือกำลังทรัพย์ แต่เขากลับลงแรงตระเวนไปหามรุ่งหามค่ำ แบบค่ำไหนนอนนั่น โดยที่ไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยแม้เพียงสักครั้ง แค่บอกว่าอยากตอบแทนพ่อแม่พี่น้องคนไทยที่เคยเป็นกำลังสนับสนุนให้เขาได้มีวันนี้

    ไทยรัฐทอล์ก คุย บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดใจลึกสุด ถึงเงินรับบริจาค 400 ล้านบาท 'ไม่เคยอมเงิน' ถ้าทำขอให้ฉิบหายมีอันเป็นไป  เขาพูดกับเราอย่างนั้น เรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่าที่ไหน Thairath Talk ที่เดียว
    บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

    คนถามผมเยอะมากว่า 'บ้าหรือเปล่า' สิ่งที่ผมได้คือผมสุขมาก บางวันผมเดินเข้าไปในซอกซอยสลัม ไปแจกคนละ 200 บาท เด็กวิ่งมารับกระโดดโลดเต้น ผมมีความสุขแล้ว ลงทุนแค่ 2,000 บาท ก็สุขแล้ว 

    Thairath Talk : ขอเริ่มต้นด้วยคำถามแรงๆ ก่อนเลยนะครับ ทำไมไม่โกนหนวด!?

    (หัวเราะ) เป็นส่วนตัวของผมนะ ตอนสมัยผมวัยรุ่นที่โด่งดังเป็นดาราแล้ว ตอนนั้นรอเปิดกล้องหนัง เดือนกว่าที่ผมไว้หนวดไว้เครา แล้วมีโฆษณาเบียร์ยี่ห้อนึงสนใจ ทั้งที่ผมไม่ใช่คนกินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ได้โฆษณานี้มา เป็นล้านเลยนะ แล้วหนังเรื่องนั้นที่เล่นก็ดังมาก ได้ตุ๊กตาทองด้วย แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร ก็โกนหนวดโกนเคราไป

    จนมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว รับละครของช่อง 7 ก็ไว้แบบนี้อีก เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่อุบลฯ คนกลับมารู้จักเราอีกครั้ง และมีเงินช่วยมา 400 กว่าล้านบาท เราก็กะว่าน้ำท่วมเสร็จจะโกนปรับลุคใหม่ให้มันสะอาดสะอ้าน ประจวบมีโควิด-19 เข้ามา ผมเลยคิดว่าลุคแบบนี้เป็นลุคที่ถูกโฉลกกับเรา ทุกอย่างที่ดีๆ เข้ามาในชีวิตเราตลอด มีเงินทองเข้ามาเพื่อเอาเงินนี้ไปแจกพี่น้องประชาชนได้

    ถ้าถามว่าผมจะโกนหนวดเมื่อไร ก็เมื่อรับละครเรื่องใหม่ รับเป็นพระนั่นแหละถึงจะโกน (ยิ้ม)

    Thairath Talk : การมีหนวดช่วยให้เราแยกท็อปกับไทด์ให้ออก

    ไม่เกี่ยวครับ ยังไงก็แยกไม่ออก เป็นมานานแล้ว ความต่างของเรา 2 คนคือ ไทด์จะมีรอยบุ๋มที่คาง ท็อปจะคางสวยกว่า ส่วนนิสัยเอกพันธ์ดีกว่า แต่ผมเจ้าชู้กว่า (หัวเราะ)

    ถ้าอยากมีสุขลองให้

    Thairath Talk : พี่ท็อปถือเป็นดาราคนแรกที่อุทิศตัวเพื่อผู้อื่นขนาดนี้ มันได้อะไรตอบแทน

    ไม่ได้อะไร (นึก) อย่างนึงคือความสุขนะที่ผมได้เต็มๆ บางคนทำสิ่งดีๆ หวังจะได้บุญ หวังได้อะไรตอบแทนที่ดีๆ แต่ผมไม่เคย เวลาผมทำบุญไหว้พระ ผมไหว้ด้วยความนับถือ ไม่ขออะไรทั้งนั้น เพราะการขอแล้วไม่ได้ มันมีแต่ทุกข์ เราก็คิดด่าไปแล้วไม่ศักดิ์สิทธิ์เลย ทำดีแล้วไม่เห็นจะได้อะไรดี ถ้าผมคิดแบบนี้ ผมเลิกทำดีไปนานแล้ว

    บางครั้งผมเคยขอแล้วมันไม่ได้ หนังผมเจ๊งก็มี ไม่ได้กำไรเลยก็มี (หัวเราะ) แต่อย่างน้อยเราได้สิ่งที่ดีๆ กลับมาในใจเรา ได้เห็นรอยยิ้ม คราบน้ำตาของเขา เหล่านี้มันเป็นแรงใจให้เราทำได้ต่อ เพราะเราได้เห็นความสุข ลองคิดดูนะ เรามีเงิน 10 ล้านบาทอยู่กับตัว เรามีความสุขไหม ใช่เรามีความสุข แต่แล้วยังไงต่อ แต่ถ้าอยากจะสุขมากขึ้น ลองเอา 10 ล้านนี้ไปให้คนอื่นสิ แล้วเราจะเห็นคนอื่นๆ มีความสุข มากราบไหว้ มากอด แม่งมีความสุขมากกว่า นี่คือสิ่งที่ผมคิด

    อย่าไปคิดว่าทำดีแล้วต้องได้ดี อย่าไปคิดแบบนั้น ให้ไปเถอะ อะไรจะกลับหรือไม่กลับมา อย่าไปคิด ถ้าคิดแบบนั้นมันเสียกำลังใจ การให้ต้องไม่หวังผลตอบแทน

    Thairath Talk : บ้าหรือเปล่า ทำเพื่อคนอื่น โดยไม่ได้อะไรกลับมา

    คนถามผมเยอะมากว่าบ้าหรือเปล่า สิ่งที่ผมได้คือผมสุขมาก บางวันผมเดินเข้าไปในซอกซอยสลัม ไปแจกคนละ 200 บาท เด็กวิ่งมารับกระโดดโลดเต้น ผมมีความสุขแล้ว ลงทุนแค่ 2,000 บาท ก็สุขแล้ว ถ้าคุณเอา 2,000 นี้ไปอาบ อบ นวด ก็สุขแต่แค่นั้นเอง แต่นี่คือมันฝังในใจเรา ฝังในใจคนที่ได้รับ และจะอยู่ตลอดชีวิตของเขา

    Thairath Talk : เงินทองไม่สำคัญเหรอครับ เอาไปให้เขาหมด

    ผมต้องรู้ เวลาเราให้ เราไม่ต้องทุกข์ บางคนยืมหนี้ยืมสินไปให้ อันนั้นมันทุกข์ ถ้าผมไม่มี ผมไม่ให้ แต่ตอนนี้ผมพอแล้ว ผมมีของผมอยู่แล้วไว้ตอนเวลาที่แก่เฒ่า ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา หลังจากกลับจากอุบลฯ มีโฆษณาเข้ามาหาผมประมาณ 6-7 ตัว ตกประมาณ 20 ล้านบาท ผมเนี่ยไปขอเบิกเงินเขาก่อน จะเอาเงินไปให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนจากโรคระบาดนี้ก่อน จนผมได้เงินมาก่อน 14 ล้านบาท แล้วหลังจากนี้ผมต้องไปถ่ายโฆษณาใช้เขา

    Thairath Talk : ทำไมเราต้องทำ?

    เพราะประชาชนเขาไม่มีกิน ประชาชนพวกนี้เขาเป็นผู้สนับสนุนผม เป็นผู้มีพระคุณของผม ถ้าเขาไม่ซื้อตั๋วไปดูหนังบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ทุกวันนี้จะมีผมไหม คนดูเปิดทีวีดูผมอยู่ แล้วพวกเขาอดอยาก แล้วผมจะมานั่งสบายๆอยู่บ้านไม่ได้

    พลังบวกโซเชียล
    FB บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

    Thairath Talk : เพจบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 ช่วงน้ำท่วมใหญ่

    ช่วงนั้นมันคือน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ขนาดสนามบินดอนเมืองยังท่วมมิดเลย ตอนนั้นสมาร์ทโฟนเริ่มเล่นโซเชียลมีเดียได้ มีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เราก็เริ่มใหม่ มีคนติดตาม 20-30 คนเอง แล้วก็เริ่มคิดว่า น่าจะเอาภาพที่เราเข้าไปช่วยเหลือเอาลงโซเชียลมีเดีย จากคนดูจากหลักสิบ เริ่มมาเป็นร้อย แสดงว่าคนชอบเห็นภาพการช่วยเหลือ แล้วก็เริ่มมีเป็นพันคนมาแล้วที่ติดตาม

    เหตุการณ์น้ำท่วมผ่านไป ผมก็เริ่มคิดได้ว่า ทำไมต้องรอให้เกิดวิกฤติก่อน เราถึงจะไปช่วย ถ้าไม่มีวิกฤติเราจะนั่งรอจนกว่าจะเกิดวิกฤติแล้วเราค่อยเข้าไปช่วยเหรอ ตอนน้ำท่วมผมจำได้ว่าบ้านหลังนี้ต้องการออกซิเจน แต่เราไม่รู้ทางเข้าบ้านน้ำท่วมสูงมาก สุดท้ายเขาก็ตาย พอน้ำลดแล้วผมจำได้ ผมเลยไปตามช่วย เบื้องต้นผมให้ห้าพันบ้างหมื่นนึงบ้าง ผมเอาทุกอย่างลงโซเชียลมีเดีย คนเลยตามจากหลักพันเป็นหลักหมื่นแล้ว รวมถึงเงินบริจาคด้วย

    เคสแรกที่ช่วยเหลือจากการมีเพจบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ คือน้องคนนึงอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ต้องการเครื่องช่วยหายใจ น้องคลอดที่นั่นแล้วไม่ได้กลับบ้านเลย 3 ปี ถ้าจะกลับบ้านน้องต้องมีเครื่องช่วยหายใจและออกซิเจนไปอยู่บ้าน ซึ่งพ่อแม่เขาไม่มีงานทำ แต่ ณ ตอนนั้นเขาลองเขียนเรื่องราวส่งมาทางเพจ อยากได้เครื่องออกซิเจน อยากให้ลูกกลับบ้าน ผมก็ไปเลยที่โรงพยาบาล เห็นสภาพแล้วผมอยากช่วย ปรึกษากับหมอ ต้องซื้ออุปกรณ์ทั้งหมดประมาณ 3 แสน ผมก็สั่งเลย 3 แสนแลกกับหนึ่งชีวิตถือว่าคุ้ม!

    เรื่องราวก็โพสต์ลงไป คนเข้ามาจากหมื่น เข้ามาติดตามเป็นแสน ตอนนี้เป็นล้านฟอลโลว์แล้วนะ เราได้กลายเป็นสะพานบุญให้เขา คนป่วยก็เริ่มเข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่อยๆ แต่เราก็สกรีนก่อนนะ เบื้องต้นช่วยเหลือและลงเลขที่บัญชีเขาในเพจ หลายๆ คนโทรกลับมาขอบคุณได้เงินช่วยเป็นแสนบ้าง

    ผมขอบคุณมากเลย ขอบคุณโซเชียลมีเดีย ที่ให้ผมมองเห็นความสว่างตรงนี้ การที่เราให้กลายเป็นการให้ที่ยิ่งมหาศาล จากเงินของผมหมื่นนึง สองหมื่น มันต่อเงินได้เป็นแสนๆ คนมาช่วยเป็นพันๆ คน

    Thairath Talk : ตอนนี้ช่วยคนไปกี่คนแล้ว

    ตั้งแต่ปี 2554 ผมจำไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าให้ประเมินคร่าวๆ ก็น่าจะหลายพันคนแล้ว บางคนก็ไม่ได้ลงหน้าแฟนเพจ

    Thairath Talk : เกณฑ์ในการช่วยเหลือ

    เราก็จะดูรูปภาพ เรื่องราว และเราก็ให้ลูกน้องไปดูหน้างานก่อน บางคนก็มีหลอกเหมือนกันนะ ตอนหลังเรามีการไลฟ์สด ช่วยให้คนเห็นสถานการณ์จริง ยิ่งทำให้คนเข้าถึงมากขึ้น


    เบื้องหลัง เรื่องเล่า
    ด้านมืดโซเชียล

    Thairath Talk : ในแฟนเพจ แต่ละวันมีคนแจ้งเรื่องราวประมาณกี่เคส

    ต่ำๆ 30 รายต่อวัน ผมตื่นมาอย่างแรกที่ทำคือดูรายละเอียดของคนที่ส่งข้อมูลมา ก็จะเรียงลำดับความเร่งด่วนของอากาารก่อน ถ้าคนติดเตียงมานานแล้วยังรอได้ก็ไปช้าหน่อย แต่ถ้าใครป่วยต้องรักษาเร่งด่วน ถ้าเราไปได้ เราก็ไป

    แต่เวลาที่เราทำเพจแบบนี้ ช่วยคนแบบนี้ เราก็ไม่อยากให้ใครมาหลอก แต่มันก็มีพลาด บางเคสผมรู้สึกว่ามันเป็นดาบสองคม สามีป่วยตาบอด 2 ข้างเลย ตาปลิ้นออกมา มีภรรยาดูแลอย่างดี คนมาบอกให้ถ่ายรูปส่งไปในเพจผม ภรรยาก็ทำตาม ผมก็ไปดูถึงที่ สภาพเขานะน่าสงสารมากเลย ตาดำแทบจะถลนออกมาจากตาขาวเลย ผมก็ถามไม่ไปหาหมอล่ะ ซึ่งเขาร่างกายอ่อนแอและผอมมาก ถ้าไปหาหมอต้องควักลูกตาออกมา

    พอผมจะลงเรื่องราวและเลขบัญชีลงในเพจ ผมก็ถามสามีก่อนว่าไว้ใจภรรยาของคุณหรือเปล่า สามีตอบทันทีว่าไว้ใจมาก เขาดูแลผมมาอย่างดีตลอด จะใช้ชื่อบัญชีเขาแน่ใจใช่ไหม เคสนี้ได้เงินช่วยมาประมาณ 6 ล้านบาท แต่ภรรยาหนีไปตั้งแต่ได้เงินล้านที่ 3 แล้ว ทิ้งผัวไปเลย

    แต่เคสดีๆ ก็มีนะ เอาเงินกลับมาช่วยเราก็มี ซึ่งถ้ามีคนแบบนี้อยู่ เราก็โอเค

    สาบาน
    ผมไม่เคย 'อมเงิน' บริจาค

    Thairath Talk : เงินช่วยเหลือที่อุบลราชธานี เป็นเงิน 400 กว่าล้านบาท คนเขาถามว่าใช้หมดหรือเปล่า หาว่าเราอมเงิน

    มันเริ่มต้นจาก 1 ล้านบาทที่ผมยอมสละเงินส่วนตัว ตอนนั้นคนฮือฮามาก และทุกคนก็อยากช่วยเหลือพี่น้องชาวอุบลที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลืออย่างไร แล้วตอนนั้นมีแค่เพจของผมแห่งเดียว ทุกคนไว้ใจหมด วันเดียวได้เงินบริจาค 27 ล้านบาท สัปดาห์แรก 400 กว่าล้านบาท ผมเองยังตกใจ

    ผมกราบทุกอย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดอุบลราชธานี ผมจะไม่ทุจริตแม้แต่สลึงเดียว แล้วทุกอย่างก็ดำเนินการของมันไป แม้มันจะมีเหตุการณ์ที่ผมต้องแจ้งความกับพวกมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อผมรับเงินบริจาค เพราะถ้าเป็นเงินผม ผมไม่ว่า แต่นี่เป็นเงินของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ มันยิ่งไม่ได้ใหญ่

    Thairath Talk : ย้ำอีกครั้งครับว่า 400 กว่าล้านบาทไม่ได้แตะเลยใช่ไหม

    เงินทั้งหมด 422 ล้านบาท ทุกอย่างกลายเป็นเงินช่วยเหลือ 6 จังหวัดภาคอีสาน รถพยาบาล เครื่องมือแพทย์กับ 18 โรงพยาบาล เหล่านี้เป็นเงินที่เหลือจากช่วยประชาชนคนละ 5,000 บาทที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม เหลือมาร้อยกว่าล้านบาท เหลือมากขนาดนี้ผมจะเอาไปทำอะไรล่ะ เก็บไว้ก็มีภาษีอีก ผมเลยเคลียร์ทุกอย่างหมดแล้ว

    ตอนแรกผมคิดว่าได้เงินบริจาคมาสัก 40 ล้านก็ดีแล้ว จากจะให้ครอบครัวละพันก็ยังดี อยู่ๆ ได้ครอบครัวละ 5,000 บาท จากที่จะช่วยอุบลจังหวัดเดียว เลยช่วยได้หมดทุกครอบครัวในทุกจังหวัดที่โดนน้ำท่วม

    Thairath Talk : เรามีเอกสารยืนยันความจริงของเรา

    ทุกอย่าง บอกเลยตั้งแต่ผมกลับมาจากอุบลฯ มีโฆษณามาให้ผมอีก 20 กว่าล้าน ถ้าผมทำเหี้ย ทำไม่ดี ผมจะได้แบบนี้เหรอ บอกเลยว่าผมนี่บริสุทธิ์ที่สุด เบื้องบนเขาให้ผมมา

    Thairath Talk : เงินเป็นร้อยล้าน มันไม่หอมหวนสำหรับคุณเลยเหรอ

    มันเป็นความทุกข์ให้ผมมากกว่า ถ้าไม่ใช่เงินของผม ผมจะไม่แตะต้อง เงินพวกนี้เป็นเงินบริสุทธิ์ที่มาจากพี่น้องประชาชน ผมจะเอาทำไม ผมมีของผมอยู่แล้ว ผมเสียสละทั้งร่างกายและจิตใจ ผมเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำขอบคุณของพี่น้องประชาชน มันหอมหวนที่สุด มันดีที่สุดแล้ว เอาเงินคนอื่นเขามา 20 ล้านบาท จะเอามาทำไม มันอับอายตัวเอง ให้คนเขาชื่นชมเรา แล้วเรายืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ

    ชาตินี้ จะไม่เล่นการเมือง

    Thairath Talk : มีคนมาชวนเล่นการเมืองไหม

    ก็มีเยอะ แต่เราเคยลงครั้งนึงสมัยปี 2538 พรรคนำไทย เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเรา คือเรามีความทุ่มเท แม้คิดจะโกงเราก็ไม่คิด พูดร้ายใส่คนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ผมทำไม่ได้ มันไม่เหมาะกับผม

    Thairath Talk : ทุกวันนี้ยังสนใจอยู่ไหม เพราะถ้าพี่ท็อปลง ผมก็เลือก

    ไม่เลย ให้ผมอยู่แบบนี้ดีกว่า เป็นบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เป็นอาสาสมัครร่วมกตัญญูแบบนี้ไปดีกว่า ไม่ต้องให้ใครมาด่าผม เกลียดผม

    Thairath Talk : ชาตินี้เราจะไม่เห็นบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เล่นการเมือง สัญญากับผมไหมครับ

    สัญญา ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ถ้าทำอะไรแล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมยินดีที่จะทำ โดยที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมสามารถทำได้เยอะกว่า.

    -

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์น้ำท่วมแจกเงินsave ubonThairath Talk

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้