ละคร ยังคงเป็นธุรกิจที่หอมหวาน น่าลองน่าทำกันอยู่เยอะ กับธุรกิจผลิตละครให้ช่องต่างๆ เงินสะพัดหลายพันล้านต่อปี กับแวดวงละคร จึงทำให้ทีวีไทยเกือบทุกช่อง ต้องลุยทำละครไทยอย่างจริงจัง หวังปั่นเรตติ้ง หวังดึงคนดูเพิ่มขึ้น หวังกำไรมหาศาล

ละคร ไม่ว่า ละครช่อง3 ละครช่อง7 เรื่องหนึ่งๆ กว่าจะทำเสร็จออกมาได้ ยุ่งเยอะเรื่องยาก ถ้าสักๆ แต่ว่าทำให้จบๆ ขอโกยเฉพาะกิจ ก็ต้องวงแตกเดี้ยงดับ แยกย้ายกันไป

แต่ถ้าอยากให้ละครดังทะลุจอ อาศัยแค่พระเอกฮิตนางเอกฮอตไม่พอ มีเงินเยอะก็ไม่พอ แต่ต้องใช้เวลาทุ่มจริง ต้องได้ทีมงานคุณภาพทุกๆ ขั้นตอน มาร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อผลิตผลงานดีมีคุณภาพออกมาให้ดูกัน

แฟนละครมีมากทั่วไทย ละครดูฟรีไม่ต้องเสียตังค์ เป็นความบันเทิงประหยัด สะดวกสบายที่อยู่ในบ้าน แฟนละครหลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่ากว่าจะผลิตละครเรื่องหนึ่งๆ ให้เราดูกันสบายๆ ทางบ้านนั้น จะมีขั้นตอนโน่น นั่น นี่อะไรบ้าง

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ รวบรวมมาจากหลายกูรูละคร จะพาไปขุดๆ ล้วงลึกค่อนข้างลับ กับการผลิตละครเรื่องหนึ่ง

...

- งบประมาณละคร เรื่องหนึ่งประมาณ 6-15 ล้าน ถ้าเลือกโลเกชั่นบ้านๆ วนเวียนสลับถ่ายๆ อยู่ไม่กี่แห่งที่ไทย เพื่อประหยัดงบหน่อย ก็ตกตอนละไม่ถึงแสน

แต่ถ้าเว่อร์วังอลังการดาวล้านดวง ทุ่มจริงจังจัดว่ารวย ไม่แคร์ตังค์หมด ทางช่องเปย์เต็มที่ ไฟเขียวสุดขีด ต้องยกกองไปต่างประเทศ ตอนหนึ่งก็ทะลุล้านได้เลย ก็ดีนะ คนดูได้เพลิดเพลินเจริญหูเจริญตา ได้ดูอะไรใหม่ๆ กันบ้าง

- ผู้อำนวยการฝ่ายละครของช่อง เป็นตัวแปรสำคัญมากๆ ถ้าผู้บริหารช่องทำงานเป็น ส่วนใหญ่จะให้เกียรติผู้จัดละคร จะไม่ค่อยก้าวก่ายการทำงานละครของผู้จัดต่างๆ

แต่ก็มีนะ ผู้บริหารบ้าอำนาจ เหลิงเกินเหตุ หรืออาจจะอยากดันเด็กใหม่ เด็กตัวเอง ขอจับยัดให้ลงเล่นด้วย ก็มีให้เม้าท์แตกกันอยู่ บางเรื่องผู้กำกับจำใจต้องยัดบทให้จนน่าเกลียด ทำให้ละครพังก็มีอยู่

หรือดาราบางคนเลียเก่งอ้อนเก่งโดนใจ ผู้อำนวยการฝ่ายละครก็จะออกฤทธิ์เดช ดันให้มีงานละครแน่นได้เลย บางครั้งก็จะจิ้มให้เลย ว่าต้องเป็นพระเอกนางเอกคนนี้นะ  

- ผู้จัดละคร ต้องรับผิดชอบทุกขั้นตอน จะดีจะแย่ จะปัดภาระไปไม่ได้ เพราะผู้จัดละครจะต้องเลือกหมดทุกสิ่งอย่าง ทั้งดารา เลือกผู้กำกับ ทีมงานต่างๆ เลือกหมดทุกฝ่ายทุกอย่าง แต่บางครั้ง ละครหนึ่งเรื่องเป็นมากกว่าความบันเทิง

ดังนั้นความรับผิดชอบของผู้จัดละครจะต้องสูงกว่าคนทั่วไป ไม่ใช่สักๆ ทำไปหวังเรตติ้งกระฉูด จะคิดตื้นๆ ขึ้นแคปชั่นไว้ บอกให้คนดูต้องใช้วิจารณญาณในการดู ควรมีพ่อแม่ผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำ ก็คงไม่ใช่นะ เพราะต้นทางที่แท้จริงแล้ว ผู้จัดละครเองนั่นแหละ ที่ต้องมีสติปัญญา มีวิจารณญาณมากพอ ว่าจะนำละครที่มายกระดับสังคม เพิ่มสติปัญญา ผสมกับความบันเทิงสนุกสนานให้ลงตัวได้อย่างไร 

- ผู้กำกับ ส่วนใหญ่จะเป็นฟรีแลนซ์ แต่ถ้าทำดีทำโดน ทำเรตติ้งพุ่ง เข้าขาทำงานกันแล้ว โล่งสบายใจ ก็จะใช้งานก็จองคิวกันยาวไปๆ แต่ถ้าทำแล้วแป้กห่วยแตก ก็ต้องแยกย้าย ทางใครทางมันไปเลย ดังนั้นโอกาสของผู้กำกับใหม่ มีแค่ครั้งเดียว ถ้าทำแล้วกระแสเงียบกริบ จะต้องเปลี่ยนย้ายไปทำที่อื่นด่วนเลย

- ดารานำ พระเอกดังนางเอกดังไม่ใช่ตัวการันตีเสมอไป ว่าจะทำให้ละครดังเด่นไปด้วย เพราะเราเห็นๆ กันแล้วหลายเรื่อง ว่าละครที่กล้าทุ่มดึงพระเอกดังนางเอกดังมาเล่น ก็แป้กไปหลายเรื่องแล้ว ถ้าบทไม่ส่งพอ ผู้กำกับไม่เก่งกาจพอ ทีมงานไม่โอเค โอกาสที่ละครจะแป้กก็มีเยอะ ดังนั้นผู้จัดละครหลายคน ก็เริ่มหันมาปั้นเด็กใหม่ดีกว่า คิวไม่ปวดหัว ไม่เรื่องเยอะ พร้อมทำงานได้ตลอด 

- รูปแบบการถ่ายทำ จะถ่ายจบรวดเดียว กับถ่ายไปออนแอร์ไป ละครที่ถ่ายไปออนแอร์ไป ได้เปรียบในแง่ ถ้ามีกระแสฮิต ก็จะเขียนบทเพิ่มลากยาวๆ กันต่อไป หาเงินจากโฆษณาที่จะพุ่งเข้าหาได้ แต่ละครที่ทำเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ ก็จะได้เปรียบในแง่มีเวลาพิถีพิถัน กลั่นกรองมากกว่า ไม่ต้องยืดบทให้เยิ่นเย้อเสียอรรถรส

...

- บทละคร ยังเป็นหัวใจหลักอยู่ ที่จะให้ละครดูแย่หรือดูพังพินาศ จะรีเมกทำซ้ำซากเพราะคิดเองเออเองว่าคนดูชอบ ก็เชิญเถอะ หรือจะนำมาจากบทประพันธ์ของนักเขียนเก่าแก่ ก็ต้องกวาดซื้อมาไว้ก่อน หรือจะปั้นแต่งเขียนบทใหม่ จะอ้างอิงความเสื่อมทรามตัณหากิเลส สะท้อนปัญหาของมนุษย์กิเลสหนา ก็เชิญเช่นกันตามสบายเลย

ถ้าอยากให้ละครไทยแรงไกลกว่านี้ ต้องให้เวลากับการพัฒนาบท จ่ายหนักๆ ให้นักเขียนบท เพื่อที่จะได้ดึงคนเขียนบทเก่งๆ มาร่วมทีม สร้างบุคลากรด้านการเขียนบทให้หลากหลายน่าดูมากกว่านี้ แต่ถ้าบทน้ำเน่า บางครั้งก็อย่าได้แคร์เยอะ เพราะถ้าได้พระเอกนางเอกที่เก่งกาจรอบจัด กำกับได้ปราณีตพอ ก็สามารถดึงดูดคนดูได้อยู่หมัด 

- ผังละคร ส่วนใหญ่แล้วจะวางกัน ล็อกไว้เป็นปีไปเลย การสลับสับเปลี่ยนว่าเรื่องไหนควรจะฉายก่อนฉายหลัง ก็ต้องคอยดูไปด้วย รู้เขารู้เรารู้คู่แข่งแต่ละช่องด้วย เช่น ถ้าก่อนหน้านี้ละครห่วย กระแสไม่ได้แรงดั่งคาด ก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ สับคิวเรื่องใหม่ที่น่าจะปังจริง มาต่อเลย เพื่อเรียกเรตติ้งดึงคนดูก่อน

...

- ขั้นตอนเกือบสุดท้าย ดูเหมือนจะจบ ถ่ายจบแต่ยังไม่จบ ละครถ่ายจบยังไม่จบนะ ต้องอยู่ในขั้นตอนโปรดักชั่นหลายสิ่งอย่าง เช่น ปรับสีให้สวยน่าดูกว่าเดิม ละครแนวบู๊ ต้องใส่เสียงให้เร้าใจให้เข้ากับเนื้อหา ตัดต่อให้น่าสนใจทิ่มตา

บางเรื่องดาราเล่นดี ผู้กำกับเก่ง แต่ตัดต่องงๆ เบลอๆ ก็ทำให้เป็นละครห่วยเฉยเลย หรือจะเพิ่มสเปเชียลเอฟเฟกต์ ให้จินตนาการเพริดแพร้วพรรณรายไปอีก ถ้าเป็นแนวแฟนตาซี เพ้อฝันมโนแจ่มจงจินตนาการ ต้องใส่โน่น เติมนั่นนี่ เพื่อให้ออกมาดูดีเด่น ขั้นตอนนี้ก็หมดเงินไปเยอะอยู่

- กระแสละคร ไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดขึ้นเองดังเอง ไม่มีทาง! ถ้าคนดูชื่นชอบเยอะ แล้วไง! แต่สื่อทั้งหลายไม่พร้อมใจเชียร์ ก็จะดังงั้นๆ ไม่ดังกระหึ่ม! จึงต้องจ้างมีแผนกพีอาร์กอง คอยปั่นข่าวสร้างกระแสเรื่อยๆ ให้ละครน่าดูน่าชม

ส่วนใหญ่ก็จะพุ่งไปปั่นๆ กระแสทางสื่อออนไลน์ โลกโซเชียลต่างๆ เพราะถ้าดังเด่นโดนจากนี้ โอกาสที่ละครจะไปต่อมีกระแส เป็นที่น่าจับตา ก็จะมีเพิ่มขึ้นเยอะไปด้วย   

...

- ค่าตัวดารา จะแบ่งจ่ายเป็น 3-5 งวด แล้วแต่ตกลงกัน เริ่มบวงสรวงหน้าตาสดชื่น ยังไม่จ่ายเงินให้นะจ๊ะ เพราะเคยมีเหตุพระเอกนางเอกบางคน ถ่ายๆ ไปผีเข้าผีออก ชิ่งหนีเบี้ยวคิวไม่มากอง ก็มีให้เห็นอยู่ หรือว่าถ่ายทำไป นิสัยเสียเริ่มออกก็ต้องปลดกันไป ป้องกันปัญหานี้ ละครเริ่มออนแอร์ จึงค่อยจ่ายไปก่อนงวดแรก หลังจากนั้นออนแอร์ไปแล้วกี่ตอนๆ จ่ายกี่ % และงวดสุดท้ายตอนจบ

ส่วนใหญ่ทางช่องจะจ่ายเป็นเช็กให้ดาราเองเลย หลายช่องไม่อยากให้ผู้จัดการดารามายุ่งด้วย แต่หารู้ไม่ว่า กว่าดาราจะเด่นดังได้ ต้องผ่านการลงทุนเยอะอยู่ ต้องเจียระไนมาก่อนจากผู้จัดการ

หรือดาราบางคนเพิ่มเริ่มจะดัง ก็ชิ่งหนีผู้จัดการเก่า ไม่จ่ายเงินส่วนแบ่ง % ตามสัญญาก็มีอยู่ เป็นพระเอกนางเอกแอบเนรคุณ ที่แฟนคลับยังไม่รู้ บอกชัดไป รับรองต้องตะลึงกันแน่นอน แต่บางกรณี ปัญหาเกิดจากตัวผู้จัดการก็มีอยู่ด้วย 

- ค่าโฆษณาลงละคร ธุรกิจละครดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วค่าโฆษณาที่มาลงละคร ไม่ได้แพงเว่อร์อีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ยุคทองเหมือนเก่าก่อนอีกแล้ว ที่ต้องจ่ายนาทีละหลายแสน เพราะตอนนี้มีหลายช่องทางให้สินค้าเลือกลงโปรโมต แพงไปลูกค้าก็เชิดเมินใส่ได้ โดยเฉพาะสื่อทางออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทีวีหลายช่อง จึงจำใจต้องลดๆ ราคาแข่งกัน เพื่อความอยู่รอด ราคาโฆษณาจึงไม่ถึงหลักแสนแล้ว แต่ถ้าละครกระแสปังเปรี้ยงมากๆ ก็เพิ่มค่าโฆษณาเลย ได้เวลาโกยกันก่อน.