ข่าว
100 year

หมอช้าง เปิดใจเล่าชีวิตความเป็นหมอดูที่หากินกับความเชื่อของคน

ไทยรัฐออนไลน์19 ต.ค. 2562 11:10 น.
SHARE

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนไทยกับดวง และความเชื่อด้านโหราศาสตร์เป็นของคู่กัน อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันนี้มีนักโหราศาสตร์เกิดขึ้นอย่างมาก ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะด้านที่ต่างกันไป ล่าสุดทาง บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ผู้เชี่ยวชาญทั้งเรื่องฮวงจุ้ย การทำนายดวง และการใช้หลักเหตุผล ทำให้เขาเป็นที่นิยมของเหล่าคนในวงการบันเทิง

แต่ใครจะรู้ว่า หมอช้าง นั้นเรียนจบด้านวิศวะมา แต่ชื่นชอบในเรื่องศาสตร์ของตัวเลข จึงได้หันมาศึกษาด้านฮวงจุ้ยอย่างจริงจัง จนในปัจจุบัน เขาได้มีชื่อเสียงทางศาสตร์ด้านนี้ และมีคนสนใจที่จะดูดวง ดูฮวงจุ้ยเป็นจำนวนมาก จนแทบจะไม่มีวันหยุดเลยทีเดียว

อีกทั้งเดินทางไปต่างประเทศก็บ่อย ยิ่งประเทศฮ่องกงนั้นไปบ่อยมาก เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนหลายคนคิดว่า หมอช้าง นั้นขายทัวร์พาไหว้พระที่ฮ่องกงไปซะแล้ว โดย หมอช้าง ได้เล่าการทำงานของตัวเองให้ฟังว่า 

“เราไม่ได้ขายทัวร์ไหว้พระเหมือนคนอื่น เราไม่ได้ทำธุรกิจนี้ วิธีการทำงานของผมไม่เหมือนกับคนอื่น คือผมทำงานกับคนที่รู้สึกว่าเรามีเพื่อนอยู่ จะไม่ได้ทำงานเพราะเงิน จะเป็นคนที่เวลาทำงานมันไม่เหมือนการทำงาน แต่เหมือนเรามาเจอกัน มาคุยกันมากกว่า”

เกณฑ์ในการเลือกรับงานคือ คนสนิท?
“ใช่ เพราะคือผมไม่ได้รับงานเหมือนแบบเปิดประตูหน้าร้าน ใครอยากจะเข้ามาก็เข้ามาได้ แต่คนที่จะเข้ามาต้องจองก่อน อย่างเมื่อก่อนผมเป็นคนที่ไม่มีเบอร์ติดต่อตั้งแต่ทำงาน แต่ตอนหลังเพิ่งมามีไลน์@ คือเคยมีเรื่องเกิดขึ้นว่า มีคนปลอมเป็นผู้จัดการผม ไปเรียกเก็บเงินมัดจำค่าอีเวนต์ แต่เรารู้เพราะว่ามีงานอีเวนต์ติดต่อมาทางพี่สาวผม ซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัว เราก็ตกใจมาก เพราะว่าไม่มีงานติดต่อมาเลย และผมไม่ได้เก็บเงินมัดจำอะไรเลย พอรู้เราก็รู้สึกแย่ เพราะไม่มีช่องทางติดต่อ ไม่รู้อะไรจริงหรือปลอม ก็เลยเปิดไลน์@“

ในไลน์ @ เล่นเองตอบเองมั้ย?
“ผมเป็นคนตอบเองทั้งหมด ทั้งเฟซบุ๊ก ทั้งไอจี เพราะว่าเรื่องเทคนิคคนอื่นตอบไม่ได้ แต่เรื่องนัดคิวอาจารย์จะมีคนช่วยตอบ ต้องบอกก่อนว่า เมื่อก่อนไม่ค่อยได้เล่นเฟซบุ๊กเท่าไหร่ ด้วยความที่เราทำแต่งาน ชีวิตเราอยู่ออฟไลน์เยอะกว่าออนไลน์ จนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ออนไลน์มันเริ่มเฟื่องฟู คือวันนี้ใครจะเป็นหมอดู ก็แค่มีเฟซบุ๊กก็เป็นหมอดูได้ แล้วก็ไปหาวิธีการต่างๆ เพื่อไปบอกคนอื่นว่าเราเป็นซินแส ซึ่งมันน่ากลัว

เอาง่ายๆ เมื่อก่อนกว่าคนจะรู้จัก ผมสัมภาษณ์แมกกาซีนมาเป็น 10 เล่ม ทุกคนทำการบ้านมาเพื่อดูว่า ผมเป็นหมอดูจริงรึเปล่า เพราะกลัวว่าออกไปแล้วจะเสียชื่อหนังสือ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว แชร์แล้วรวยพิมพ์ สาธุ กด 99 ใครอยากจะรวยพิมพ์อธิษฐานไว้ในคอมเมนต์ จนผมตกใจว่า เฮ้ย ยุคนี้อธิษฐานบุญผ่านคอมเมนต์แล้ว เพื่อเพิ่มการเข้าถึง

เลยทำให้รู้ว่า ยุคนี้ก็ไม่ได้มีหมอดูที่เป็นคอนเทนต์จริงๆ บนออนไลน์ ก็เลยเริ่มทำปีที่แล้วเอง เป็นปีที่กลับมาทำเฟซบุ๊กด้วยตัวเองใหม่ ส่วนกราฟิกรูปภาพก็จะมีน้องช่วยทำ เพราะแต่ก่อนผมทำเป็นแค่พิมพ์ในโน้ตผ่านโทรศัพท์มือถือ แล้วแคปเจอร์หน้าจอมาโพสต์ลง ทำให้มีแฟนเพจเข้ามาเยอะมาก

ทำไมถึงไม่คิดทำของขลัง อย่างพวกกระเป๋าสตางค์ หรือกำไรข้อมือขายเหมือนหมอดูคนอื่น?
“ผมว่า 1 ด้วยเราไม่มีเวลาด้วย 2 ผมไม่มีนโยบายอะไรที่เป็นพระพุทธรูปหรือศาสนา เราจะไม่ค่อยมีหรือไปยุ่งเท่าไหร่ เหมือนอย่างกำไรตะกรุดที่เค้าฮิตกัน ก็มีคนชวนผมไปทำเยอะ แต่ผมก็บอกว่า ถ้าเป็นเรื่องหินผมพูดได้ เพราะมันมีทฤษฎีอยู่ แต่พอมันมีตะกรุดของหลวงพ่อวัดนั้นวัดนี้ ผมก็ไม่ค่อยอยากทำเลย อะไรที่เกี่ยวกับพุทธพาณิชย์ก็ไม่อยากทำ ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้เงินนะ

ตอนนี้มีเรื่องใหม่ที่ทำขึ้นมาคือทำยูทูบ คือคิด 3 วันแล้วก็ทำเลย ชื่อว่า หมอช้างทีวี เพื่อช่วยแนะนำการทำบุญ เหมือนเป็นการช่วยบอกต่อ เพื่อที่ว่าคนจะได้ไปทำบุญตรงนั้นตรงนี้ ไปทำบุญวัดไหน ก็จะแนะนำเค้า เพื่อจะได้เป็นที่รู้จัก อย่างเรื่องพระราหู ผมก็แนะนำให้ไปทำบุญที่โรงพยาบาลสงฆ์เพื่อจะได้ไม่เจ็บป่วย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็โทรมาขอบคุณผม เพราะมีคนมาร่วมบริจาคกันเยอะมาก หรือแนะนำให้ไปมูลนิธิ

อย่างเมื่อปีก่อน มีคนมาบอกว่า พวกของไหว้เสร็จห้ามกินนะ เพราะผมเคยแนะนำว่า ถ้าอยากไหว้ ให้ไปซื้อของง่ายๆ ที่ร้านสะดวกซื้อ เช่น ซุปไก่ หรือของดำๆ พอไหว้เสร็จอย่าเพิ่งไปทิ้ง ก็ลาเอามากินได้ ซึ่งผมต้องตอบคำถามเรื่องพวกนี้เยอะมาก ว่าของไหว้ห้ามกิน คือของพวกนี้ที่วัดต่างๆ ที่เอาไปไหว้ มันเป็นของใหญ่ๆ ที่เป็นขัน มันกินไม่ได้ ผมก็เลยชี้แจงไปเลยว่า ของไหว้ที่กินไม่ได้ มี 2 อย่างคือ ของไหว้สัมภเวสีตามสามแยก อันที่สองคือของไหว้ที่ไม่ได้เอาเข้าตู้เย็น เพราะมันจะเสีย”

ระหว่างการใช้ความเชื่อเพื่อหาผลประโยชน์ กับการทำพิธีที่มันผิด อะไรมีความแรงมากกว่ากัน?
“ปัจจุบันมันเป็นยุคอีคอมเมิร์ช บางคนเป็นหมอดูไม่ได้เพราะอยากจะดูดวง แต่เพราะต้องการหาอะไรบางอย่างมาขาย บางคนก็ขายกระเป๋าตังค์เสริมดวง บางคนก็ขายเบอร์มือถือ หรือบางคนไม่ต้องมาเจอตัวก็ดูดวงได้ ผมว่าคนที่รู้จักที่เป็นเหยื่อเยอะที่สุดคือดารา ดาราบางคนไม่ได้รู้เรื่องโหราศาสตร์ ก็โดนหมอพวกนี้หลอก หมอบางคนก็ลงทุนจ่ายเงินเปย์เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียง หรือทำเรฟเฟอเรนซ์ไปไว้ขายงานอื่น”

มองเรื่องดารากับความเชื่อพวกนี้ยังไง?
“ไม่หรอกครับ ดารากับคนทั่วไปก็เหมือนกัน ดาราทำอะไรคนก็รู้ แต่คนทั่วไปทำอะไรคนก็ไม่รู้ ดารา ศิลปิน นักแสดงเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอน มนุษย์พออยู่กับเรื่องที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ยึดเหนี่ยวหรือเรื่องความเชื่อทั้งหลายมันก็จะเป็นจุดสำคัญ ผมว่าอาชีพนี้มันเป็นอาชีพที่ต้องใช้ใจทำงาน เพราะถ้าไม่มีใจจะเล่นเป็นคนอื่นยังไง เค้าต้องหาอะไรที่ทำให้ใจเรามีพลัง ไม่ว่าอาชีพไหนก็ต้องการพลัง เพียงแต่ว่าสังคมรับรู้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง”

ความเชื่อผิดๆ ที่คนเข้าใจเยอะ?
“ยกตัวอย่าง ฮ่องกง เรื่องที่คนเข้าใจผิดกันเยอะก็คือว่า เวลาไหว้ที่นี่มันต้องมีบทสวดอะไรรึเปล่า ก็คือว่าเวลาสวด เทพบางองค์ เช่น พระโพธิสัตว์หรือเจ้าแม่กวนอิมก็มีบทสวดกันมานาน อันนั้นสวดได้ แต่อย่างเทพแชกง วัดกังหัน เค้าไม่ได้มีบทสวดอะไร แต่ถ้ามีก็ติดไว้ที่วัด เพราะฉะนั้นมันก็จะมีพวกประดิษฐ์บทสวดเข้ามาเอง มีท่าแปลกๆ เข้ามาเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน

ถ้าเทพที่มีบทสวดก็มีบทสวด ถ้าไม่มีก็คือไม่มี พยายามอย่าไปแต่งบทสวดใหม่ให้กับเค้า เพราะว่าคนที่วัดเค้าก็ไม่ได้มีบทสวดอะไร อันที่สองคือท่าไหว้ มันไม่ได้มีท่าไหว้อะไรที่พิสดาร ทุกคนก็ยกมือพนมไหว้ตามปกติ แต่หลังๆ ผมเห็นเค้ามีประดิษฐ์ท่าไหว้ขึ้นเอง หลังๆ เห็นบางทัวร์พาพวกลูกทัวร์ทำ มีเอามือไปแตะดินนั่นนี่ ซึ่งไม่มีใครทำด้วยวิธีนี้ ก็อายและสงสารเค้า

หรือการสร้างคอนเทนต์ใหม่ อย่างมีคนบอกว่า วัดหวังต้าเซียนมันมีห้องลับ ห้องใต้ดิน คือคนที่คิดเรื่องนี้คือคนที่ไม่เคยมา พอมาครั้งแรกก็บอกว่าห้องนี้ไม่เคยมา ไม่มีคน ไม่มีใครรู้ แต่ที่ไม่มีคนเพราะว่าเค้าไม่เข้ากัน เพราะมันเก็บ 100 เหรียญ เค้าเลยไม่เข้ากัน เลยไปแต่งคอนเทนต์กัน บางคนก็ไม่ได้ศึกษา เรียกชื่อเทพยังไม่ถูก

ทุกครั้งที่ผมพามา ผมพามาเพื่อจะได้ให้กลับมาไหว้ด้วยตัวเอง ไม่ได้อยากให้มาเพื่อมากับเรา แต่ให้มาเพื่อให้เค้าเข้าใจ จะได้ไม่งมงาย เค้าก็จะอยู่กับสิ่งที่เค้าศรัทธาอย่างมีความสุข

ถามว่า มาฮ่องกงหรืออยู่เมืองไทยคุ้มกว่า ผมว่าอยู่เมืองไทยคุ้มกว่า เพราะมันรับงานได้ทุกวัน มาที่นี่งานมันจะหาย เพราะได้แค่งานเดียว และก่อนจะมาต้องเคลียร์งานอย่างหนัก เพราะต้องมาหลายวัน แต่ความสุขคือได้เห็นรอยยิ้มของทุกคน ที่เค้าแฮปปี้ได้มาด้วยกัน”

เคยโดนใครต่อว่าเรื่องหมอดูมั้ย?
“ผมว่ามันเป็นเรื่องปกตินะ เพราะคำว่าหมอดู พอมันอยู่ในที่ที่เป็นโซเชียล ทุกคนก็จะด่าไว้ก่อน อย่างหมอดูคู่หมอเดา เค้าไม่ได้ดูว่าเราจะสื่อถึงอะไร เหมือนตัดสินที่หน้าปก คนจะมาตัดสินว่า เราทำแบบนี้กันทั้งหมดเพราะทำอาชีพนี้ เรื่องพวกนี้มันก็ไม่ใช่ เพราะว่ามันมีพวกบ้าๆ บอๆ เยอะขึ้น ที่มันทำให้วงการมันแย่ลง ผมพยายามพูดอยู่เสมอว่าคนฮ่องกง คนสิงคโปร์เค้าชอบเรื่องฮวงจุ้ยมาก แล้วเค้าก็จะศึกษาและรู้เลยว่าคนไหนเป็นอาจารย์ คนไหนไม่ใช่เค้าก็จะดูออก”

เคยดูดวงให้คนในครอบครัวบ้างมั้ย?
“กับแม่ผมก็ดูให้ แต่คือพี่สาวผมก็เป็นหมอดูไพ่ เค้าก็ดูให้แม่ แต่ผมไม่เคยบอกใคร เพราะเค้าทำงานคนเดียว คิวยาวเหมือนกัน”

ทำงานอาทิตย์ละกี่วัน?
“ไม่มีวันหยุดครับ คือจะหยุดก็จะมีแบบอย่างเช่นพรุ่งนี้ว่าง ก็จะกิน คือผมเป็นคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อก่อนดื่ม สมัยเรียนวิศวะ แต่มาตอนนี้ไม่ดื่มแล้ว พอไปเรียนฮวงจุ้ยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เค้าก็บอกต้องงดแอลกอฮอล์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ดื่มแล้ว ก็เลิกเลย เลิกมาตั้งแต่เรียน ซึ่งยากมากเพราะเพื่อนยังกินอยู่”

แสดงว่าเป็นคนที่ทำงานแล้วหยุดไม่ได้?
“ตอนแรกก็คิดว่าทำไมเราไม่หยุดบ้าง แต่ว่าพอได้หยุดก็จะมีตื่นสาย แล้วรู้สึกว่า เวลามันหายไปเยอะมาก เป็นเพราะว่าเราเห็นชีวิตคนเยอะ เลยรู้ว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดคือเวลา ถ้าเค้ามีเวลามากกว่านี้ ชีวิตเค้าก็จะดีกว่านี้ คือแต่ก่อนผมเป็นคนที่เสียเวลามาเยอะนะ ตอนเป็นวัยรุ่นก็จะเละเทะ เที่ยว ก็เลยต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าตอนนี้เบอร์หนึ่งก็ต้องเป็นครอบครัว เวลาว่างก็จะกลับไปหาแม่

ผมว่าวันนี้เราทำอะไรที่ไม่เคยทำ ก็เลยรู้สึกว่าอะไรที่เรายังไม่เคยทำ เราอยากทำก็ทำ อย่างยูทูบก็ทำไปก่อน ดูไม่ดูก็ว่ากันไป ผมเป็นคนที่ค่อนข้าง ปีหนึ่งจะเที่ยวครั้งหนึ่ง แบบเที่ยวจริงๆ ไม่มีแบบงานแทรก อาจจะเป็นช่วงปีใหม่ที่ไม่มีคนดูฮวงจุ้ยแล้ว แต่ไปไกลมากไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่างานจะหยุดเมื่อไหร่ อย่างประเทศที่ต้องทำวีซ่าก็แพลนล่วงหน้าไม่ได้ คือต้องรู้ล่วงหน้าไม่กี่วันแล้วซื้อตั๋วไปเลย ไปเที่ยวส่วนมากไปกิน ผมเป็นนักชิม มีความรู้เรื่องอาหารพอๆ กับฮวงจุ้ย”

ดูอาจารย์เป็นคนที่ดูดวงบนพื้นฐานของความเป็นจริง?
“เพราะผมมองเป็นสแตต เพราะว่ากฎของนักโหราศาสตร์คนที่จะเป็นหมอดู ต้องมีความสามารถเป็นนักคำนวณได้ มันมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ ก็เคยมีคนมาถามผมว่าผมเคยเห็นผีมั้ย ผมไม่เคยเลยครับ คือผมไม่มีตำนานหรือเรื่องราวอะไรเหมือนคนอื่น ผมเป็นเด็กปกติ เรียนปกติ ใช้ชีวิตคนอื่น”

อย่างการทำธุรกิจออนไลน์ มันก็ต้องมีฤกษ์งามยามดี?
“ฤกษ์คือสิ่งที่ทำให้ราบรื่นในตอนต้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ คนเข้าใจว่า เราได้ฤกษ์ดีมันก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จที่ดี ถ้าเค้าเริ่มต้นก่อน มันก็มีโอกาสประสบความสำเร็จก่อนก็ได้ แต่ถ้าระหว่างทางคุณหยุดวิ่ง คนข้างหลังก็แซงได้ เพราะฉะนั้นฤกษ์มันก็คือจุดสตาร์ต ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เราดูจากความเป็นจริง ในโลกออนไลน์ก็เช่นกัน เราก็ต้องดูความเป็นจริงประกอบ

อย่างมีคนมาขอฤกษ์แต่งงานกับผม ผมก็จะให้ช่วงวันที่ 2, 3, 4 ช่วงต้นเดือนไป เพราะซองจะได้หนักหน่อย ถ้าจะจัดงานเพื่อซองก็จะต้องดูวันที่แขกซองหนาหน่อย แต่เราก็ดูประกอบกันกับส่วนอื่นนะ ว่าช่วงต้นเดือนหรือปลายเดือน ไม่ได้สักแต่ว่าหลับหูหลับตาให้”

การรับงาน ดูจากไหน?
“คือส่วนมากผมจะทำเป็นแนวๆ คอนเทนต์มากกว่า มีโปรดักส์ติดต่อเยอะมาก แต่จะเลือกในความน่าจะเป็นที่ทำได้ เพื่อให้โปรดักส์เค้าเอาไปใช้ และยังมีปฏิเสธอีกเยอะที่มากกว่าที่ทำ อย่างแบรนด์นาฬิกาก็เคยมีติดต่อมา แต่ผมไม่ได้ทำ ก่อนหน้านั้นเขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับราศีอะไรควรใส่นาฬิกาแบบไหน ก็มีแบรนด์นาฬิกาติดต่อมาว่าอยากให้ทำ คือผมดูก่อนว่า ถ้าจะให้ผมทำ ผมทำอะไรได้บ้าง ถ้าผมทำไม่ได้แล้วมามัดมือชกว่าอันนี้ให้ผมทำ ผมก็จะไม่ทำ เพราะปัญหาคือถ้าผมไม่ได้เป็นคนคิด พอผมเอาไปคุย ผมไม่อิน คือผมเป็นมนุษย์ที่เฟคไม่เป็น คือถ้าผมเป็นคนคิด ผมจะอิน เวลาเล่าก็จะอิน”

เคยเช็กดวงตัวเองมั้ย?
“เช็กตลอด คือเราก็จะเช็กจังหวะของเราว่า ปีนี้ดวงเราโอเค เราก็จะทำเยอะขึ้น คือดวงดีไม่ใช่สบาย ดวงดีทำงานหนัก เพราะคนดวงดีคือคนที่โอกาสรออยู่เยอะ แล้วเราก็จะเอาตัวเองไปหาโอกาสมากขึ้น คนดวงไม่ดีก็คือเลี้ยวไปไหนก็เจอแต่ทางตัน เพราะฉะนั้นอย่าไปทำเยอะเลย ทำอันเดียวให้ดีก่อน”

อาชีพที่เราทำมันอยู่บนความหวังของคน เวลาพูดอะไรออกไป เหมือนเป็นคนช่วยชี้แนะคน มีความกดดันตรงนี้บ้างมั้ย?
“เครียด เครียดมากด้วย ผมเป็นคนที่จะปล่อยคอนเทนต์อะไรออกไปจะคิด คิดมากด้วย คิดทุกด้านมันจะมีผลบวกลบอะไรกับใคร คิดหมดทุกอัน อย่างเรื่องพระราหูเรารู้สึกผิด เราไม่น่าพูดเรื่องนี้เลย เพราะมันทำให้คนเอาเรื่องพวกนี้ไปหากิน เราแค่อยากให้คนรู้ว่าดวงจะเปลี่ยนแล้วนะ เราไม่ได้อยากให้มันเกิดการหากินด้วยการไปจัดอีเวนต์ไหว้ เก็บเงินคน แต่มันก็ไปห้ามคนไม่ได้ สุดท้ายโลกมันไม่ได้เป็นของเรา คือเราก็ต้องทำในสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมอช้างหมอช้าง ทศพร ศรีตุลาหมอช้าง ดวงดวงหมอช้างหมอช้าง ทศพรดารา

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้