เป็นผู้ชายหนึ่งคนที่ไม่ว่าจะขยับทำอะไรก็เป็นเรื่องเป็นราวสำหรับ สงกรานต์ เตชะณรงค์ แต่น้อยครั้งที่จะเห็นเขาออกมาพูดอะไร ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสนั่งคุยกับ สงกรานต์ หลังเสร็จจากงานวิ่ง king of battle season 2 ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

เราพูดคุยกับ สงกรานต์ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งตัวตนของ สงกรานต์ และเรื่องที่ทุกคนอยากฟังจากปากของเขาเอง ทั้งการจบชีวิตคู่กับ แอฟ ทักษอร และข่าวลือการแต่งงานใหม่กับ แมท ภีรนีย์

เรารู้จัก สงกรานต์ ตั้งแต่เด็กๆ ภาพแรกก็คือเด็กเกเรเลย

"(หัวเราะ) ตอนนั้น 14-15 กำลังห้าวตามวัย ฮอร์โมนมันพลุ่งพล่าน ปรู๊ดปร๊าดหน่อย ไม่ได้ดื้อเงียบด้วย ชัดเจนครับ ชัดเจนว่าดื้อ (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่เกเรอันธพาลนะครับตอนนั้นมาถ่ายแบบ ไม่แน่ใจว่าเดอะบอย หรือเธอกับฉัน ผมมาเจอพี่พชร์ อานนท์ แต่เจอที่ไหนจำไม่ได้นานมาก น่าจะที่สยาม ตอนนั้นผมกลับมาจากต่างประเทศก็มาเจอพี่เขา

แต่ทำไม่ได้นานมากก็ไม่ได้ทำต่อ เพราะตอนนั้นต้องเรียนไปด้วย ถ่ายแบบเสาร์-อาทิตย์เราทำได้ แต่ถ้าเป็นงานอย่างอื่นเราไม่มีเวลาที่จะให้ ทำอย่างอื่นก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้ เล่นละครก็เคยลองแล้วแต่ทำไม่ได้ มันยากสำหรับเรา ร้องเพลงยิ่งแล้วใหญ่เลย ทำไม่ได้ เพี้ยน แต่ตอนนั้นทำก็ชอบถ่ายแบบนะสนุกดีนะ ทำงานเสร็จปุ๊บได้ตังค์เลยก็ไปเที่ยวต่อ แต่ทำอยู่ไม่นานก็กลับไปเรียนที่นิวซีแลนด์"

จุดพีคความเกเรในชีวิตสงกรานต์?
"หลายๆ อย่างครับคืออะไร แต่ที่คุณพ่อคุณแม่กังวลสุดคือเรื่องเรียน แต่ไม่ถึงกับพ่อแม่นั่งร้องไห้นะ แต่ก็ดุๆ ด่าๆ ผมเกเรเรื่องเรียนอยู่พักใหญ่ๆ ไม่ชอบเรียนหนังสือ เป็นคนไม่ชอบนั่งอยู่เฉยๆ ชอบปฏิบัติ จนไม่ไหวแล้วเรียนเมืองไทยไม่รอดแน่ๆ เรียนมาหลายที่ก็ไม่รอด พ่อแม่ก็เลยส่งไปเรียนนิวซีแลนด์ ทำให้มีจุดเปลี่ยนอีกทีตอน 20-21 ปี เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราคิดได้ว่าต้องตั้งใจเรียน"

...

จุดเปลี่ยนอันนั้นคืออะไร?
"เราโดนแบนจากพ่อแม่ ตอนนั้นเงินพ่อกับแม่เค้าจะส่งให้ก็ได้นะ แต่เค้าตัดเงินให้น้อยลง และเราพยายามไม่ขอ ผมจึงเลือกทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย หาเงินเอง พอได้หัดทำงานได้ใช้ชีวิต ได้รับผิดชอบตัวเอง มันก็ทำให้เรามีมุมมองที่โตขึ้น ตอนนั้นทำร้านอาหารแล้วเรียนไปด้วย ทำให้คิดได้

ตอนนั้นทุกคนด่าเราว่าโง่ เลขนี่เรียนตกตลอด สมการผมแก้ไม่เป็นเลย เบสิกยังทำไม่ได้เลย เราอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้ เลยเลือกเรียนการเงินเลย ไฟแนนซ์เลย ตั้งใจมากและมันก็ยากมาก แต่เราตั้งใจมาก เรียนสามปีครึ่งจบเลย จากนั้นก็กลับมาเมืองไทย ชีวิตที่เราเคยผ่านจุดเกเรพวกนั้นมามันทำให้เราโตขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น เริ่มเข้าใจสัจธรรมหลายอย่าง เริ่มเข้าใจคำว่าครอบครัวเยอะขึ้น"

เริ่มเข้าใจคำว่าครอบครัว แต่ก็ต้องมาเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ การจบชีวิตคู่ที่น่าจะทำให้ชีวิตดาวน์ลง

"ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองดาวน์นะครับ เพราะว่าจะเป็นการบั่นทอนตัวเอง เราแค่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าเราเจออุปสรรคนะ เราต้องหาวิธีแก้ให้ได้ ผมหาทางออกด้วยการทำงาน ป๊า (ปู่ไพวงษ์) จะสอนเรื่องงานตลอด พาไปดูงานตลอด คุยเรื่องงาน ให้คิดเรื่องงาน แล้วทำให้เห็นว่าชีวิตก็เหมือนเรื่องงาน ถ้ามีอุปสรรคก็ต้องแก้แล้วผ่านไปให้ได้"

ได้ข่าวมาว่าครั้งนั้นร้องไห้จนคุณแม่ต้องเข้ามาปลอบ
"นิดหน่อยครับ แต่ไม่ได้ปล่อยโฮ โฮกฮาก"

ซ่อมตัวเองนานแค่ไหน?
"ทุกวันนี้ก็ยังซ่อมอยู่ เราพยายามหาจุดบกพร่องตัวเองตลอดเวลา และพยายามแก้ไข ซึ่งผมก็พบจุดบกพร่องของตัวเองนะ พบเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้โลกอินเตอร์เร็ว บางทีคนเค้าก็เห็นอะไรในตัวเราที่เราไม่เห็นนะ เค้าว่ามาเราก็เก็บมาปรับปรุง บางอย่างติเพื่อก่อเรารู้ เราอ่านเรารู้อยู่แล้วว่าความตั้งใจคืออะไร เราอ่านเราก็เอามาปรับตัวเองให้ดีขึ้น"

...

ในโลกอินเทอร์เน็ตมักจะเห็นแค่คอมเมนต์ว่า สงกรานต์ เป็นคนไม่เอาไหน
"(ยิ้ม) คนเขาไม่ได้เห็นเราทุกมุมหรอก เค้าไม่รู้หรอกว่าทำอะไรบ้าง และเราไม่จำเป็นต้องออกมาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง"

แล้วเราทำอะไรบ้างล่ะ?

"อย่างรีสอร์ต parco เราก็สร้างกันเองกับทีมงาน กว่าจะเสร็จบอกเลยว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอะไรที่มันเหนื่อยขนาดนี้ ผมพูดได้เลยว่าโคตรเหนื่อย ผมทำเองทุกอย่าง วิ่งกู้เงินธนาคาร เรื่องก่อสร้างเราก็คำนวณแบบเองทุกอย่าง กว่าจะเสร็จขาทะลุไปหนึ่งทีโดนเหล็กเสียบ และเป็นช่วงที่มีปัญหาครอบครัว ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีปัญหาเยอะมาก ตอนเหล็กเสียบรูใหญ่มาก ช่วงที่เข้าโรงพยาบาลน่ะครับ

ช่วงนั้นเหมือนราหูเข้าเต็มๆ (ยิ้ม) เกือบต้องตัดขานะตอนนั้น เพราะตอนแรกเรานึกว่าแค่เหล็กเสียบ แผลทุกวันแผลตื้นขึ้นก็คิดว่าหายละ ขี้เกียจไปทำแผลทุกวัน ก็เลยปล่อย พอปล่อยก็ติดเชื้อ คราวนี้ก็ไอซียู หมอก็ขู่ว่าอาจต้องตัดขา รักษากว่าจะหาย จนวันนี้ที่รีสอร์ตเสร็จ ผมก็ภูมิใจนะที่มันประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังคิดอยากจะทำให้ดีขึ้นอีก"

...

สงกรานต์ดูเป็นคนบ้างาน
"ครับ เราโชคดีที่พ่อแม่เขาสร้างรากฐานให้เราดี เราเลยมีโอกาสได้เลือกทำงานที่เรารัก แต่ช่วงนี้อยากจะซอฟต์หน่อย เพราะที่ผ่านมาก็ผ่านทุกอย่างฮาร์ดคอร์เต็มๆ ต้องไปทำงานตำรวจด้วย (ปัจจุบัน สงกรานต์ ไม่ได้อยู่คอมมานโดแล้ว แต่เป็นครูศูนย์ฝึกกลางของตำรวจ ที่หนองสาหร่าย ปากช่อง) ธุรกิจด้วย เรื่องส่วนตัวด้วย ทุกอย่างมันอัดแน่นเข้ามา ตอนนี้ก็อยากผ่อนๆ ปล่อยๆ บ้าง"

บ้างานทำให้เกิดปัญหาหรือเปล่า ว่าง่ายๆ คือทำงานจนลืมลูกลืมภรรยา

"ยอมรับว่าใช่ครับ เพราะผมเองนี่แหละที่ไม่เข้าใจคำว่าบาลานซ์ เราเองที่ไม่เข้าใจว่าทุกอย่างต้องบาลานซ์ให้ดี มันเป็นศาสตร์และศิลป์ของการเป็นครอบครัว เราจะทำอะไรเอ็กซ์ตรีมอย่างหนึ่งจนลืมเรื่องสำคัญ มัวทำแต่อันนั้น แล้วเราไม่ทำหน้าที่อีกด้านของเราให้ดี มันก็ทำให้ทุกอย่างพัง บทเรียนที่ผิดพลาดทำให้เรียนรู้ชีวิตว่าต้องบาลานซ์ให้ได้ ต้องรู้จักจัดเวลา แบ่งเวลาให้ได้ ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป"

เศร้าเนอะ ทำงานจนสูญเสียสิ่งสำคัญไป
"(นิ่ง) ไม่หรอก เรา...(นิ่งคิด) เราอาจสูญเสียไป แต่เราก็ได้เรียนรู้ชีวิต เราก็ได้บทเรียนหลายๆ อย่าง ให้ชีวิตได้เรียนรู้"

2 ปีได้มั้ยที่อยู่กับดราม่า มีไม่กี่คนหรอกในประเทศไทยหรอกที่ไม่ว่าจะโพสต์อะไรในไอจีก็โดนด่า
"ก็เรื่อยๆ มีมาเรื่อยๆ (หัวเราะ) แต่สำหรับผม ผมไม่แกว่งเพราะคอมเมนต์อยู่แล้ว"

รู้สึกมั้ยว่าแววตาของเราเปลี่ยนไป การมองโลกอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า
"ก็มีครับ แต่สำหรับผมไม่ได้เกิดเพราะเอฟเฟกต์จากการโดนคนบนโลกโซเชียลคอมเมนต์นะครับ แต่เกิดจากความคิดผมเอง"

...

เคยถึงขั้นมีอาการซึมเศร้าบ้างมั้ย
"ไม่มีๆ เพราะว่าแค่งานก็เต็มหัวผมแล้ว"

มองโลกดาร์กขึ้นหรือเปล่า
"ไม่ครับ"

เริ่มมาโต้ตอบในไอจีมากขึ้น แต่ก่อนไม่ทำนะ
"มีบ้างครับ ส่วนมากผมจะโต้ตอบเพราะเตือนมากกว่า บางทีใช้คำที่มันหยาบสุดๆ ผมก็จะตอบแบบเตือน แล้วเวลาผมตอบผมจะตอบแบบสุภาพ ไม่ใช่หยาบมาแล้วผมหยาบกลับ"

สิ่งที่โดนต่อว่าเสมอคือ ไม่ให้เวลาลูก เราคนเป็นพ่อโดนแบบนี้ไหวเหรอ
"อันนี้ไม่ค่อยสนใจ (ทำไมไม่ลงรูปกับลูกเยอะๆ) ผมคิดว่ามันเป็น relationship เรื่องความสัมพันธ์ของผมกับลูกผม ผมแค่ให้ลูกผมเขารู้ว่าผมมีเวลาให้เขาเสมอ แค่นี้ผมว่าก็พอแล้ว ผมโอเค ผมไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นรู้ ตอนนี้ปีใหม่เขาก็โตแล้ว พ่อเขาทำอะไรเขารู้อยู่แล้ว ถ้าเขารู้และเขาคิดว่าพ่อมีเวลาให้เขาอบอุ่นเสมอ แค่นี้ก็คือที่สุดของผมแล้ว"

น้องปีใหม่นี่คือที่สุดในชีวิตแล้วเนอะ
"ใช่ครับ สำหรับปีใหม่เขาคือชีวิตผม ส่วนเรื่องอื่นในชีวิตที่นอกเหนือจากเรื่องปีใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องรอง แต่คือเรื่องท้ายทั้งหมดของชีวิตผม คนอื่นตามโซเชียลจะมองผมยังไง ผมไม่รู้ ขอแค่ลูกรู้ว่าผมรักเขามากที่สุดพอแล้ว"

สงกรานต์เลี้ยงน้องปีใหม่ยังไง พ่อกรานต์ก็ห๊ามห่าม แม่แอฟก็หว๊านหวาน
"(หัวเราะ) ดีครับ ลูกผู้หญิงให้หวานเหมือนแม่ แอฟเลี้ยงลูกสุภาพเรียบร้อย ปีใหม่มีมารยาทผมว่าน่ารัก ผมภูมิใจในเค้าและลูก (ยิ้ม) ตัวผมเองจะเน้นพาลูกทำกิจกรรม ปีใหม่เป็นเด็กที่เกิดมาแล้วทำให้ทุกคนรอบข้างแฮปปี้ได้ ผมว่าตรงนี้เป็นพรสวรรค์เขานะ เวลาเขามาอยู่กับผมก็จะพาไปเจอปู่ย่าพี่น้อง เพราะทุกคนรอเจอปีใหม่กันหมด เขาเป็นศูนย์รวมความรักของทุกคน (ยิ้ม)"

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คิดว่าตรงไหนคือปัญหาของครั้งที่ผ่านมาที่เราจะกลับไปแก้
"หลายๆ เรื่องที่ต้องปรับ ทั้งเรื่องเวลา เรื่องความเอาใจใส่ ชีวิตมันไม่ใช่แค่คนเดียวมันสองคน มีลูกอีกก็เป็นสามคน ทุกอย่างต้องเจอครึ่งทางกับคนอื่นเขาด้วย แต่ก่อนผมเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเกินไป เอาแต่ใจตัวเองเกินไป"

ณ วันนี้เราพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ มีครอบครัวได้อีกครั้งมั้ย 

"ก่อนอื่นผมต้องบอกนะครับว่า ถ้าผมจะลากใครสักคนเข้ามา ผมต้องพร้อมก่อน หลีกหนีไม่ได้อยู่แล้ว ผู้ชายต้องเป็นผู้นำครอบครัว ผมต้องพร้อมก่อน ตัวผมต้องไม่เป็นภาระใคร ต้องซัพพอร์ตครอบครัวของผม และครอบครัวใหม่ที่เกิดขึ้นของผมให้ได้ก่อน ถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ค่อยมาคิดกันอีกที แต่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อม".