อีกหนึ่งจังหวัดที่มีมนตร์เสน่ห์แบบปักษ์ใต้ เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึง จ.นครศรีธรรมราช ที่นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่สวยงามแล้ว ยังมีสถานที่ทางศาสนาที่สำคัญ รวมไปถึงร้านอาหารประจำท้องถิ่นที่อร่อยถูกปาก เรียกว่ามาเที่ยวจังหวัดเดียวได้ครบตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวจริงๆ ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สานต่อโครงการ “เที่ยวไทยรับพร 12 ราศี กับ อ.คฑา” นำสมาชิก M Card เดอะมอลล์กรุ๊ป ร่วมเดินทางท่องเที่ยวเติมพลังแห่งความสุข โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พาไปขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมพาเที่ยวสัมผัสมนตร์เสน่ห์ของ จ.นครศรีธรรมราช จังหวัดใหญ่เป็นอันดับสองของภาคใต้
...
เริ่มต้นทริปวันแรกด้วยการไหว้พระทำบุญสวดมนต์ที่ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หรือที่ชาวนครศรีธรรมราชเรียกว่า “วัดพระธาตุ” เป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “พระธาตุนคร” หรือ “พระบรมธาตุเมืองนคร” ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จุดเด่นของพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้เป็นแบบทรงระฆังคว่ำ มียอดเจดีย์เป็นทองคำแท้
สำหรับใครที่เกิดในราศีพิจิก ต้องหาโอกาสมาสักการะ เพราะมีความเชื่อว่า ผู้ใดที่ได้มาสักการบูชาและแห่ผ้าห่มพระธาตุแห่งนี้ จะขอพรเรื่องใดก็จะเป็นจริงสมปรารถนา โดยส่วนใหญ่ผู้มาขอพรก็มีทั้งขอเรื่องสุขภาพให้หายเจ็บป่วย เรื่องขอลูก หรือแม้กระทั่งเรื่องงาน เรื่องเรียน นอกจากนี้ภายในยังมีองค์จตุคามรามเทพ ผู้เฝ้าดูแลพระบรมธาตุแห่งนี้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน และยังมีจุดอื่นๆ เช่น วิหารคด วิหารโพธิ์ลังกา เจดีย์รายรอบพระบรมธาตุ พระอุโบสถ เป็นต้น
...
จากนั้นถึงเวลาไปเยี่ยมชม “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง” ซึ่งเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของ จ.นครศรีธรรมราช อีกหนึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ โดยมีจุดน่าสนใจให้เยี่ยมชม อาทิ พระตำหนักประทับแรม, พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง, แปลงสาธิตและทดลองปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง, ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ
...
วันที่ 2 ของการท่องเที่ยวเติมพลังแห่งความสุข เริ่มจากการไปชม "โลมาสีชมพู" ณ หาดขนอม ถือเป็นประสบการณ์หาที่อื่นไม่ได้ในประเทศไทย เพราะที่หาดขนอมนี้เป็นแหล่งของโลมาสีชมพูที่อาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 50 ตัว โลมาสีชมพู หรือที่เรียกกันว่าโลมาขาวเทา, โลมาหลังโหนก อาศัยอยู่เฉพาะบริเวณปากแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น บริเวณแหลมประทับและอ่าวแขวงเภา หาดขนอม เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ จำพวกปลากด กุ้ง ปลาหมึก ลักษณะเด่นของโลมาสีชมพูคือ การมีสีชมพูเฉพาะตัว ในตอนเกิดมีสีเทาเหมือนโลมาทั่วไป แต่เมื่ออายุมากสีขาวเผือกหรือสีชมพูจะเกิดขึ้นจากสีของหลอดเลือดที่ช่วยไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงจนเกินไป จึงทำให้เห็นเป็นสีชมพู
...
จากนั้นได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม "บ่อน้ำจืดกลางทะเล หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" บ่อน้ำจืดธรรมชาติในทะเลตั้งอยู่ที่เกาะนุ้ย เป็นเกาะเล็กๆ ไม่ห่างจากชายฝั่ง ตั้งอยู่ที่ ต.ท้องเนียน อ.ขนอม บ่อน้ำจืดนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 70 ซม. มีลักษณะเป็นบ่อธรรมชาติขนาดเล็ก ซึ่งจะปรากฏให้เห็นต่อเมื่อเวลาน้ำทะเลลดระดับลง มีความมหัศจรรย์คือแม้จะอยู่กลางทะเล แต่น้ำในบ่อกลายเป็นน้ำจืด ชิมแล้วมีรสชาติจืดถึงกร่อย เกิดจากรอยแตกของชั้นหินที่ต่อกับตาน้ำจืดใต้พื้นดิน เมื่อยามน้ำลดน้ำจืดจะดันตัวนำน้ำทะเลออกจนหมดเหลือแต่น้ำจืด ส่วนชาวบ้านแถบนี้เชื่อว่า บ่อน้ำจืดนี้คือบริเวณที่ “หลวงปู่ทวด” เคยมาเหยียบน้ำทะเล ให้กลายเป็นน้ำจืดตามตำรา
สำหรับหลวงปู่ทวด หรือ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ในตำนานที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก โดยหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเป็นพระเกจิรูปสำคัญ 1 ใน 2 มหาเกจิอาจารย์ของเมืองไทย คู่กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) หรือ หลวงปู่โต
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตแถมได้ใกล้ชิดธรรมชาติคือ "สปาปลา" ที่สวนตาสรรค์ ใน อ.ขนอม เหมาะสำหรับคนที่ไม่บ้าจี้และอยากแช่เท้าให้ปลาตอดเล่นๆ เพื่อความผ่อนคลาย และยังมีไฮไลต์ที่บรรดาคนชอบเสี่ยงโชคจะพลาดไม่ได้ก็คือการไปไหว้ขอโชคลาภกับ "ไอ้ไข่ วัดเจดีย์" เป็นรูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 9-10 ขวบ ขึ้นชื่อเรื่องการขอโชคลาภและการค้าขาย จนเกิดความเชื่อและศรัทธาว่า “ขอได้ ไหว้รับ” เพราะขออะไรมักจะได้สิ่งนั้น เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ให้โชคลาภแก่ผู้ที่ศรัทธาเดินทางมากราบไหว้ขอให้ตัวเองสมปรารถนา จากนั้นจึงได้มีโอกาสไปเดินช็อปปิ้งที่ “หลาดหน้าพระธาตุ” หรือตลาดหน้าพระบรมธาตุ ที่รวบรวมอาหารการกินหลากหลาย ไปจนถึงเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ที่ขนกันมาให้ได้ช็อปกันอย่างจุใจ
เข้าสู่วันสุดท้ายของทริป ได้เวลาไปท่องเที่ยวชมวิวสวยๆ อากาศดีๆ ที่ "หมู่บ้านคีรีวง" ชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ต.กำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบมีสังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลักคือการทำสวนผลไม้หลากชนิด เรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ รวมไปถึงการทำผ้ามัดย้อม การทำลูกไม้ ชุมชนคีรีวงได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวงก็คือทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ป่าไม้และสายน้ำ พร้อมเพลิดเพลินใจไปกับการเดินชมธรรมชาติ ที่หนานหินท่าหา คีรีวง จุดเช็กอินสวยๆ ที่มีร้านกาแฟหลากหลายตั้งอยู่ไม่ไกลกับสะพานแขวน
นอกจากนี้ ตลอดทั้งทริปยังมีโอกาสลิ้มรสเมนูอาหารขึ้นชื่อของ จ.นครศรีธรรมราช อาทิ ร้านอาหารโกปี้ ศาลากลางจังหวัด ร้านอาหารเช้าสุดคลาสสิก หลากหลายเมนูความอร่อย ตามมาด้วย ร้านอาหารชาวเรือ ลิ้มรสอาหารใต้พื้นบ้านอันเลื่องชื่อ และไม่พลาดลิ้มรสชาติอาหารทะเล สดใหม่ ที่ร้านครัวตังเก ในบรรยากาศธรรมชาติป่าโกงกางด้วย.