ดารากับการเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือบอส ต่างกันอย่างไร?

ข่าว

    ดารากับการเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือบอส ต่างกันอย่างไร?

    บุ๋ม ปนัดดา

    6 พ.ค. 2562 05:01 น.

    เรื่องของการจ้างงานดาราสักคนมีหลายรูปแบบในสมัยนี้ค่ะ ขึ้นอยู่กับงบของสินค้า ความดังของดาราและการมีส่วนร่วมในการทำงาน เช่น ต้องถ่ายทำโฆษณากี่ครั้ง ต้องไปงานโชว์ตัวกี่ครั้ง ภาพที่ใช้ใช้ในประเทศไทยอย่างเดียวหรือต่างประเทศด้วย ทั้งหมดจะมีผลกับค่าตัวดาราในการว่าจ้าง

    1. โพสต์ภาพ อันนี้เป็นการที่สินค้าใช้สื่อของดาราในการโฆษณา เรตราคาขึ้นอยู่กับความดังและจำนวนของผู้ติดตาม รวมทั้งจำนวนครั้งที่โพสต์ และระยะเวลาในการโพสต์เช่นจะโพสต์ค้างไว้หนึ่งเดือนเต็ม หนึ่งสัปดาห์ สามวัน หรือหนึ่งวัน จากนั้นจะทำการลบออก ข้อดีคือตัวดาราเองไม่ผูกมัดที่จะไปรับสินค้าตัวอื่นได้ แต่ก็ไม่ได้เงินก้อนโต แถมถ้าโพสต์เยอะคนก็จะไม่เชื่อถือ อารมณ์เหมือนรับโพสต์มั่วไปหมด คนก็จะไปจำภาพของดาราคนนั้นกับตัวสินค้า และที่สำคัญเมื่อสินค้ามีปัญหาผิดกฎหมายบรรดาดาราที่โพสต์ก็จะต้องถูกปรับอย่างที่เคยเป็นข่าว

    2. รีวิว รูปแบบนี้จะคล้ายกับรูปแบบแรก แต่อาจจะทำเป็นคลิปที่มีการพูดเสริมเข้าไปด้วย บางคนเป็นภาพของการทาหรือกินโชว์ ซึ่งรูปแบบนี้จะดูน่าสนใจกว่ารูปแบบแรก น่าเชื่อถือกว่า คนจะดูเยอะกว่า นั่นหมายถึงยอดขายที่สูงกว่า แต่ราคาที่ดาราเรียกก็จะแพงกว่าเยอะ ซึ่งรูปแบบนี้จะมีการทำแบบง่ายก็คือตั้งมือถือไว้แล้วถ่ายเองพูดเอง แต่สำหรับบางคนก็จะทำให้ดูดีด้วยกันมีโปรดักชั่น มีภาพอื่นประกอบมีการตัดต่อ ราคาก็จะเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสน

    3. Endorser หรือ Ambassador อันนี้จะกึ่งเหมือนเป็นพรีเซ็นเตอร์ คือขอเชิญคนดังหรือดาราคนนั้นมาใช้สินค้าหรือสวมใส่สินค้าเข้างาน หรือมีการรีวิวและโพสต์ภาพในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในความรู้สึกของบุ๋ม คิดว่าไม่มีความแตกต่างจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ระยะสั้น เพราะอย่างไรตัวดาราก็ต้องให้เกียรติสินค้าตัวนั้นที่เราไม่สามารถรับสอนแบรนด์อื่นในช่วงเวลานั้นได้ มันคือมารยาท เพียงแต่บางสินค้าไม่ยอมรับความจริงหรือไม่อยากจะใช้ศัพท์ให้ดูเป็นตลาดทั่วไปหรือไม่ก็แค่อยากให้เรียกให้ดูหรูขึ้น ส่วนมากการเรียกรูปแบบนี้จะใช้กับนักกีฬาหรือไฮโซ อาจจะมีเงินค่าจ้างเฉพาะงานหรือสักก้อนหนึ่งไม่มากนัก หรืออาจจะเป็นการส่งสินค้าให้ใช้ฟรีโดยไม่จำกัดหรืออาจจะจำกัดในงบที่มากพอสมควร ซึ่งคนดังหรือดาราที่รับงานรูปแบบนี้เป็นเพราะว่าตัวเองก็ได้ภาพลักษณ์ที่ดีและได้สินค้าใช้ฟรีในระดับหนึ่ง

    4. พรีเซ็นเตอร์ รูปแบบนี้จะเป็นรูปแบบมาตรฐานทั่วไปของการว่าจ้างคนดังหรือดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประจำสินค้า รูปแบบของการว่าจ้างก็จะหลากหลายและมีรายละเอียดที่เยอะมาก ซึ่งในรายละเอียดจะถูกกำหนดว่าการว่าจ้างนั้นจะมีระยะเวลาเท่าไหร่ ส่วนมากเป็นรายปีหรือรายเดือน ในช่วงระยะเวลานั้นจะมีการโชว์ตัวกี่ครั้ง ถ่ายโฆษณากี่ครั้ง ถ่ายภาพนิ่งกี่ครั้ง แต่ละครั้งมีค่าว่าจ้างอื่นหรือค่าช่างแต่งหน้าแต่งตัวเพิ่มเติมหรือไม่ รวมทั้งข้อจำกัดอื่นๆ เช่น พรีเซ็นเตอร์ไม่สามารถรีวิวหรือโฆษณาให้กับสินค้าประเภทเดียวกัน บางสัญญากำหนดไปถึงห้ามโฆษณาให้กับบริษัทอื่นที่ขายของโดยใช้ตัวแทนหรือขายตรงเหมือนกัน บางสัญญากำหนดไว้ว่าต้องเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้ายี่ห้อเขายี่ห้อเดียว แต่นั่นหมายถึงต้องรวมทุกสินค้าที่อยู่ในยี่ห้อนั้น จากประสบการณ์อยากจะแนะนำว่าก่อนที่จะเซ็นสัญญาควรดูรายละเอียดให้มากที่สุด และควรมีทนายความช่วยดูแลเรื่องของกฎหมายและคำพูดในสัญญา เพราะมีหลายครั้งที่สินค้าอ้างกฎหมายและอ้างข้อสัญญาจนพรีเซ็นเตอร์ไม่สามารถที่จะรับสินค้าแบบอื่นได้ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

    5. บอส รูปแบบนี้คือการจ้างดารามาเป็นผู้ออกหน้าเหมือนกับเป็นเจ้าของสินค้าแต่ในความเป็นจริงแล้วมีผู้ลงทุนหลักและตัวดาราเองก็จะได้เงินค่าพรีเซ็นเตอร์รวมทั้งเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ซึ่งตัวดาราเองจะได้เงินก้อนใหญ่และจะได้เงินจากยอดขายแถมยังได้หน้าว่าเป็นเจ้าของสินค้า ซึ่งจะดูดีกว่าการเป็นพรีเซนเตอร์อีกระดับหนึ่ง แต่นั่นหมายถึงความรับผิดชอบในการโฆษณาและการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสินค้า ซึ่งสินค้าประเภทนี้มักจะเป็นสินค้าประเภทขายตรงหรือไม่ก็มีตัวแทนขาย เพราะการมีดารานำทีมจะสร้างแรงจูงใจในการทำงานและในการขายของมากกว่าคนทั่วไปที่ไม่รู้จัก แต่ข้อเสียสำหรับตัวดาราก็คือการตรวจสอบยอดขาย ซึ่งยากมาก ถ้าดาราไม่ได้เข้าไปอยู่ข้างในบริษัท เราจะไม่รู้เลยว่าเค้าขายได้มากน้อยแค่ไหน เพราะยอดขายที่โฆษณาว่าขายได้กี่ล้านกล่องกี่ล้านซอง มันคือคำโฆษณาเพื่อให้ดูว่าสินค้าขายดี โดยในความเป็นจริงแล้วทางบริษัทก็จะบอกตัวดาราว่า มันคือยอดขายที่ไว้โฆษณาแต่ในความเป็นจริงสินค้ายังอยู่ในสต๊อกหรืออยู่ที่ตัวแทนแต่ยังไม่ได้ขายออกไปที่ลูกค้าจริงๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงเงินที่เราได้จะได้ที่เท่าไหร่ ไม่แน่ชัด และสินค้าก็ไปค้างอยู่ที่ตัวแทนขายไม่ได้อยู่ที่ลูกค้าอย่างแท้จริง และนี่ก็คงเป็นประเด็นเหตุผลที่ทำให้ดาราท่านหนึ่งออกมาประกาศแยกทางก็เป็นได้ แต่ทางฝ่ายบริษัทก็สามารถอ้างได้ว่า ทางตัวดาราไม่ทำตามสัญญา ไม่ยอมโพสต์รูปโพสต์ภาพก่อนหมดสัญญา อันนั้นก็สามารถถูกฟ้องร้องเรื่องของการผิดสัญญาได้ ซึ่งในตัวสัญญามักจะถูกกำหนดว่าถ้าตัวดาราผิดสัญญาจะถูกปรับสองเท่าโดยประมาณ (อันนี้ตามสัญญาทั่วไปแต่ก็แล้วแต่สัญญาแต่ละฉบับว่าถูกกำหนดอย่างไร) แต่บางบริษัทก็อาจจะอ้างว่าสินค้าถูกผลิตมาแล้วแต่ตัวพรีเซ็นเตอร์ไม่ยอมทำตามสัญญาเลยมีสินค้าตกค้างเยอะมาก นั่นคือหนี้สินของทางบริษัทที่เกิดขึ้นก็เลยจะขอฟ้องร้องในยอดนี้ด้วยก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ศาลท่านก็จะดูตามข้อตกลงว่าหน้าที่ของพรีเซนเตอร์คนนี้มีความจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องของยอดขายหรือยอดคงคลังของสินค้าด้วยหรือไม่

    6. เจ้าของสินค้า ดาราบางคนก็ผลิตสินค้าออกมาขายเองจริง แต่นั่นก็หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและงบทางด้านการตลาดที่ต้องลงทุน เพราะในความเป็นจริงแล้วความดังไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะต้องขายได้ทุกตัวเสมอไป แต่รายได้ก็จะได้เข้ากระเป๋าของตัวเอง

    ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการว่าจ้าง หรือรูปแบบใดควรที่จะดูข้อตกลงและข้อผูกมัดให้ดี เพราะนั่นหมายถึงชีวิตที่วุ่นวายและค่าปรับที่ต้องเกิดความเสี่ยงที่จะเสีย รวมถึงมิตรภาพที่ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิม ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครค่ะ

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      วิดีโอแนะนำ

      สุดฮา! ร้านค้าวัสดุขายของไอเดียเก๋
      03:02

      สุดฮา! ร้านค้าวัสดุขายของไอเดียเก๋

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      รีวิวสินค้าบอสAmbassadorพรีเซนเตอร์ขายของคนดังนั่งเขียนบุ๋ม ปนัดดา

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันพฤหัสที่ 27 มกราคม 2565 เวลา 14:14 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์