ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ กว่าจะมีบ้านมีรถมีเงินมากมายขนาดนี้ ชีวิตของตลกชื่อดัง หม่ำ จ๊กมก หรือ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา ต้องผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย แถมเล่าชีวิตช่วงนึงติดการพนันเสียวันละหมื่น จนทำให้ลูกสาวเกือบไม่ได้เรียนอนุบาล และไม่มีเงิน ต้องกินข้าวกับน้ำปลาประทังชีวิต โดยหม่ำเล่าถึงเรื่องนี้ในรายการ อะจ๊าก ว่า
บ้านหลังนี้มี 12 ไร่ อยู่แถวบางม่วง ตอนที่ลูกสาวยังไม่แต่งงานก็อยู่ด้วยกัน พอแต่งงานแล้วก็แยกออกไป ทุกวันนี้อยู่กับภรรยาและลูกน้อง ทุกวันนี้ทำงาน 5 วัน เดือนนึงทำงาน 10 วัน ว่างจากการทำงานก็มาคิดเรื่องทำหนัง หลักๆ จะทำแค่หนังกับรายการ
ส่วนเรื่องที่ไปเป็นประธานสโมสร ยโสธรเอฟซี คนในจังหวัดชักชวน คนเก่าคงจะเมื่อย ตอนแรกว่าจะไม่รับ แต่มันเป็นจังหวัดบ้านเกิด ก็เลยรับ หน้าที่คือให้กำลังใจทีม ให้กำลังใจเด็ก จะได้ไม่ไปทำอย่างอื่น มาเล่นฟุตบอลสบายๆ มีทีมเชียร์ ถ้าจะยุบไปก็เสียดาย
นอกจากดูสโมสรฟุตบอล อีกกีฬาที่โปรดปรานคือสนุกเกอร์ สมัยก่อนชอบเล่นมากจนไม่กลับบ้าน เล่นทุกวัน เล่นจนเมียจูงลูกมาตาม ตอนนั้นเอ็มยังเล็กๆ เล่นทุกวัน เสียวันละหมื่น เสียแบบนี้อยู่เป็นปี ตอนนั้นไม่มีความคิดที่จะเก็บตังค์
...
และทุกวันนี้ยังมีโต๊ะสนุกเกอร์อยู่ที่บ้าน มีเอาไว้เตือนใจตัวเองว่าต่อไปไม่ต้องไปเล่นแล้วการพนัน มีเอาไว้เตือนใจตัวเองว่าครั้งนึงเคยไปหลงระเริงกับมัน เสียจนลูกแทบไม่ได้เข้าโรงเรียนอนุบาล พอเลิกเล่นแป๊ปเดียวก็มีตังค์ซื้อบ้านหลังแรก เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว นิสัยอีกอย่างคือเป็นคนไม่ชอบทิ้งข้าวของ เก็บเอาไว้ เสื้อผ้า ข้าวของตั้งแต่สมัยเข้าวงการใหม่ๆ ยังเก็บเอาไว้ดูเตือนใจตัวเอง
จากนั้นหม่ำให้ข้อคิดว่า คนเราถ้าชอบอะไร คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นสิ่งนั้น อย่าไปฝืนตัวเอง อย่างตัวเองเป็นคนชอบตลกตั้งแต่เด็ก พอได้อยู่กับมันแล้วรู้สึกรัก มีความสุข พร้อมสอนว่าอย่าไปจำคนที่เป็นไอดอล เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะไม่งั้นเราก็จะไม่มีต้นฉบับเป็นของตัวเอง กว่าจะมีวันนี้ได้ มันมีหลายอย่าง อย่าคิดว่ามีแค่โอกาส โชค วาสนา พรหมลิขิตนะ เพราะบางครั้งมันคือฝีมือล้วนๆ ส่วนที่เหลือคือส่วนประกอบ
หม่ำเผยต่อว่า อยู่กับภรรยามา 30 กว่าปี รักทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเค้า บอกชีวิตคู่มันเลยคำว่าผัวเมีย มันเลยคำว่ารัก ไม่ใช่คู่ชีวิต มันเลยคำนี้ไปอีก แต่มันบอกไม่ถูก พร้อมเล่าต่อว่าได้เจอกับภรรยาครั้งแรกที่วงน้ำเต้าปูปลา พบรักกันในวงน้ำเต้าปูปลา
จากนั้นหม่ำและภรรยาเล่าต่อว่า ชีวิตเคยลำบากมา กินข้าวกับน้ำปลา ไม่มีตังค์ซื้อกับข้าว ตอนนั้นยังไม่อยู่กับป๋าเทพ บอกกินข้าวกับน้ำปลาก็อร่อยดี และตอนนั้นภรรยาก็ท้องอ่อนๆ ด้วย แต่พอมาอยู่กับ เทพ โพธิ์งาม ก็มีเงินเยอะ เล่นได้วันละ 2-3 พัน เอามาเก็บไว้ในเก๊ะ พอมาเปิดดูได้เป็นแสน เลยเอาเงินเอาทองมากองแล้วถ่ายรูปไว้ เพราะไม่เคยเห็นเงินตัวเอง แต้ตอนนั้นยังไม่เลิกเล่นสนุกเกอร์
และภรรยาของหม่ำ ก็ได้เล่าต่อว่า สามีชอบช่วยเหลือคนอื่น ค่ำมืดดึกดื่น มีคนมาที่บ้าน มาขอเงิน 5 พัน 3 พัน ก็ให้ เป็นคนช่วยเหลือคน พื้นที่ในบ้านก็ทำเป็นบ่อน้ำ สนามฟุตบอล ให้เด็กๆ มาเล่นกัน เสาร์-อาทิตย์ คนจะเต็มบ้าน และยังเล่าต่อว่าไม่อยากให้หม่ำทำร้านอาหาร เพราะทำแล้วก็เจ๊ง เป็นคนใจดี ให้เบิกเงิน ทั้งช่วย ทำเจ๊งมา 2 ร้านแล้ว แต่ก็ยังจะทำอีก
...
ซึ่งหม่ำเล่าเสริมเรื่องนี้ว่า พอมีโอกาส คนไม่เคยให้ใครเลยไม่รู้ว่าคนรับเค้ามีความสุขรึเปล่า เวลาคนมาขอเงินดูหน้าเค้าสิเวลาเค้าได้ หลอกรึเปล่าไม่รู้ บอกเลยว่าตนไม่ใช่คนดีมีน้ำใจ แต่เป็นคนขี้สงสารคน เงินพัน สองพันไม่รู้เค้าเอาไปทำอะไร แต่เราได้ให้เค้าไปแล้ว เรื่องแบบนี้บอกกันไม่ได้ ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องหาเอาเอง
...