ทำไมสื่อชอบขายข่าวคาว ทำไมคนอ่านชอบเสพสื่อคาวๆ ฉาวๆ ของดารา คุณภาพของคนในชาติดูได้จากคุณภาพของสื่อประเทศนั้นๆ จริงหรือไม่ ดารารีวิวสินค้า ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เบื้องลึกของดาราดังหลายคน ที่คุณยังไม่เคยรู้ ได้เวลาพร้อมแล้ว ที่ตัวแม่ตัวจริงอีกคนของวงการสื่อไทย จะมาบอกกันชัดๆ จากปาก อ้อย มนทิรา จูฑะพุทธิ
ย้อนความทรงจำกันหน่อย อ้อย มนทิรา เคยเป็นบรรณาธิการบริหาร นิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ หลังจากนั้นไปเป็นผู้บริหารให้กับเว็บไซต์ดัง ในอดีตของแกรมมี่ eotoday.com ล่าสุด อ้อย มนทิรา โดดมารับตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
เกินกว่าค่อนชีวิต อ้อย มนทิรา คลุกคลีกับสื่อมาอย่างยาวนาน และล่าสุดก็ทุ่มเทตั้งใจ เขียนหนังสือ 3 เล่มออกมาในชื่อ เดอะ บุ๊ก ออฟ ทรู้ช (The Book of Truth) บทสนทนาว่าด้วยความรัก ความจากพราก และความตาย วันนี้บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปคุยเยอะๆ ยาวๆ กับ อ้อย มนทิรา ถึงหลายประเด็นที่คนเสพสื่อต้องรู้ไว้ประดับสมอง
พี่อ้อยเพิ่งเขียนหนังสือสามเล่มจบ (เดอะบุ๊กออฟทรู้ช The Book of Truth บทสนทนาว่าด้วยความรัก ความจากพราก และความตาย) ก่อนหน้านี้เคยออกพ็อกเก็ตบุ๊กมาแล้ว? "จริงๆเขียนหนังสือมานานแล้วค่ะ ถามว่าเพิ่งเขียนหนังสือ 3 เล่มนี้หรือ ไม่น่าจะใช่ แต่อยากจะบอกว่าทั้ง 3 เล่มนี้ เป็นคอนเซ็ปที่เกิดขึ้น โดยมีความตายเป็นปฐมเหตุ
"เพราะว่าในปีพ.ศ.2560 พี่เสียบุคคลอันเป็นที่รักด้วยโรคมะเร็งในเดือนสิงหาคม พอเดือนตุลาคม บุคคลอันเป็นที่เคารพรัก คือท่านแม่ชี (แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต) ก็ป่วยเป็นมะเร็ง พอเดือนธันวาคม บุคคลอันเป็นที่เคารพ คุณเสถียร เสถียรสุต ก็เสีย ซึ่งเป็นปีเดียวกันหมด
...
"มันไล่เดือนเลยจากสิงหา ตุลา ธันวา เรียกว่าเดือนเว้นเดือน ได้พบเจอความจากพราก ความตาย
ความรัก พี่ได้พบท่านแม่ชีศันสนีย์อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ทำงานให้ท่าน มานานเกือบ 10 ปี เพราะฉะนั้นมันเหมือนว่า คนที่สูญเสียพบกับความตาย ความจากพรากแล้วมาพบกัน ก็เลยเป็นจุดกำเนิดของหนังสือ 3 เล่มนี้ค่ะ"
ทำงานที่นิตยสารชื่อดัง นิตยสารแพรวมาทั้งหมดรวมกี่ปี? "16 ปี เป็นบรรณาธิการบริหาร" เริ่มจากการเป็นนักข่าวบันเทิงก่อน? "ไม่ค่ะ เริ่มจากการเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารแพรว พี่ไม่ได้เป็นนักข่าว ถ้าจะเรียกให้ถูก พี่เป็นนักสัมภาษณ์"
พี่อ้อยเจอดาราดังมาเยอะมากๆ อยากจะให้เม้าท์ดาราได้ไหม เม้าท์ในด้านที่เราประทับใจก็ได้? "ไม่ใช้คำว่าเม้าท์ได้มั้ย (ยิ้ม) ถ้าจะพูดถึงดาราที่ประทับใจที่ชื่นชมคือ หมิว ลลิตา หมิวเป็นคนน่ารักมีวินัย เป็นคนรับผิดชอบสูง เป็นคนนิสัยดี แล้วก็เป็นคนมีน้ำใจ (ยิ้ม)"
เคยตามไปสัมภาษณ์พี่หมิว ลลิตา หลายรอบ? "เคยสัมภาษณ์หมิวหลายรอบ ล่าสุดตอนที่หมิวทำบ้านใหม่ที่ชะอำ พี่เป็นคนแรกที่ได้ไปเปิดบ้านหมิว ด้วยความไว้วางใจของหมิว ตอนนั้นพี่ไปทำหนังสือแม็กกาซีนหัวนอกของอังกฤษชื่อ women and home นานแล้ว ทำอยู่ประมาณ 5 ปี ต้องไปเทรนงานก่อนที่อังกฤษ"
กลับมาเม้าท์ต่อดีกว่า ดาราดังคนอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง หลายคนอยากรู้? "พี่ปุ๊ (อัญชลี จงคดีกิจ) เป็นคนอารมณ์ดี น่ารัก พอเป็นคริสต์ก็เป็นคนที่มีเมตตาสูง" แฟนพี่ปุ๊สรุปเป็นใคร? "ว๊าย!!! ไม่รู้ พี่ไม่รู้เรื่องแบบนี้เลย (หัวเราะ)"
เคล็ดลับการทำนิตยสารแพรวให้ประสบความสำเร็จ? "ง่ายที่สุดเลยคือมีจรรยาบรรณ สมมติเราสัมภาษณ์ใคร จะไม่ทำให้คนที่เราสัมภาษณ์เสียหาย ยกตัวอย่าง พี่ไม่เอ่ยชื่อนะ พี่เคยสัมภาษณ์ดาราคนหนึ่ง เรื่องของเขาสนุกมากเลย แต่เรื่องสนุกนั้นพี่ไม่เอาลง เพราะถ้าตีพิมพ์ เขาอาจจะถูกฟ้องได้ พี่ตัดส่วนที่สนุกออกทั้งหมด จนมีคนอ่านบอกว่าบทสัมภาษณ์นี้จืดมาก แต่เรายอมเสียชื่อ
"ดาราคนเดียวกันนี้ ไปให้สัมภาษณ์นิตยสารอีกเล่ม เล่าเรื่องเดียวกันเลยที่สนุก หนังสือเล่มนั้นตีพิมพ์ทั้งหมด ผลคือดาราคนนี้ถูกฟ้อง 72 จังหวัด ตอนนั้นมีอยู่ 72 จังหวัด คือเรื่องแบบนี้พี่จะไม่ทำ"
โดนฟ้อง 72 จังหวัดเลยเหรอ เว่อร์ไปมั้ย เรื่องอะไรอยากรู้? "โอ๊ย! มันเป็นอดีตไปแล้ว อย่าไปรู้เลย"
อดีตต้องเรียนรู้นะ เพื่อให้ก้าวไปอนาคตไม่ผิดพลาด? "(หัวเราะ) มีคนเคยบอกให้พี่เขียนหนังสือ เล่าเบื้องหลังสัมภาษณ์ดาราแต่ละคน รับรองหนังสือต้องขายดีมาก แต่พี่ก็ไม่เขียน ไม่รู้จะเขียนไปทำไม พี่อยู่วงการแมกกาซีนมานาน สัมภาษณ์คนมามากกว่า 600 คน ที่เป็นดาราดังๆ ในยุคนั้น"
ดาราตัวพ่อตัวแม่ในยุคนั้น พี่อ้อยเคยเจอเคยสัมภาษณ์มาหมดแล้ว? "เจอมาหมดแล้วค่ะ" พี่อ้อยเป็นคนสัมภาษณ์เก่ง จับประเด็นเก่ง ทำได้ยังไง ให้สัมภาษณ์แล้วเขียนออกมาน่าอ่าน? "ต้องเป็นคนขี้สงสัยค่ะ
แต่ว่าความขี้สงสัย ก็ต้องมีวิธีถามนะ สมมติดาราคนหนึ่งเป็นผู้ชาย แต่เรารู้ว่าเขาไม่ใช่ชายแท้ เราจะไปถามให้เขาด่าหรือเปล่าว่า คุณเป็นตุ๊ดหรือเปล่า"
งั้นเปลี่ยนวิธีถามใหม่ว่า คุณเป็นพวกสีรุ้ง เป็นกลุ่มชายรักชายหรือเปล่า?"(ยิ้ม) คำถามแบบนี้ก็ไม่ถามค่ะ เพราะว่ามันเป็นคำถามที่ให้ความรู้สึกไม่สุภาพ พี่จะมีวิธีการถามแบบพี่ คำถามที่พี่ชอบใช้บ่อยนะ และได้รับความเมตตาจากคนตอบ ก็คือบอกว่า ‘ขอถามอะไรโง่ๆ หน่อยสิคะ’ เพราะเราไม่รู้จริงๆ คนให้สัมภาษณ์ก็มักจะยิ้มๆ แล้วตอบเรา เพราะอีนี่ยอมรับว่าตัวเองโง่ และไม่รู้อะไรเรื่องนี้ใช่มั้ย เขาก็จะเล่าให้เราฟัง
...
"อีกอย่างพี่เป็นคนพูดตรงๆ นึกออกมั้ยว่าสมัยก่อน การที่เราจะไปสัมภาษณ์ใครลงนิตยสาร คนนั้นต้องดังจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจะมีคิวแน่นมาก วันหนึ่งพี่นัดสัมภาษณ์ พี่ก็นั่งรอดาราดังคนนั้น (เซ็นเซอร์) แต่มันเกินชั่วโมงแล้ว พี่ว่าเขาไม่เคารพคนทำงาน พี่ก็กลับไปเทปเปล่า ไม่ได้สัมภาษณ์
"หรือบางครั้งถ้าสัมภาษณ์แล้วไม่สนุกเลย พี่ก็จะบอกคนให้สัมภาษณ์ตรงๆ เพราะเวลาคนอ่าน มันจะเป็นตัวเขาที่ให้ข้อมูล คือพูดง่ายๆ ว่าทั้งคนสัมภาษณ์และคนให้สัมภาษณ์ ต้องเคารพและร่วมมือกัน การสัมภาษณ์ของพี่แต่ละครั้ง จึงใช้เวลาเกินชั่วโมง ไม่รวมถ่ายรูป
"เวลาพี่ไปขอสัมภาษณ์ใคร ส่วนใหญ่ดาราก็จะให้พี่สัมภาษณ์นะ เพราะเขาไว้เนื้อเชื่อใจ พี่เบิร์ด ธงไชย เคยชมพี่ในพันทิป มีคนก็อปข้อความส่งมาให้อ่าน คือพี่เคยสัมภาษณ์พี่เบิร์ดหลายครั้งมาก แล้วในช่วงที่พี่เบิร์ดดังสุดๆ สื่อทุกเล่มสัมภาษณ์เขาหมด จนแทบไม่เหลือประเด็นอะไรแล้ว แต่พี่จับประเด็นในเรื่องที่คิดว่าคนไม่รู้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นพี่ตั้งคำถาม 50 เรื่องเล็กๆ ที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับเบิร์ด ธงไชย คนอ่านชอบกันมาก
"เวลาสัมภาษณ์ดารา เราจะถามด้วยความเคารพเขาอยู่แล้ว ให้เกียรติเขาอยู่แล้ว ไม่เคยทำให้เขาเสียหายอยู่แล้ว ไม่มีแม้สักนิดอยู่แล้ว ที่จะใช้อาชีพของเราทำให้คนอื่นเสียหายหรือเสื่อมเสีย"
ตอนนี้ข่าวเน่าข่าวคาวมีเยอะ ว่อนเน็ตไปหมด เพราะยอดวิวมันได้แยะ คนอ่านเยอะ คนต้องผลิตสื่อแนวๆ
นี้ออกมาเยอะๆ ตามไปด้วย เพื่อสนองให้คนอ่านๆ กันไป มองประเด็นนี้อย่างไร? "เหมือนไก่กับไข่
ผู้ผลิตสื่อ ผู้ผลิตรายการ ชอบบอกว่าเพราะว่าคนชอบแบบนี้ คนบริโภคข่าวก็บอกว่า เพราะผู้ผลิตผลิตแต่เนื้อหาแบบนี้ ก็เลยต้องแบบนี้ พี่ว่ามันไม่จริง
"สื่อเป็นโรงเรียนของสังคมนะ เราต้องช่วยกันผลิตสื่อดีๆ ออกมา ซึ่งพี่ก็ยังเห็นคนทำสื่อที่ตั้งใจผลิตเนื้อหาสื่อดีๆ มากมาย เพียงแต่จะทำอย่างไร ให้สื่อดีเผยแพร่ไปถึงผู้รับ เพราะตอนนี้แพลตฟอร์มของสื่อเปลี่ยนรูปแบบไปหมดแล้ว แล้วคนรับสื่อก็เป็นคนเลือก เป็นคนกำหนดเอง
...
"มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของอังกฤษ ดีมากเลย พี่ชอบมาก เขาบอกว่า การที่คนจะเสพสื่อ จะรู้ว่าสื่อไหนดีหรือไม่ดี คนเสพจะต้องมีเทสต์หรือรสนิยมก่อน คือพิจารณาเองได้ว่าสื่อไหนที่เรีกยว่าสื่อดี สื่อสร้างสรรค์"
พี่อ้อยเคยไปทำเว็บไซต์ ให้กับแกรมมี่อยู่พักหนึ่งด้วย? "ใช่ค่ะ ทำประมาณ 5 ปีกว่าหลังจากที่ออกจากนิตยสารแพรว" ตอนนี้เว็บข่าว เว็บโน่น นั่น นี่ แฟนเพจต่างๆ ก็กลับมารุ่งเรืองอีกแล้ว จะกลับมาทำเว็บอีกครั้งหรือไม่? "คงไม่ค่ะ ตอนนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปรวดเร็ว คาดการณ์ยากมาก ชีวิตคนทั่วโลกจะเปลี่ยนไปจากนี้อีกมากเพราะเทคโนโลยี"
ข่าวคาวข่าวฉาวข่าวเตียงหัก ข่าวบันเทิงเน่าๆ คนชอบอ่านมาก พี่อ้อยคิดยังไงกับข่าวแนวๆ นี้ที่ขายดี คนอ่านเยอะเว่อร์? "จะโกรธมั้ยถ้าตอบว่าไม่เคยสนใจเลย (หัวเราะ) พี่ไม่อ่านข่าวแบบนี้นะ" แต่คนส่วนใหญ่ชอบอ่านกัน? "เผอิญพี่เป็นคนส่วนน้อย (ยิ้ม)"
คนชอบเสพข่าวคาวดารากันเยอะมาก คนที่อ่านข่าวแนวนี้ไปเยอะๆ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? "พี่ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะพี่ไม่อ่าน ต้องไปถามคนที่ชอบเสพข่าวแบบนี้ ตอนเป็นนักสัมภาษณ์ที่นิตยสารแพรว ชีวิตพี่ผูกติดกับคิวดารานักแสดง เซเลปต่างๆ จนบางครั้งยังสงสัยตัวเองเลยว่า ทำไมพี่ไม่รู้คิวพ่อแม่ว่าว่างวันไหน แต่พี่รู้คิวดาราว่างวันไหน (หัวเราะ)
"ถ้าให้พี่ไปส่องดูว่าดาราคนไหนเตียงหัก ใครหักเตียงใคร มันไม่ใช่วิสัยพี่นะ แต่ถ้าถามว่าเวลาเราอยู่ในแวดวงแล้วคนมาเล่าให้ฟังเราก็ฟัง แต่ว่าเราไม่ได้สนุกไปกับการไปซื้อหนังสือมาอ่านเรื่องแบบนี้ ไม่ได้สนุกกับการเขียนเรื่องแบบนี้ พี่ไม่เคยทำเลย"
มองว่าข่าวบันเทิงคาวๆ ทำไมคนชอบอ่านเยอะจัง? "พี่ว่าคนไทยเป็นคนสนุก การเสนอข่าวที่คนสนใจไม่ผิดนะ มันทำให้มีสีสัน แต่คุณต้องมีจรรยาบรรณของสื่อ ว่าคุณทำได้แค่ไหน ขำๆ น่ารัก รับได้ แต่ไม่ใช่ไปบิดเบือนข้อมูลจนเขาเสียหาย มันอยู่ที่จรรยาบรรณของสื่อ เวลาเราแซวแบบน่ารัก เพราะเรารู้ เรามีมูล ไม่เป็นไร แต่บางทีบางข่าว มันไม่มีมูลเลยนะ (ยิ้มอ่อน)"
...
ทำยังไงจะให้มีสื่อดีๆ เยอะๆ เพิ่มมากขึ้นในเมืองไทยเรา? "ส่วนตัวพี่ไม่ได้เชื่อเรื่องการมีสื่อดีเยอะๆ แล้วจะช่วยแก้ปัญหา แต่พี่เชื่อว่าการให้การศึกษา ให้คนรู้เท่าทันสื่อ รู้ว่าเสพสื่อแบบนี้จะเป็นอย่างไร เพราะคุณเสพสื่ออย่างไรคุณก็เป็นอย่างนั้น คุณต้องรู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ และนำสื่อมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวคุณเอง การให้การศึกษาในมิติของการรู้เท่าทันสื่อ จึงเป็นเรื่องสำคัญกว่าผลิตสื่อดี”
พรีเซนเตอร์โฆษณาที่หล่อสวย ดาราดังมาเป็นกันเยอะแยะ พูดตรงๆ ได้มั้ยว่าพวกนี้หลอกลวงไม่เป็นความจริง? "พูดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะดาราบางคนก็เป็นคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ จริง ก็อยู่ที่คุณธรรม จริยธรรม และสำนึกของแต่ละคนนะ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณมีอิทธิพลต่อแฟนคลับของคุณ ก็อยู่ที่คุณเลือกว่าจะใช้ข้อดีตรงนี้ ให้เกิดประโยชน์กับผู้คนมากน้อยแค่ไหนอย่างไร"
ต้องรู้เท่าทันดารา แต่ดาราดังหลายคน รู้ทั้งรู้ว่าสินค้าไม่ค่อยโอเค แต่ฉันอยากได้เงิน ก็ต้องอวย ต้องโพสต์ ต้องรีวิว ต้องไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้? "ไม่ว่าจะทำอะไรนะคะ จรรยาบรรณของคนทำสื่อต้องมี คนเสพสื่อต้องรู้เท่าทันสื่อ คนดังหรือดาราที่มีอิทธิพลต่อคนทั่วไป ก็ต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช้ความมีอิทธิพลของตัวเอง ไปโน้มน้าวคนอื่นในทางที่ไม่ดี"
คุณธรรมจริยธรรมกินไม่ได้ ต้องเอาเงินไว้ก่อน พี่อ้อยจะตอบยังไงดี? "ไม่ตอบค่ะ ไม่ใช่เรื่องของพี่ (หัวเราะ) พี่ไม่เชื่อโฆษณา เวลาเราจะเลือกใช้อะไร เราต้องมีความรู้ของเราเอง ถูกมั้ยคะ ว่าสินค้านั้นๆ มันเหมาะกับเรามั้ย ทุกอย่างอยู่ที่ความรู้ ต้องมีความรู้ค่ะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม"
อยากให้พี่อ้อยแนะนำหนังสือ 3 เล่มที่เขียนให้ฟังหน่อย ขายของเลย? "(ยิ้ม) ไม่ถนัดขายของ แต่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ เพราะมันเป็นความจริงที่สุดแล้วของชีวิต ความรัก ความจากพราก และความตาย ไม่มีใครแม้สักคนเดียวที่จะไม่เผชิญความจริงเหล่านี้
เล่าถึงคอนเซ็ปท์ของหนังสือเล่มนี้? “เป็นการตั้งคำถามจากการอ่านหนังสือกว่า 100 เล่มในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความจากพราก และความตาย ในหลากหลายมิติ ทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา แม้กระทั่งศาสนา แล้วสรุปเป็นประเด็นที่น่าสนใจ มาถามท่านแม่ชี ยกตัวอย่างในบทสนทนาว่าด้วยความรัก พี่ตั้งคำถามว่า...
อ้อย มนทิรา : ความรักอาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด และโอกาสที่จะสูญเสียก็มีไม่น้อย กระนั้นคนก็ยังอยากมีความรัก เป็นเพราะเหตุใด?
แม่ชีศันสนีย์ : ความรักมันมีเสน่ห์ ถึงแม้มันจะให้ความชุ่มชื่นในระยะสั้น ก็ยังดีกว่ายืนเหือดแห้ง ต้นไม้จะไม่ยืนตาย ถ้ายังได้น้ำและความชุ่มชื่นอยู่ แม้แต่น้อยไม่ได้มาก ก็ยังพยายามดำรงชีวิตอยู่ต่อไป คนที่เรียนรู้กับความรัก ความรักเป็นการเติบโตและต่อยอด...
"รายได้จากหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้มอบให้ ‘เสถียรธรรมสถาน’ ค่าลิขสิทธ์ของพี่เองก็มอบให้ทั้งหมด” หนังสือ The Book of Truth บทสนทนาว่าด้วย ความรัก ความจากพราก และความตาย ปัจจัยที่ได้จากการร่วมบุญหนังสือชุดนี้ รวมทั้งค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด มอบให้ ‘เสถียรธรรมสถาน’ เพื่อ “ธรรมาศรม”
อาศรมปฏิบัติธรรมสำหรับคนทุกเพศวัย ที่มีจุดหมาย ‘พ้นทุกข์’ สั่งหนังสือพร้อมร่วมบุญได้ทางไลน์
LINE @TheTruthChannel (มี @)
ตอนนี้เมืองไทย คนไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือกันแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เพราะว่าเคยได้ยินว่า คนไม่อ่านหนังสือ คนจะไม่มีคุณภาพ ประเทศก็จะไม่พัฒนา พี่อ้อยมองจุดนี้อย่างไร? "คนยังอ่านหนังสือนะคะ แต่อ่านในแฟลตฟอร์มอื่น การอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่ม ที่เป็นหน้ากระดาษอาจจะน้อยลง ทว่าหนังสือก็ยังเป็นสื่อชนิดเดียว ที่ส่งเสริมจินตนาการได้ดีที่สุด เรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับอยู่แล้ว
"ดังนั้นเขาถึงบอกว่า เด็กตั้งแต่ 0-6 ขวบ ไม่ควรปล่อยให้ไปแตะอะไรที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เลย เพราะมันจะทำให้พัฒนาการ การเรียนรู้ของเด็กช้า เด็กจะไม่มีสมาธิ จับประเด็นไม่ได้ เชื่อมโยงไม่ได้ สรุปความคิดรวบยอดไม่ได้
"หนังสือเป็นสื่อชนิดเดียว ที่สามารถให้สิ่งเหล่านี้กับเด็กได้ ดังนั้นคุณต้องปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ ยกตัวอย่างนะคะ มันอาจจะเหมือนพูดแล้วชมลูกตัวเองนะ แต่อันนี้คือครูที่โรงเรียนเขียนมาชมเลย ลูกสาวพี่ พี่อ่านหนังสือให้เขาฟังตั้งแต่เด็กๆ เวลาเราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ลูกจะอยู่ในอ้อมกอดแม่ นึกออกมั้ยคะ วงแขนที่โอบกอดลูก ศีรษะเขาที่แนบอยู่กับหัวใจเรา จังหวะการเต้นของหัวใจแม่และลูกจะสื่อถึงกัน ความสัมพันธ์มันจะแนบแน่นลึกซึ้ง จนถึงเวลานี้ เขาก็ยังอ่านหนังสือเป็นเล่มอยู่นะ ต่างกันตรงที่เวลานี้ลูกอ่านให้แม่ฟัง (ยิ้ม)
"ครูชมว่า ลูกสาวมีสมาธิดีมาก เพื่อนๆ ลูกสงสัยว่า ทำไมเธอรู้เรื่องนี้ รู้เรื่องนั้นดีจัง ทุกอย่างมาจากในหนังสือทั้งหมด อันนี้เป็นพัฒนาการที่เห็นได้ชัดที่สุด ถามว่าเขาดูไอแพดมั้ย ก็ดูนะ เล่นมือถือมั้ย ก็เล่นนะ
เพราะเขาโตแล้ว แต่ว่าเราจะกำหนดเวลาในการดู แล้วก็คอยดูว่าเขาดูอะไร เราจะไม่ปล่อยให้เขาอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากเกินไป ซึ่งจะทำให้พัฒนาการเขาไม่สมวัย
"เพราะสื่อที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย จะส่งผลต่อกระบวนการคิด เคยสงสัยมั้ยคะ ว่าทำไมเด็กถึงอ่านหนังสือเรื่องหนึ่ง แล้วย้ำให้เราอ่านๆ อยู่นั่นแล้ว เพราะนั่นคือกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ที่ต้องทำซ้ำๆ พี่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง บางทีขี้เกียจ ก็ข้ามไปหนึ่งประโยค เขาจะทักทันที เขาจำได้ นั่นคือการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งเรื่องเหล่านี้พ่อแม่ต้องให้กับลูกๆ ตัวเอง”
จะกระตุ้นให้คนไทย หันมาอ่านหนังสือให้มากขึ้นได้อย่างไร? "โลกมันพัฒนาก้าวไกลไปแล้ว เราต้องยอมรับความจริง หนังสือมันไม่ตายหรอกนะ เด็กปฐมวัยยังต้องใช้หนังสือเป็นกระบวนการในการเรียนรู้
เทคโนโลยีมีประโยชน์นะคะ แต่เราต้องเลือกให้เหมาะกับช่วงวัย ที่ญี่ปุ่นคนยังอ่านหนังสือกันเยอะอยู่
เพราะเขาปลูกฝัง และมีวินัย บวกกับคุณภาพคน เรื่องของคุณภาพคนมันครอบคลุมหลายเรื่องนะ แต่ที่สุดแล้ว การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในการพัฒนาคน เปลี่ยนแปลงสังคม แม้กระทั่งลดความเหลื่อมล้ำ"
เรื่องการรักการอ่าน ทางรัฐบาลน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรง ในการทำให้คนในชาติสนใจรักการอ่านมากขึ้น? "ภาครัฐมีผลอยู่แล้ว เพราะอำนาจรัฐสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้ แต่อยากบอกว่าถ้าให้ทุกอย่างไปขึ้นอยู่กับภาครัฐ พี่ว่าไม่ถูก ปัจเจกควรช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเองก่อน เช่นง่ายที่สุด พ่อแม่ต้องปลูกฝังการรักการอ่านให้ลูก ต้องอ่านหนังสือให้ลูกฟัง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกอ่านหนังสือ เรื่องนี้ไม่ต้องรอรัฐ รัฐอาจจะมาช่วยในภาพใหญ่ เช่น ลดภาษีกระดาษเพื่อทำให้ราคาหนังสือถูกลง มีมาตรการส่งเสริมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อให้คนในชาติรักการอ่าน เหมือนที่สมัยก่อนเคยมีโครงการบุ๊คสตาร์ท (Book Start)"
บุ๊คสตาร์ทคืออะไร? "โครงการหนังสือเล่มแรก เด็กเกิดมาจะได้ถุงของขวัญที่เป็นหนังสือ เพื่อปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน โครงการแบบนี้เป็นเรื่องที่รัฐควรส่งเสริมและสนับสนุน ว่าคุณอยากให้คุณภาพของคนในชาติเป็นอย่างไร"
อยากให้พี่อ้อยฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ เรื่องการกระตุ้นให้คนหันมาสนใจการอ่านให้มากขึ้น? "พี่เชื่อเรื่องปัจเจกนะ (ยิ้ม) พี่ไม่หวังว่าคนอื่นจะช่วยเราถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้คนที่ทำได้ดีที่สุดคือ คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ครอบครัวคือหน่วยเล็กที่สุดของสังคม ต้องเริ่มต้นที่นี่ และเดี๋ยวนี้ เด็กเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ จะโทษว่าเด็กไม่ดีไม่ได้ เด็กเป็นผลผลิตของผู้ใหญ่ ถ้าเด็กไม่ดีต้องโทษผู้ใหญ่"
ตอนนี้พี่อ้อยหันมาทำงานด้านสื่ออีกครั้ง? "ที่จริงทำงานด้านสื่อมาตลอดนะคะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการผลิตสื่อ" หน่วยงานนี้ตั้งมาแล้วกี่ปี? "กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยแล สร้างสรรค์ตั้งมา 4 ปี แล้วค่ะ" ได้เงินมาจากไหน? "ได้เงินมาจาก กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)
ปีนี้ได้งบประมาณเท่าไหร่? "แต่ละปีไม่เท่ากัน แต่ปีนี้ประมาณ 400 กว่าล้าน ทุกปีกองทุนจะประกาศให้ทุนสนับสนุนกับผู้รับทุนทั้งในแบบเปิดรับทั่วไปและแบบยุทธศาสตร์" ทุกเพศทุกวัยส่งโครงการเข้ามาได้เลย? "ใช่ค่ะ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กองทุนกำหนด โครงการที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ ก็จะได้รับทุนสนับสนุน เพื่อผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยพี่รับผิดชอบในฝ่ายเด็กและเยาวชน ช่องทางติดต่อกองทุนฯค่ะ www.thaimediafund.or.th เฟซบุ๊ก www.facebook.com/ThaiMediaFundOfficial 0 2 273 0116-8"
สักสื่อหนึ่งที่อนุมัติแล้วมันเห็นผล? "มีหลายโครงการไปแล้วนะคะ แต่จะขอยกตัวอย่างในฝ่ายเด็กและเยาวชน เป็นโครงการของปี 60 ชื่อโครงการ “บรูด้าน้อยผจญภัย” แอนิเมชั่น 2D สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นแอนิเมชั่นฝีมือคนไทยระดับอินเตอร์เนชั่นแนล โครงการนี้โรดโชว์ไปต่างประเทศ และได้รับรางวัล ขณะนี้ได้รับความสนใจจากทาง Netflix”
อันนี้เกิดผลดีกับเด็กยังไงบ้าง? "เป็นสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับเด็กวัย 3-6 ขวบ สอนให้เด็กอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเล รักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เลย"
พี่อ้อยอยากจะผลิตสื่ออะไรที่เป็นของตัวเองมั้ย ในฐานะที่เราทำงานด้านสื่อมานานมากๆ เยอะมากๆ ตั้งแต่เริ่มทำงานจนตอนนี้ ก็เป็นผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน? "ตอนนี้ไม่ได้คิดอยากจะผลิตสื่อ เพราะทำสื่อมาตลอดชีวิตแล้ว แต่ส่วนตัวแล้วสนใจเรื่องการศึกษา มีความรู้สึกว่าการศึกษา เป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทย"
ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการศึกษา อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านๆ มาก็ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังด้วยหรือเปล่า? "พูดแบบนั้นไม่ได้หรอก พี่ว่าทุกยุคทุกสมัยรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการศึกษาของไทยมาโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างที่ใหญ่และซับซ้อนทำให้เคลื่อนยาก การแก้ปัญหามีตั้งแต่ระดับเล็กจนถึงระดับใหญ่ เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แต่ถ้าเราทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพในทุกภาคส่วนสำเร็จ ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างมาก และจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างได้ผลที่สุด"
การพัฒนาเด็กอย่างไรให้เห็นผลจริง? "ก็ต้องเริ่มจากเด็กเล็ก เพราะว่ามีงานวิจัยยืนยันมาแล้วว่า ถ้าเราเริ่มจากเด็กเล็กระดับปฐมวัย เราลงทุน 1 บาท เราจะได้ 12 บาท เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลเลยนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะให้ความสำคัญกับการศึกษา แล้วมุ่งเป้าไปเริ่มที่การพัฒนาเด็กเล็กก่อน ค่อยๆ สร้างขึ้นมา โฟกัสที่เด็กปฐมวัย จะคุ้มค่ามากที่สุดกับการลงทุน ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลเลย ว่าที่จริงต้องเริ่มตั้งแต่ในท้องด้วยซ้ำ
"ตอนนี้เขากำลังรณรงค์ ให้มีการยกเลิกการสอบเข้าป. 1 ของเด็ก คือเด็ก ป.1 ไม่ควรต้องสอบแข่งขัน
เพราะการบังคับให้เด็ก ป.1 ต้องเรียนหนัก ต้องติวเพื่อสอบแข่งขันให้ได้ มันไม่ใช่วัยของเขา หรือแม้แต่เด็กเล็กให้มาสอนเขียนอ่านกันมากๆ มันก็ไม่ใช่ เพราะการเรียนรู้ของเด็กคือการเล่น เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น การส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการในการเล่นอย่างเป็นธรรมชาติ จะเป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพ”.