หลายคนไม่รู้ว่าชีวิตหลังไมค์ของนักร้อง-ดีเจชื่อดัง ตั๊กแตน ชลดา หรือ พบพร ภาคินทร์ หลังจากที่วางไมค์จากการร้องเพลงและการจัดรายการ ตั๊กแตน ชลดา ก็จะมีอีกโลกนึงที่เธอเอาไว้อยู่เพื่อชาร์จพลังให้ตัวเอง นั่นก็คือบ้านสวนที่จังหวัดขอนแก่น ที่สาวตั๊กแตนซื้อเอาไว้เพื่อใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำไร่ ปลูกผักเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาเอาไว้กิน
โดยตั๊กแตนได้เปิดอาณาจักรบ้านสวนที่รายการ Woody World เป็นครั้งแรก และเล่าเรื่องราวชีวิตหลังจากที่ต้องเลิกรากับอดีตสามี เพชร สหรัตน์
บ้านสวนนี้เห็นในอินเทอร์เน็ต มาเห็นของจริงแล้วชอบบรรยากาศ ก็เลยซื้อไว้ ตอนนี้ก็ต้องบำรุงดินก่อน และจะซื้อรถไถมาไถพรวนดิน และก็มีเลี้ยงไก่ไข่ มีแปลงปลูกผัก ขุดบ่อเลี้ยงปลา เวลาเลิกคอนเสิร์ต หัวใจมันอยู่ที่นี่ มีเวลาแค่ช่วงเช้าถึงเย็นก็มา ตีรถจากรังสิตมาขอนแก่น
ซึ่งงานจ้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคกลาง แต่ก็อยากมา เพราะมันเป็นความสุขยอมเหนื่อยเพื่อที่จะได้มาอยู่ที่นี่ ถึงแม้จะปลูกผักตายหมดก็ตาม (หัวเราะ) เริ่มมาทำตั้งแต่ต้องมาฟันกอไผ่เอง ถางหญ้าเอง มือแตกมือลอกหมด ถ้าแฟนเพลงจับมือก็จะสากๆ หน่อย
...
ส่วนเรื่องชื่อ พบพร นั้น เสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ต ชื่อนี้ไม่ได้หาหมอดู ซึ่งแปลว่า ผู้ที่จะได้เจอแต่ผู้ประเสริฐแล้ว เราจะได้เจอแต่คนดีๆ ถ้าได้เจอคนดี ทุกอย่างมันจะดีตามหมด และ ภาคิน คือคนใจกว้าง มีทรัพย์สมบัติ
เมื่อถูกถามถึงเรื่องความรักในอดีต เจ้าตัวก็เปิดเผยว่า เคยแต่งเพลง บ่มีผัวบ่ตายตั้วค่ะ เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตเกิน 50% มันเป็นบาดแผลที่ใหญ่มาก เหวอะหวะ และมันทรมานมาก ซึ่งมันก็มาจากตัวเองล้วนๆ ร้องไห้ จมปลักไม่กินข้าวหลายเดือน ไปร้องเพลงตามหน้าที่ ร้องไปเฉยๆ ไม่มีจิตวิญญาณ แต่บาดแผลนี้มันทำให้เราโตขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับนึง และหลังจากเหตุการณ์นั้นก็เป็นโสดมาปีกว่าแล้ว
ถามว่าคนรู้มั้ยว่าเราแย่ขนาดนี้ คนไม่รู้หรอก เพราะเห็นแต่มุมเข้มแข็ง สตรอง มุมที่แข็งแกร่ง ถามว่าตอนที่แย่รู้สึกอย่างไร ในตอนนั้นในหัวคิดแต่ว่าเรารักเค้า ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ในหัวสมองจะคิดแค่ว่าทำไม ในหัวใจมีแต่ความคาดหวังเต็มไปหมด
ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามันเสียไปแล้ว มันเอาคืนไม่ได้แล้ว แต่ก็มีแต่คำถามว่าทำไมๆ ช่วงพีคคือร่างกายมันสั่ง ไม่กินข้าวกินน้ำ ใจนึงเราสตรองแต่อีกใจนึงยังอ่อนแออยู่ มันเป็นเพราะหัวใจเราไม่ยอมปล่อยวาง ยังคิดไม่ได้ว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร ไม่จากเป็นก็จากตาย
...
จุดที่ทำให้มันดีขึ้นคือ นั่งเฉยๆ นิ่งๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง รู้สึกผ่อนคลาย ล่องลอย แล้วมันคิดได้ทีละสเตปเลยว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป ถ้าแก้ที่คนอื่นไม่ได้ ทำไมไม่แก้ที่ตัวเอง ถอยออกมา บาดแผลที่เกิดขึ้น เกิดจากเรามองโลกในแง่ดี มองจนเป็นสีชมพู
ส่วนเรื่องที่มาเป็นดีเจลุคนี้เพราะมันมาจากความนึกสนุก เป็นคนชอบเล่นมุก และมีความฝันอยากเป็นดีเจ ก็เลยทำเลย ทำสนองนีดตัวเอง ตอนนี้พยายามทำอะไรที่มีความสุข ทำแล้วดีต่อใจ อยากส่งมอบความสุขให้กับทุกคน มันก็มีทั้งคนที่ชอบและคนไม่ชอบ และเราก็ได้แฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกมากลุ่มนึง มันทำให้เรามีพลัง
...