จากกรณีที่ กานต์ วิภากร ได้บุกไปที่บ้านของ เสก โลโซ เพื่อทวงเอาสามี และบ้านของลูกคืน โดยตนใช้สิทธิ์ของความเป็นแม่ และมีสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งต่อมา เสก เองก็ได้แจ้งตำรวจเพื่อมาจับกุมตัว กานต์ ให้ออกไปจากบ้าน แต่เจ้าตัวไม่ยอม พร้อมกับประกาศห้ามใครมาแตะต้องตัว
จนกระทั่ง ผกก.สน.คันนายาว ได้มาถึงที่บ้าน จึงได้เรียกมานั่งคุยกัน เพื่อให้ใจเย็นลง พร้อมกับบอกจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะ เสก เป็นเจ้าบ้าน ในเมื่อเจ้าบ้านแจ้งความมา ก็ต้องพาผู้บุกรุกไปดำเนินคดีตามกฎหมาย และสั่งให้ กานต์ หยุดไลฟ์ทันที (อ่านข่าว เสก สุดทนแจ้งจับอดีตเมีย กานต์ ประกาศศักดา ขอดีต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย (คลิป))
และล่าสุด กานต์ ก็ได้โพสต์ข้อความร่ายยาวเป็นข้อๆ ถึงเหตุผลที่ต้องบุกไปบ้านของเสก เพราะก่อนหน้านั้น เสก ได้ไลน์มาหาตัวเอง โดยบอกว่า อยากให้ลูกมาอยู่ด้วยที่บ้านอาทิตย์ละ 2 วัน ตัวเสกเองกำลังจัดเตรียมบ้านให้ลูกอยู่ ซึ่ง กานต์ เองก็ได้ถามกลับว่า ถ้าลูกไป ต้องไม่มี อีฟ หรือใครอยู่ในบ้านหลังนั้น
เพราะน้องลอนดอน ลูกสาวคนเล็ก รักพ่อและหวงมาก เพื่อเป็นการถนอมจิตใจเด็ก ก็ต้องไม่มีผู้หญิงอยู่ในบ้าน และตนเองก็ได้ตกลงนัดวันกับเสกแล้วเพื่อที่จะเข้าไปเช็กความเรียบร้อย
ข้อถัดมาคือ เหตุการณ์วันที่กานต์เข้าไปบ้านของเสก ในคืนวันที่ 2 นั้น กานต์บอกว่า เป็นแผนเพื่อให้ตนเองเข้าไปอาละวาดบ้าน และเรียกให้ตำรวจมาจับเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาล โดยกานต์บอกว่า เหตุการณ์นี้ทางฝั่งนั้นได้วางแผนมาเป็นเดือนแล้ว ซึ่งคนที่บงการเรื่องนี้ก็คือ สาวทอมและอีฟ แต่โชคดีที่ว่า พ่อแม่ น้องสาวเข้ามาช่วยได้ทันพอดี ตำรวจจึงไม่สามารถล็อกตัวตนเองได้
ทั้งนี้ กานต์ยังบอกอีกว่า ใครทำเรื่องนี้ไว้ก็เตรียมตัวรับผิดชอบกันได้เลย จะเอาตัวเองเข้าโรงพยาบาลเพื่อยึดธุรกรรมทางการเงินไป ขนาดเงินของลอนดอนที่ฝากไว้กว่าล้านบาท ฝ่ายนั้นยังเอาออกไปได้ เดี๋ยวจะจัดการให้เท่าๆ กันแน่ พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า คุกยังพอมีที่ว่างสำหรับพวกสกปรกโสโครกเสมอ
ข้อต่อมา กานต์ ได้เขียนว่า การที่จะมาจับตนเองเข้าโรงพยาบาลได้นั้น ต้องมีการเซ็นยินยอม ซึ่งคนที่เซ็นได้ก็คือ น้องเสือ คนเดียวที่มีสิทธิ์มาสั่งจับไปรักษาจิตเวช และเป็นเจ้าของไข้ ทั้งนี้กานต์ยังบอกอีกว่า ถ้าตนเองเป็นบ้าจริง จะหาเงิน จะเลี้ยงลูกมาขนาดนี้ได้ยังไง ตัวนักร้องดังเองก็ไม่เคยมาดูแล แถมยังติดหนี้ตัวเองกว่า 20 ล้านอีกด้วย
และยังบอกอีกว่า เสก โลโซ นั้นยังไม่หายดี แต่ลูกชายตนถูกคนพวกนั้นหลอกว่าพ่อหายดีแล้วให้กลับไปรับการรักษาต่อที่บ้านได้ และทางโรงพยาบาลจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ รวมไปถึงหมอเจ้าของไข้ด้วย ที่ไปเชื่อคนฝั่งนั้น
สุดท้าย กานต์ ยืนยันว่า การที่ตนจะออกมาทำอะไรนั้น ได้มีการไปปรึกษากับที่ปรึกษาส่วนตัวแล้ว และที่ปรึกษาก็เป็นนักจิตวิทยาอีกด้วย.