มีผลงานให้แฟนๆได้ฟินต่อเนื่อง สำหรับซุป’ตาร์หนุ่ม บี้ เดอะสตาร์ หรือสุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว มอบความสุขผ่านเสียงเพลงกับซิงเกิลล่าสุด “ก่อนเช้า” เพลงป๊อปที่คุ้นเคย มาให้จั๊กจี้หัวใจใครต่อใคร งานนี้เลยต้องคว้าซุป’ตาร์คนดังมาอัปเดตชีวิตสโลว์ไลฟ์ ไม่ “บ้า” งานหนักเท่าแต่เก่าก่อน มีความสุขใจกับชีวิตที่เป็นผู้ให้ เพราะอะไรถึงทำให้หนุ่มบี้เปลี่ยนไป ในคนดังนั่งคุย
ทำไมต้องก่อนเช้า
“ก่อนจะเป็นคำคำนี้ มีคำนึง ฟ้าเหลือง หรือบิณฑบาต อืมมมม อย่าเสี่ยงเลย งั้นก็ก่อนเช้า แค่คำนี้คนก็คิดกันแล้ว เนื้อเพลงค่อยๆนั่งดูชวนคิด เลยชื่อเพลงธรรมดาก็แล้วกัน”
เพลงนี้แตกต่างจากซิงเกิลที่ผ่านมายังไง “แตกต่างแน่นอน อยากให้ลองฟัง ร้องแค่แป๊บเดียวผ่านเลย เพลงจะพูดถึงผู้หญิงเซ็กซี่คนนึง เซ็กซี่มากในสายตาเรา ส่วนดนตรีจะเร็วกว่าเพลงช้า แต่ช้ากว่าเพลงมีเดียม ฉะนั้นเพลงจะมีจังหวะให้โยก มีจังหวะให้จินตนาการ”
จะไม่ค่อยเห็นบี้ร้องเพลงแนวช้าๆซึ้งๆบ่อยนัก “ก็มีเหมือนกันแต่จะเป็นเพลงประกอบละครมากกว่า แต่เรานึกถึงโชว์ ตัวคนจะได้โยกตามเลยต้องเลือกแนวโยกได้ด้วย เป็นคนชอบสนุกสนาน เพลงช้าเศร้าโศกอาจจะไม่เหมาะกับเรา อย่างน้อยเพลงช้าก็ต้องให้มีจังหวะหน่อย”
...
กระแสเพลงก่อนเช้าล่ะเป็นยังไงบ้าง “เค้าก็ชื่นชอบนะ เพราะแฟนๆรอคอยเมื่อไหร่เราจะมีเพลงออกมาซะที จากเพลงถลำ เกือบๆ 2 ปีที่แล้ว กับเพลงเธอคือพรหมลิขิต ตอนแรกตั้งใจจะปล่อยมาเป็นซิงเกิลแต่มันอยู่ในละครเธอคือพรหมลิขิต แฟนๆเลยบอกว่าไม่นับ ถือเป็นเพลงละครไป ฉันคิดถึงพี่บี้ที่ร้องเป็นซิงเกิล อย่างนั้นถือเป็นเพลงประกอบละคร โอเค ได้ๆ งั้นละครเรื่องนี้เลยให้พี่อะตอมมาร้องเพลงประกอบละคร ส่วนเราทำหน้าที่ร้องเพลงก่อนเช้า โดยไม่เกี่ยวข้องกับละครเลย”
เริ่มเขียนเพลงเอง
“การเริ่มไอเดียก็หลายปีแล้วนะ เพียงแต่จะมากน้อยแค่ไหน ช่วงปีแรกๆ จะน้อยเพราะไอเดียไม่ค่อยมี กระบวนการก็ไม่รู้ด้วยเค้าทำกันยังไง เริ่มต้นยังไง ให้โปรดิวเซอร์มาคุยกับผมแล้วกัน ผมเป็นคนแบบนี้แหละ แล้วเค้าไปเขียน แต่หลังๆเราเรียกเค้ามาคุยว่าความต้องการของเราคืออะไร จินตนาการเป็นยังไง รบกวนพี่ช่วยทำให้มันเป็นจริงให้หน่อย ผมจะมีการเล่นคำ เจ้าบทเจ้ากลอนอยู่บ้าง แก้คำนี้นิดๆหน่อยๆ ตัดขอบได้แต่จะให้ผมเริ่มต้นเขียนผมยังทำไม่ได้ พยายามทำ แต่รู้คำนี้ดี คำนี้โดน”
การใช้คำต่างๆ สรรหาแรงบันดาลใจมาจากไหน “จริงๆจะชอบการเล่นคำของเพลงสมัยนี้ เล่นคำที่อินเทรนด์บ้างคำคลาสสิกบ้าง คำแปลกๆบ้าง คำที่ไม่เคยเห็น ตอนนี้ตลาดโลกของคำมันเปิดกว้างขึ้นกว่าเมื่อก่อน และเราชอบอ่านหนังสือ ทำให้เราเห็นคำเยอะเลยนำมาใช้ในเพลงดีกว่า”
แสดงว่าเริ่มมีเวลาว่างถึงอ่านหนังสือ “เริ่มมีเวลาว่าง เมื่อก่อนทำงาน 7 วัน เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่าทำงาน 7 วัน มันเหนื่อยเกินไป บางครั้งความสุขในการทำงานมันหายไป เลยแบ่งเวลา พอมีเวลาว่างปุ๊บได้จับหนังสือ ผมชอบขีดเส้นใต้ประโยคสำคัญ ประโยคนี้ความหมายดีนะ จะมีคำดีๆที่ซ่อนอยู่จะเก็บคำเหล่านั้นเอาไว้ในคลัง พอคุยกับโปรดิวเซอร์จะบอกชอบเพลงนี้”
โซเชียลบี้ก็เริ่มเล่นมากขึ้นแล้ว
“เริ่มเข้ามาดูมากขึ้น มันมีคำแปลกๆเกิดขึ้นมา เราจะได้ตามเค้าได้ทัน ไม่ได้กลัวเอาต์แต่บางครั้งโลกหมุนไปยังไงเราก็อยากรู้หน่อย รู้ว่าเค้าเป็นแบบนี้ แค่รู้ตาม เค้าบ้างไม่ถึงขนาดกลัวตก ข่าวอะไรขนาดนั้นช่วง แรกชีวิตอยู่กับงานอยู่ กับรอบข้างก็รอบข้างจริงๆ ไม่ได้เจอใคร ช่วงแรกๆโลก โซเชียลไม่ยุ่งเลย”
...
วันที่บี้ตัดสินใจเล่นไอจีดูคนรอบข้างตื่นเต้นมาก “ทีมงานบังคับให้เปิด คุณโต้ง (พีอาร์) เอามือถือผมไปเลย ไปตั้งชื่อให้เสร็จ ลองเล่นดูก็สนุกดีแต่พยายามไม่แอดใคร อยากรู้เรื่องของใครก็ไปกดชื่อดูเอาเพราะว่ามีคนบอก ถ้าแอดเฟรนด์คนนี้แล้วไปอันฟอล (ไม่ติดตาม) เดี๋ยวมีปัญหาอีก เลยไม่กดติดตามใครเลย ผมฟอลโล 3 คน จบ มีแค่นี้”
สมัครใจเป็นสายส่อง “สายส่องก็น่าเกลียดเกินไป (ยิ้ม) เอาว่าใครมีประเด็นอะไรได้เรียนรู้เค้าก็พอ”
ปรับตัวหมุนให้ทันโลกโซเชียล ทั้งๆที่ปกติเราจะอยู่แค่งาน “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราทำงานวงการบันเทิง โลกหมุนไปไกลแล้วเราอยู่ที่เดิม ขนาดธรรมะยังมีวิธีการนำเสนอ เพลงก็เหมือนกัน เป็นเรื่องของอารมณ์ การสื่อสารแต่เปลี่ยนวิธีนำเสนอ”
ทำงานตลอดมีเวลาเล่นโซเชียลด้วยเหรอ “ใช้เวลาก่อนนอนให้เวลา ครึ่ง ชม. จะดูหัวข้อข่าวสำคัญๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ให้พอรู้ว่ามันมีประเด็นข่าวอะไรแค่นี้”
ไม่อยากตกข่าวเพราะกลัวคุยกับคนไม่รู้เรื่องรึเปล่า “ไม่ได้กลัวตกข่าว พอโลกมันไป เราต้องไปตามโลกถึงแม้เราจะเป็นคนขวางโลก (ยิ้ม) แต่เราต้องเรียนรู้ด้วยว่าโลกกำลังทำอะไรกันอยู่ ต้องปรับตัวตามเค้าด้วย”
...
แพลนชีวิตตั้งใจจะทำอะไรอีกมั้ย
“ไม่ทำแล้ว ช่วงนี้โปรโมตเพลง ที่เหลือนอนมองเพดาน (อยู่ห้อง) เที่ยวบ้าง อยู่กับแม่อยู่กับพ่อ ทำบุญบ้าง กลับบ้านมาก็นอนมองเพดานไป”
พูดน่าสงสารเชียวมองเพดาน “ผมเลือกที่จะมองเพดานผมว่าสนุกดี งานมีแต่ไม่รับทั้งหมด เราเลือกแล้วว่าขอเลือกงานที่เราอยากทำจริงๆ เมื่อก่อนเราทำงาน 7 วันมันเหนื่อยเกินไป เราคิดอะไรไม่ค่อยออก เวลาไปกองละคร ผู้กำกับจะถามคุณดีไซน์ตัวละครตัวนี้ว่ายังไง? ผมคิดไม่ค่อยออก ตาบวม นอนน้อย เรารู้ว่าจินตนาการเราปลดปล่อยได้มากกว่านี้ รู้มีของมากกว่านี้แต่เราดึงศักยภาพออกมาไม่ได้เพราะเรานอนน้อย คิดอะไรไม่ออกจนเรามาคิด มันไม่มีประโยชน์แล้ว ในการที่เราได้เงินมาก็จริง พ่อแม่เราอยู่เชียงใหม่ กินข้าวกินปลาในตลาดเหมือนเดิม พ่อเกษียณแล้วทำตัวเหมือนเดิม ไม่มีใครไฮโซขึ้นสักคน บี้ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยู่คอนโดห้องเล็กๆ แล้วเราจะทำงาน 7 วัน หาเงินเยอะๆไปทำไม พอว่างๆเข้าวัดไปบริจาคบ้าง ทุกอย่างเหมือนเดิม งั้นไม่ทำงาน 7 วันแล้ว ทำงานอาทิตย์นึง 2-3 วัน 4 วันบ้าง ปรากฏว่าเราไปกองละครเราคิดออก เราสดใส เราทำงานทำเต็มที่สนุกสนาน สบายใจ เลยอ่อ เข้าใจเป็นอย่างนี้นี่เอง เลยเป็นคำตอบของการมองหลอดไฟ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเราคิดไปเองว่า พ่อแม่ต้องการเงิน เราคิดไปเองเค้าต้องการบ้านใหญ่ เค้าต้องการรถหรูๆ แต่ไม่ใช่เราคิดไปเอง กลุ่มสังคมแบบนี้เค้ามีความสุขดี ตื่นเช้าไปตลาดกินข้าว กินปลา คนอายุ 60 เค้าก็เป็นแบบนี้ พออายุ 60 แล้วลูกบอกมาเป็นไฮโซกันเหอะ เป็นไป ไม่ได้ เลยเกิดคำถามแล้วเราจะทำงาน 7 วันไปทำไม มานั่งคำนวณ กินใช้แบบนี้จนตายยังใช้ไม่หมดเลย ยกเว้นมีคนป่วย ทำให้เราคิดได้ว่าเราจะทำอะไรไปมากมาย อาชีพเราให้ความสุขแก่ผู้คน ถ้าเราทำงาน 7 วันแล้วเครียด จะเอาความสุขไหนไปให้เค้า แต่ทุกวันนี้เรามีความสุขแบ่งได้เลย”
...
หลังๆจะเห็นบี้บริจาคการกุศลมากขึ้น
“ใช่ เท่าที่กำลังเราไหว ถ้าเรารู้เค้าเป็นทุกข์จริงๆ และมีประโยชน์ต่อเค้าจริงๆ เท่าไหร่เราก็ให้ ถ้าเค้ามาขอเพราะเค้ามีอยู่แล้วแล้วอยากได้เพิ่ม เห็นแก่รวยไม่ให้ แต่คำว่ารวยของผมไม่ใช่รวยล้นฟ้านะ เราพอเพียงปุ๊บเท่านี้เราจะมองว่าเรารวยเพราะเราคำนวณเราอยู่ได้ ถ้าเทียบเงินในกระเป๋าผมกับดาราคนอื่น ของคนอื่นเค้ามีมากกว่าผมอยู่แล้วเพราะเค้าทำงานกันเยอะแต่ผมทำงานน้อย ผมว่าผมรวยที่หัวใจของเรา”
ชีวิตทุกอย่างดีหมดแล้วเรื่องของความรักล่ะ
“ความรักมีแต่มีให้กับทุกคน อย่างที่เล่าไป เราไม่ได้ต้องการอะไร พอเราพอเพียงปุ๊บชีวิตที่เหลือคือการให้เพราะความสุขเราเต็มแล้วก็ไม่อยากรับอะไรเพิ่มเติม รวมถึงความรักด้วย”
ไม่ได้มองหาด้วยหรือเปล่า “มองเพื่อที่จะเป็นผู้ให้มากกว่ามองหา”
เจอคนที่คิดเหมือนเรามาบรรจบกันแบบพอดีๆล่ะ “เค้าอยากจะเป็นผู้หญิงเพียง 1% บนโลกใบนี้ ถ้ามีก็มาคุยกัน จากที่เจอคนมา คนที่คิดบ้าๆบอๆแบบนี้ไม่มีหรอก หายาก ถ้ามีแนะนำด้วยนะ (หัวเราะ) ใจเราก็ไม่มองด้วยเพราะใจคิดอยากจะให้มากกว่า เราเห็นคนที่ได้รับสิ่งดีๆจากเรา เห็นเค้ายิ้มเราก็มีความสุขแล้ว เราดูตัวเอง สมัยก่อนมีแฟนเพราะเราขาดอะไรในชีวิตต้องหาอะไรมาเติมเต็มในชีวิต แต่ ณ วันนี้เรารู้สึกไม่ขาด เราอยากเติมเต็มให้คนอื่นมากกว่า”
คิดว่าไม่ขาดแอบปลอบใจตัวเองหรือเปล่า “ไม่ จากการพิจารณาตัวเองนั่งดูหลอดไฟ (ยังๆ ยิงมุกหลอดไฟไม่เลิก) เราพิจารณาแล้วไม่ขาด”
คนจูนเราติดหายากด้วยเปล่า “เรียกว่าส่งเสริมกันดีกว่าเพราะว่าชีวิตเราไม่ขาด เค้าเข้ามาก็ไม่ได้ขาดอะไรเหมือนกัน เราไม่ได้ต้องการอะไรซึ่งกันและกัน แต่เราต้องการส่งเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกขาด แล้วเราหายไป เค้าจะจี้จะตามจะหึงจะหวง แต่สองเราไม่มีอะไรรู้สึกขาดเต็มแล้วทั้งคู่ เราจะช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนกันได้ ทำความรู้จักกันได้แต่เราจะไม่ให้ความหวังเค้า ไม่ได้เข็ดกับความรัก การที่จะให้คนมารักเราลำบาก ต้องรอให้คนมารัก แต่ถ้าเราให้เค้า เรามีความสุขได้เลย”.
ทีมข่าวบันเทิง