เป็นประเด็นร้อนก่อนหน้านี้สำหรับกรณี บูม จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต นักแสดงดาวรุ่งจากซีรีส์ “ความรักครั้งสุดท้าย” ถูกตำรวจรวบตัวเนื่องจากนายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ นักธุรกิจชาวฟินแลนด์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้แจ้งความจับในข้อหาฟอกเงิน หลอกให้เข้าร่วมธุรกิจสกุลเงินบิทคอยน์ รวมเป็นจำนวนเงินกว่า 797 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้มีการดำเนินคดีต่อพี่ชายและพี่สาวของบูม คือ นายธนสิทธิ์ จารวิจิต และ น.ส.สุพิชย์ฌา จารวิจิต และตำรวจได้รวบตัวนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของบูม ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้อีกด้วย

ล่าสุดวันที่ 29 ต.ค. 2561 บูม จิรัชพิสิษฐ์ พร้อมด้วยพี่ชาย-พี่สาว ธนสิทธิ์ และ สุพิชย์ฌา ได้แถลงข่าวเปิดใจต่อหน้าสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งบูมได้กล่าวว่า ตนกับพี่สาวไม่รู้เรื่อง ก่อนจะบอกว่าวันที่เจอผู้เสียหายตนไปกินข้าวกับพี่ชาย แต่ไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจและไม่ได้เป็นล่าม ไม่เคยคุยกับผู้เสียหาย แต่ยอมรับว่าคุยกับแฟนสาวของผู้เสียหายจริงแต่คุยกันเรื่องทั่วไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ

ยอมรับว่าหลังเกิดเรื่องทำให้ได้รับผลกระทบกับงานของตัวเองหลายอย่าง ทั้งงานพรีเซ็นเตอร์ที่อยู่ในระหว่างการตกลงเจรจา 2 งาน รวมไปถึงซีรีส์ที่อยู่ในขั้นตอนการเจรจาก็ถูกยกเลิก

...

ครอบครัวตนเองก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วย ส่วนเรื่องทรัพย์สินของครอบครัว ตนขอยืนยันว่าครอบครัวตนมีธุรกิจทั้งร้านอาหารและอสังหาริมทรัพย์อยู่ก่อนที่จะมาเจอกับผู้เสียหาย ซึ่งตอนนี้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ก่อนจะบอกว่าตนพร้อมสู้คดีและอยากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ขงตนเองและครอบครัวด้วย และในระหว่างแถลงข่าวบูมฟุบหน้ากับโต๊ะร้องไห้ด้วย

ส่วน สุพิชย์ฌา พี่สาวของบูม ได้กล่าวอย่างอัดอั้นถึงเรื่องนี้ทั้งน้ำตาว่า ตนไม่เคยเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์มาก่อน ยืนยันไม่เคยเล่นหุ้นหรือลงทุน ไม่ได้เป็นเจ้าแม่ตลาดหลักทรัพย์ตามที่เป็นข่าว ไม่เคยรู้จักกับบุคคลที่ผู้เสียหายกล่าวถึง อีกทั้งไม่เคยเจอผู้เสียหายมาก่อน

ก่อนจะขอความเห็นใจกับสื่อมวลชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อและแม่ ซึ่งตนรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่เกิดเรื่อง และรู้สึกเสียใจที่ครอบครัวถูกดำเนินคดี อีกทั้งครอบครัวยังถูกกล่าวหาว่าเป็นครอบครัวคนขี้โกงด้วย

ด้าน ธนสิทธิ์ พี่ชาย กล่าวว่า ตนยอมรับว่ารู้เรื่องธุรกิจของนายปริญญาและนายอาร์นีตั้งแต่ก่อนที่จะมีการโอนเงินเข้าบัญชี แต่ตนไม่ทราบรายละเอียด ก่อนจะพูดว่าอยากให้สังคมลองตั้งคำถามดูบ้างว่าทำไมเด็กอายุเพียง 21 ปี จึงมีเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้ กับเรื่องการลงทุนบิดคอยน์

ตนยอมรับว่าตนได้ลงทุนไปบ้าง แต่ในเรื่องรายละเอียดคดีนี้ตนอยากให้นายปริญญาพูดเองดีกว่าเพราะเขาเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ทั้งหมด ซึ่งทางครอบครัวเองพยายามติดต่อผู้เสียหายเพื่อเจรจาเกี่ยวกับเรื่องคดีดังกล่าว แต่ผู้เสียหายยืนยันว่าจะขอคุยกับนายปริญญาคนเดียว

นอกจากนี้นายธนสิทธิ์ยอมรับว่าตนทราบว่ามีเงินเข้าในบัญชี แต่เข้าใจว่าเป็นเงินที่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นของครอบครัว พร้อมทั้งยืนยันว่าครอบครัวพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ส่วนจะฟ้องกลับผู้เสียหายหรือไม่ขอให้เป็นหน้าที่ของทนายความพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขหรือเปล่า กับเรื่องพนักงานสอบสวนทางกองปราบปรามมีหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันพรุ่งนี้นั้น ตนยืนยันว่าจะเข้าพบเพื่อสู้คดีแน่นอน

ในส่วนเรื่องเส้นทางการเงินเกี่ยวกับครอบครัว ยืนยันว่ามีหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่จะนำเสนอในชั้นศาลเท่านั้น ก่อจะทิ้งท้ายว่านายปริญญาไม่ได้หลบหนีคดี เพราะหมายจับออกมาหลังจากที่นายปริญญาเดินทางไปต่างประเทศ

และยืนยันว่านายปริญญามีการติดต่อเจ้าหน้าที่ มีการติดต่อสถานกงสุลเพื่อแจ้งเข้ามอบตัว ไม่ได้หลบหนีการจับกุมแต่อย่างใด.

...