เหมือนเอาละครมาเล่าเป็นเรื่องจริง แต่ในชีวิตจริงมันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น สำหรับสาว แพท ณปภา ตันตระกูล ที่ล่าสุดได้ไปเปิดใจถึงชีวิตตัวเอง แบบไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของตัวเอง

ซึ่งแพทบอกว่า แท้จริงแล้วนั้น คนที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็กก็คือคุณย่า แตละคนที่เธอเรียกว่าพี่ชายนั้นก็คือ พ่อแท้ๆ ของเธอเอง เมื่อได้เจอแพท เจ้าตัวก็ได้เล่าถึงฟีดแบ็กของเรื่องนี้ให้ฟังว่า

ฟีดแบ็กที่ไปออกรายการ เปิดเผยเรื่องครอบครัวเราเป็นยังไงบ้าง?

“ดีค่ะ เราไม่ได้คาดหวังฟีดแบ็กจากคนภายนอกว่าเค้าจะต้องมาสงสารหรืออวยพร แต่ที่แพททำ เราทำให้ลูกกับคุณพ่อแท้ๆ คือก่อนหน้านี้เราก็คิดมาตลอดตั้งแต่คุณแม่เริ่มป่วยหนัก เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร แต่มันเริ่มชัดเจนตอนที่เรามีลูก แล้วเราก็ต้องสอนลูก

ทีนี้มันก็เป็นคำถามกับตัวเราด้วยว่า จะสอนยังไง สอนเหมือนที่เราเคยโดนสอนมา หรือเรื่องจริงๆ ก็ต้องสอนเรื่องจริงสิ ว่าคนนี้คือใคร คนที่นอนอยู่คือใคร แม่เกิดมายังไง แล้วถูกเลี้ยงดูมายังไง ก็เลยกลายเป็นคำถาม ตอนที่ลงคลิปคนก็ถามว่า ทำไมแพทให้อาเรซเรียกคุณยายว่าทวด เราก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้น

...

เรากลับมาคิดว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดา คนก็ไม่สนใจเรา แต่มาวันนี้เราลงคลิปแล้วคนสงสัย ถ้าแพทให้เรซเรียกคุณพ่อว่าคุณตา คนก็สงสัยอีกว่า ตาตายไปแล้ว ทำไมถึงมีตาอีก รวมถึงคุณพ่อตอนนี้ก็กลับมาอยู่กับแพทประมาณ 7-8 เดือนแล้ว คือแพทอยากทำอะไรให้เค้าสักอย่าง เค้าก็โอเคกับการเรียกพี่แหละ

แต่ลึกๆ แล้ว เค้าคงอยากได้สถานะของเค้ากลับ ก็คือคุณพ่อ ตอนแรกเราก็เริ่มจากให้เรซเรียกคุณตา เค้าก็แฮปปี้แล้วระดับหนึ่ง ก็เหลือแค่เราคนเดียวเลย คือเรารู้แหละว่าเค้าเป็นพ่อ อย่างเวลาเราไปเจอคนอื่น เราจะแนะนำเค้าว่า นี่พี่เรา แต่ตัวเค้าไม่โอเค เค้าอยากให้แนะนำเค้าว่าเป็นพ่อมากกว่าค่ะ”

วันที่เราพาพ่อไปออกรายการ เราคุยกับเค้าว่ายังไง?

“ก็บอกเค้าแล้วแหละว่า ถึงเวลาแล้วแหละ วันที่เราออกมาเปิดเรื่องนี้ เราก็เริ่มสบายใจมากขึ้น เราจะพูดได้เต็มปากว่า คนนี้พ่อแพทเอง เริ่มต้นจาก ก๊อต ไปออกรายการ ตีสิบ แล้วเรียงลำดับญาติ

แต่เผอิญว่า ก๊อต เค้าไม่รู้ ว่าเราเพิ่งรู้ พอมาออกรายการก็เขียนผังครอบครัว ซึ่งมันก็ไปกันคนละเรื่อง แพทก็เลยบอกของก๊อต พูดไปเลย เดี๋ยวของพี่ พี่จัดการเอง แล้วก็นั่นแหล่ะตามที่ออกในรายการ”

เรารู้เรื่องนี้ตอนไหน?

“เรารู้เรื่องนี้ตอนอายุ 20 ปี แล้วตอนนั้นคุณแม่เค้าไม่อยากให้พูด เค้ากลัวว่า ถ้าเราพูดคนพูดถึงเยอะ แล้วเราจะไม่รักเค้า เค้ากลัวว่าสิ่งที่เค้าทุ่มเทมา 20 ปี มันจะสูญหายไปเพราะเค้าไม่ใช่แม่ เค้าบอกว่า เรารู้กันแค่นี้ได้มั้ย ไม่ต้องบอกใคร เราก็โอเค บอกไม่มีปัญหา เราเข้าใจ

แม่ไม่ต้องกลัว แม่เลี้ยงแพทดีขนาดนี้ เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้แพทหมดรักหรอก ตลอดระยะเวลา 20 ปี เราไม่เคยโหยหาความรัก เราก็สัญญากับแม่ว่าโอเค แต่ในใจลึกๆ มันก็ต้องเปิดเผยแหละ”

ตอนนี้ต้องปรับตัวอะไรกับคุณพ่อมั้ย?

“ปรับนะคะ ปรับมาก ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่แม่เลี้ยงเรามา เราก็อยู่กับแม่ตลอด จนแม่มาป่วย เราก็ต้องดูแลตัวเอง เราก็ติดต่อพ่อเค้านะคะ ไม่ใช่ไม่ติดต่อ แต่น้อยมากเพราะเราพึ่งตัวเองมาตลอด แล้วเราก็เรียกพี่มาตลอดว่าพี่ชาย แม้ว่าเราจะรู้มา 10 ปี แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะปรับได้ทีเดียว

เพราะเราอยู่คนเดียวแบบนี้มานานมาก เค้าทำงาน กลับมาปีละ 1-2 ครั้ง เราก็เรียกเค้าพี่มาตลอด แล้วพอเค้ากลับมาในฐานะพ่อ แต่มันก็ยังน้อย อยู่กันแป๊บเดียว แล้วเค้าก็มีครอบครัวใหม่ด้วยนะคะ

...

แพทมีน้องสาวด้วย เป็นลูกครึ่งรัสเซีย แล้วตอนนี้เค้าไม่ได้อยู่ทางโน้นแล้ว เค้ากลับมาอยู่ทางนี้ ก็ต้องให้เวลาเราในการที่จะมีอีก 1 คนที่เราต้องดูแลเพิ่มเข้ามา”

แสดงว่าคนที่มาฟ้องเรา ก็คือไม่ใช่พ่อคนนี้?

“คุณปู่ค่ะ ในใบเกิดแพท ปู่กับย่าเซ็นรับตั้งแต่เกิด ก็คือเค้ายกให้ตั้งแต่วันคลอดเลย เค้าเลี้ยงเรา 1-2 อาทิตย์ แล้วคุณย่าเค้าเห็น เค้าก็เอ็นดูเลยมองว่า ผู้ชายจะเลี้ยงเด็กอ่อนได้ยังไง เค้าก็ตัดปัญหายกให้”

มีน้อยใจแม่แท้ๆ มั้ย?

“ไม่มีเลยค่ะ เรารู้สึกว่า ลึกๆ แล้วเราขอบคุณด้วยนะ ที่เลือกให้เป็นอย่างนี้ เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าอนาคต ถ้าสมมติว่าเราถูกเลี้ยงมาจากคุณพ่อคุณแม่จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเราจะได้ยืนตรงนี้มั้ย เพราะคุณย่าแกชอบตรงนี้ แกสนับสนุนทุกอย่าง

เรายังขอบคุณเลยที่ให้เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ ถามว่าเคยคิดอยากเจอคุณแม่มั้ย คุณพ่อบอกว่า ไม่ต้องตาม เค้าไม่ได้อยู่ไหนไกล ถ้าอยากไปก็ให้บอกเค้า เหมือนคุณพ่อน่าจะยังติดต่ออยู่ แล้วเค้าก็มีครอบครัวใหม่แล้ว”

...

จากนั้นเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง ว่าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์อีกมั้ย กับชีวิตของเธอ แพทก็ได้พูดแบบตรงๆ ว่า เรื่องเดียวในตอนนี้ก็คือ การเฝ้ารอว่า จะมีวันที่จะได้กลับมาอยู่เป็นครอบครัวกับสามี เบนซ์ เรซซิ่ง หรือไม่

ชีวิตเราจะมีอะไรเซอร์ไพรส์อีกมั้ย เหมือนเป็นละครเลย?

“ก็คงเป็นเรื่องเดียวเนอะในตอนนี้ ที่เหลืออยู่ในชีวิต นั่นก็เรื่องใหญ่เหมือนกัน เรื่องที่ว่าเราจะได้กลับมาอยู่กันเป็นครอบครัวมั้ย หรือแพทจะได้เป็นซิงเกิลมัมต่อไป ก็ต้องรอดูยาวๆ ค่ะ”

คือเราวาดฝันรอวันนั้น?

“ก็มีคุยค่ะ มีคุยกับพี่เบนซ์แล้วว่า ก็ยังตอบอะไรไม่ได้เลย ณ ตอนนี้เรื่องมันยังไม่จบ ก็ยังไม่สิ้นสุด ก็รอลุ้นไปพร้อมๆ กัน แล้วก็บอกเค้าว่า วันหนึ่งทุกอย่างมันจบหมดเลยนะ แล้วเค้าได้ออกมา ก็บอกเค้าว่าเราต้องมานั่งจูนกันใหม่นะเบนซ์ ก็พูดกับเค้าตรงๆ นะ เค้าก็รับได้ค่ะ เพราะว่าเรื่องราวที่มันผ่านมากัน 2 คน มันหนักมาก

ทั้งที่ก่อนมีเรื่อง มีเรื่อง จนมาถึงตอนนี้ มันมีหลายอย่างที่แพทแบกรับมันมาหนักมาก ก็ถึงเวลาที่ออกมา เราก็มาคุยกันต่อว่า เรายังจะไปกันแบบ 3 คน หรือเราจะไปกันแบบ 1 กับ 2 ก็คุยกับเค้าแล้วว่า เดี๋ยวเราค่อยออกมาคุยกันดีกว่า

ที่อยากบอกตรงๆ ตั้งแต่ตอนนี้คือ เราเลี้ยงลูกมานะ คนเดียว ปีกว่า ปีหนึ่งเต็มๆ คนเดียวจริงๆ ถึงวันหนึ่ง ถ้าคุณอยากเข้ามามีส่วนร่วม คุณต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะตรงนี้แพทรับภาระทุกอย่างเลยของลูก

...

ค่าใช้จ่าย ค่าพี่เลี้ยงของลูก ค่าเรียนเสริมของลูก แพทก็บอกเค้าตรงๆ ก่อนหน้านี้จนตอนนี้มันก็ทำให้แพทคิดอะไรได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นออกมาแล้ว ก็ต้องมานั่งจูนกันอีกทีหนึ่ง ว่าเราสามคนจะเอายังไงกันดี”

คุณย่าเค้าได้ช่วยอะไรมั้ย?

“คุณย่าเค้าไม่ได้ซัพพอร์ตอะไร เราก็เลยยังต้องคุยกันก่อน ย่าเค้าก็คงคิดว่าเราไหวด้วย และเราไม่ได้ขอความช่วยเหลือด้วย คือเราก็ยังไหว ไม่ได้หนักมาก ก็เลยไม่ได้ไปขอความช่วยเหลือจากเค้า”

ได้พาเรซซิ่งไปหาฝั่งนั้นบ้างมั้ย?

“ไปค่ะ ก็ไปเจอกันที่ศาลนี้แหละ แค่นั้นจริงๆ เพราะเราก็บอกว่าเราไม่ได้มีเวลาเหลือที่จะพาลูกไปเล่นแล้วรับกลับ แล้วแพทก็ติดลูกมาก เราก็ไม่สะดวกที่จะเอาไปทิ้งไว้แล้วรับกลับ”

ค่าใช้จ่าย?

“แล้วตอนนี้มันของลูกเพิ่มเข้ามา ที่แพทต้องจัดการเอง เดือนหนึ่งก็เป็นแสนค่ะ ทั้งค่านม แพมเพิร์ส ค่าเรียนเสริม แล้วอนาคตมีค่าเรียนจริงๆ อีก ก็เลยถึงเวลาที่แพทต้องคุยกับพี่เบนซ์จริงๆ แล้ว”

กลัวมั้ยว่าจะมีดราม่าตามมา เหมือนที่คนเคยมองว่าเราทิ้งเบนซ์?

“เราอย่าใช้คำว่าทิ้งเลย แพทเข้าใจนะ ว่าคนข้างนอกจะโดนหนักกว่าคนข้างใน คือถ้าวันนี้เราเดินออกมาคนก็จะมองว่า เรารอไม่ได้ แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น เราต้องดูก่อนว่า คนข้างนอกเค้ารับภาระอะไรอยู่ แล้วเค้าจะใช้ชีวิตต่อยังไงกับสิ่งที่เค้าแบกไว้

แต่มันคงไม่ใช้เวลาตัดสินใจวันเดียว แพทต้องคุยกับพี่เบนซ์ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่คือตอนนี้เค้ารับรู้ว่าเราสบาย เราไม่เหนื่อย เราไม่ต้องมารับผิดชอบอะไร แต่ตอนนี้เรากำลังจะบอกเค้าว่า มันไม่ใช่ ถึงแม้คุณจะอยู่ข้างใน แต่คุณสามารถดูเราสองคนได้นะ ไม่ได้หมายถึงเราจะแข็งแรงอย่างนี้ตลอดไป มันเป็นการบอกให้เค้าเข้าใจ”.