จาก 'Passion' เส้นทาง ความกระหายอยาก ความคิด-อ่าน เขาเป็นอีกหนึ่งแขกที่ Thairath Talk  อยากให้ชมกัน ผมเรียก โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี ช่างภาพเวดดิ้งชื่อดังว่า เป็นนักกระโจนเข้าไปเก็บเรื่องราวประวัติศาสตร์ระดับโลกแบบต้องรั้งรอ  

พูดให้ตรง เขาถือเป็นช่างภาพเพียงคนเดียวที่เดินทางไปเก็บภาพ Royal Wedding ระดับโลกที่สะกดทุกสายตาของคนในโลกใบสีฟ้านี้ด้วยตัวเอง

พิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมกับแคเธอรีน มิดเดิลตัน และล่าสุด พิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ และเรื่องราวประวัติศาสตร์อีกมากมาย

"ถามว่าได้อะไร ผมได้โมเมนต์ของประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งคุณมีเงินเท่าไรคุณก็ซื้อมันกลับมาไม่ได้ มันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว วินาทีเดียว ดังนั้นแล้วสิ่งที่ผมทำคือผมเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่จะมีโอกาสที่จะได้ประวัติศาสตร์โลก

'วันนี้คุณค่าของมันยังไม่สูงหรอก แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เพราะว่าเวลามันย้อนกลับมาไม่ได้ คุณไม่สามารถจะมาถ่ายรูปนี้อีกทีได้

เวลามันจะเป็นตัวที่บ่งบอกเองว่าคุณค่าของมันคือเมื่อไหร่'

...

ผมกระเซ้าว่าหนุ่มที่มีกล้องเหมือนดวงตาที่ 3 ซึ่งเพิ่งแต่งงานว่า 'จริงๆ แล้วภรรยาสำคัญกว่า เพราะว่าภรรยามีคนเดียว กล้องเดี๋ยวก็ซื้อใหม่ได้ ภรรยาซื้อใหม่ไม่ได้'และบทสนทนาดีๆ ที่น่าทึ่งก็เกิดขึ้นหลังเสียงชัตเตอร์ดัง

Thairath Talk  คุณเติบโตในครอบครัวแบบไหน

ผมเกิดในครอบครัวคนจีนที่คุณพ่อคุณแม่เลิกกันตั้งแต่ผม 2 ขวบ พ่อแม่เลิกกันผมก็ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อเลย หลายๆ คนก็อาจจะมองว่าเป็นเด็กมีปัญหารึเปล่า ผมกลับรู้สึกว่าผมไม่ได้เป็นเด็กมีปัญหา เพราะว่าผมได้อยู่กับแม่ตลอดจนโตทุกวันนี้ก็ยังอยู่กับแม่อยู่ ลูกคนเดียวด้วย แล้วก็เป็นเด็กเงียบๆ ในห้องเรียนที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เป็นเด็กเงียบหลังห้อง เป็นเด็กกลางๆ เหมือนไม่มีตัวตน โอ๊ตหายไปคนหนึ่งก็ไม่มีใครเหลียวแลว่าโอ๊ตไม่อยู่

Thairath Talk  มันเป็นความตั้งใจหรือว่าเป็นอุปนิสัย

ผมว่ามันเป็นสิ่งที่มันเป็นตัวเองมากกว่า เริ่มรู้สึกตัวว่าเป็นเด็กที่เอาจริงเอาจังกับหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง เริ่มต้นจากการอยากเล่นครอสเวิร์ดตอนป.4 ทั้งๆ ที่เรียนภาษาอังกฤษได้เกรด 1 ตลอด อยากเล่นมาก อังกฤษได้เกรด 1 แม่ก็งง อังกฤษก็ไม่รอด แต่ก่อนมันจะมีดิกเตชั่นผมได้ 1-2 ประจำ ไม่เคยได้เยอะเลย แม่ก็งงอยู่ดีๆ จะมาสนใจอะไรกับภาษาอังกฤษ ก็ขอแม่ซื้อครอสเวิร์ดกล่องนึง 80 บาท

แม่ก็จะบอกว่ามันเกะกะบ้าน ซื้อมาก็ทิ้งๆ ขว้างๆ จนวันนึงแม่ใจอ่อน วันนั้นครอสเวิร์ดเปลี่ยนชีวิตผม จากคนที่ไม่เคยสนใจภาษาอังกฤษเลย สอบได้เต็มเกือบทุกครั้ง แล้วก็อ่านท่องศัพท์ทุกวันเพื่อมาเล่นครอสเวิร์ดจนได้แชมป์ประเทศ ผมได้แชมป์ประเทศ 4 สมัย ตั้งแต่ ป.5-ม.6 ได้ 4 สมัย

คือมันเป็นเรื่องที่ตลกมากทุกวันนี้มองย้อนกลับไปมันไม่ใช่สาระสำคัญในชีวิตนะ แต่มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เราเป็นคนที่ถ้าเกิดชอบอะไรแล้วเราเอาให้สุด

Thairath Talk  ความฝันวัยเด็ก

ผมอยากเป็นสถาปนิกตอน ป.4  พอเข้า ม.1 ถ้าเกรดคุณไม่ถึง 3 นะคุณเรียนสายวิทย์ไม่ได้ พอคุณเรียนสายวิทย์ไม่ได้คุณจะไม่ได้เข้าคณะดีๆ มหา'ลัยดีๆ ตอน ป.5-ป.6 เขาก็ถามกันอยากเป็นอะไร สมัยผมเขาก็จะอยากเป็นตำรวจ ทหาร คุณครู อยากเป็นหมอ ผมพูดขึ้นมาอยากเป็นสถาปนิก ทุกคนในห้องก็งง สถาปนิกคืออะไร ทุกคนก็บอกอาชีพนี้คืออาชีพอะไรเหรอ ไม่เคยได้ยินเลย

จุดเริ่มต้นมันเกิดมาจากเราไปเดินห้างกับแม่ เห็นโมเดลตึกของห้างนั้นโครงการบ้านที่มันมีบ้านตัวอย่าง เราก็รู้สึกเซอร์ไพรส์ว่า ทำไมเขาย่อตึกอันนี้มาเหลือแค่นี้ได้ มันเจ๋ง เท่ เราก็ถามเขาว่าพี่ๆ คนทำอันนี้เขาเรียกว่าอะไรหรอ เขาบอกว่าสถาปนิก ตั้งแต่วันนั้นเราก็แน่วแน่กับชีวิตว่าเราจะเป็นสถาปนิก ไม่มีสักแวบว่าจะเป็นช่างภาพ จนเอ็นทรานซ์ติดสถาปัตย์ แต่เปลี่ยนเป็นสถาปัตย์ออกแบบศิลปอุตสาหกรรม

...

ชีวิตกับกล้องถ่ายภาพ : โอ๊ต ชัยสิทธิ์

Thairath Talk  เริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับกล้องตอนไหน

มันมาเรื่อยๆ เราเริ่มรู้สึกเป็นเหมือนเป็นเพื่อนกับมันมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้เวลาซื้อกล้องมา ผมจะมีทริกของผมคือซื้อกล้องมาก็จะบอกมันว่ามาเป็นกล้องผมต้องอดทนนะ (หัวเราะ) เหมือนเป็นเมียพี่ต้องอดทนประมาณนี้ คือผมไม่ได้มองว่ามันเป็นอุปกรณ์ ผมมองว่ามันเป็นเพื่อนผม

Thairath Talk  พัฒนาการฝีมือมาได้ยังไง

ก็เริ่มจากการอ่านเองก่อน พอรู้สึกว่าเราถ่ายห่วย ก็เลยไปอ่านลองผิดลองถูก ก็พูดกันตามตรงว่า สิ่งที่สอนกันอยู่บนโลกออนไลน์มันไม่มีอะไรการันตีว่าสิ่งนี้ถูกสิ่งนี้ผิด มันเป็นสิ่งที่แต่ละคนสร้างสรรค์มุมมองของตัวเองออกมา เราก็เรียนนู่นเรียนนี่ เรียนผิดๆ ถูกๆ มาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมารู้จักอาจารย์ นพดล อาชาสันติสุข เป็นคนสอนผมอย่างจริงจัง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อยู่ อาจารย์ก็ยังแนะนำอยู่ทุกวันนี้

สอนตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ ไม่ใช่แค่สอน ให้โอกาส ให้คำแนะนำแล้วก็สอนมากกว่าการถ่ายรูป สอนการใช้ชีวิต ถือว่าเป็นครูคนสำคัญที่ทำให้มีโอ๊ต ชัยสิทธิ์ ทุกวันนี้

Thairath Talk จากได้กล้องชีวิตมันผ่านไปนานแค่ไหนกว่าเราจะเป็นหนึ่งเดียวกับกล้อง

จริงๆ มันก็นานนะครับหลายปี คือผมฝึกถ่ายๆ ไปเรื่อยๆ (ถ่ายอะไรส่วนใหญ่) ถ่ายทุกอย่างครับ อาจารย์บอกว่าให้ถ่ายทุกอย่างเพื่อให้เรารู้ว่าเราคือใคร ถ่ายทุกอย่างเพื่อให้รู้ว่าคุณถนัดอะไร ตั้งแต่ถ่ายวิว ถ่าย landscape คน ถ่าย still right ถ่ายสิ่งของ ลองทุกอย่างที่เกี่ยวกับการถ่ายรูป ถ่ายอาหาร ลองจนรู้ว่าอันนี้ชอบ อันนี้สนุก อันนี้ไม่ใช่ ก็เริ่มทำงานก็ถ่ายรูปมาเรื่อยๆ จนพอเข้าปี 1 ไปเรียน จริงๆ การถ่ายรูปมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนด้วย ซึ่งผมเป็นคนไม่เก่งวาดรูปผมก็ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งสนิทกับกล้องมากขึ้น เพราะว่ากล้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราถ่ายทอดสิ่งที่มีในหัวออกมาได้ให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายที่สุด ถ้าเกิดบอกให้ผมสเกตช์ ผมสเกตช์ได้ไม่เหมือนถ่ายรูป ให้ผมทำ 3D ผมทำ 3D ไม่เหมือนถ่ายรูป

...

ผมเรียนสถาปัตย์ ออกแบบผลิตภัณฑ์เวลาทำโปรเจกต์จบ มันก็ต้องทำโมเดลต้องทำพรีเซนต์ หลายๆ คนก็จะถนัดวาดเขาก็จะวาดออกมา ก็ทำโมเดลมาส่ง ผมก็ถนัดโดยการทำโมเดลให้เสร็จก่อน ออกไปถ่ายรูปให้สวย แล้วทำเพจพรีเซนต์เรามิกซ์แอนด์แมตช์ความสามารถของตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่ต้องทำ มันก็เริ่มรู้สึกว่าเราคุ้นเคยกับมันมากขึ้น ชัดเจนกับมันมากขึ้น

Portrait คือตัวตน กับ โอกาสงานใหญ่ 

Thairath Talk ทำมาหลากหลายเราต้องเรียกคุณแบบไหน

ผมเป็นช่างภาพที่เล่าเรื่องได้มากกว่า ผมเป็นช่างภาพที่สื่อสารด้วยภาพได้มากกว่า คือคำว่าช่างภาพ ตากล้อง คนรักกล้อง คนสะสมกล้อง ศิลปินถ่ายภาพ มันมี definition ต่างกัน ผมน่าจะเป็นช่างภาพที่สามารถจะเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายได้มากกว่า ภาพผมมันสามารถจะสื่อสารความรู้สึก อารมณ์ เรื่องราวให้คนอื่นเข้าใจได้ว่าผมจะเล่าและบอกอะไร เพราะงั้นผมไม่ใช่ช่างภาพ wedding

...

ผมถ่ายงานโฆษณาเยอะ portrait ผมก็ถ่ายเยอะ แต่ผมเป็นคนชอบ ผมสนุกกับการถ่ายคน ผมมีความชอบเกี่ยวกับจิตวิทยากับการถ่ายภาพ เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าถ้าเกิดผมถ่ายของบางอย่าง มันนิ่งผมไม่ชอบ ชอบถ่ายคนมากกว่าที่ปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน

Thairath Talk portrait คืออะไรสำหรับคุณ

สำหรับผมมันคือการวัดกึ๋นของกันและกัน สมมติผมถ่ายคุณเรย์ตอนนี้ ผมจะทำยังไงให้คุณเรย์เป็นตัวเองที่สุด ผมต้องพูดอะไรไม่ใช่แค่ยกกล้องมาแล้วกด แชะๆ แต่ผมจะทำยังไงให้คุณเรย์รู้สึกเป็นตัวเอง ผมต้องอ่านคุณให้ออกว่าคุณเรย์อึดอัดอยู่ ผมจะสื่อสารความเป็นคุณเรย์ให้มันออกมายังไงได้บ้าง ให้รูปออกมาแล้วมันเป็นคุณเรย์จริงๆ นี่คือความสนุกของมัน ความท้าทายของมัน

Thairath Talk  ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการหลอกล่อไม่เหมือนกัน

ใช่แตกต่างออกไปแล้วนัยมันลึก ถ่าย portrait เพื่อให้รู้ว่าเป็นใคร กับถ่าย portrait เพื่อให้มันบ่งบอกว่าคนคนนี้เป็นใครไม่เหมือนกัน ดังนั้นแล้วการถ่าย portrait ของผมมันมีนัยที่มันลึกกว่านั้น ผมจะถ่าย portrait ภาพภาพหนึ่งออกมายังไงให้มันสามารถบ่งบอกหรือว่าเล่าได้ว่าคนนี้เป็นคนอารมณ์ร้อนนะ คนนี้เป็นคนใจเย็นนะ คนนี้เป็นคนอารมณ์ดีนะ คนนี้เป็นคนแบบขี้อายนะ หน้ามันต้องบอกให้คนดูรู้ได้ว่าคนนี้เป็นใคร

Thairath Talk อ่านคนจากการถ่ายภาพ

ใช่ นั่นเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด ผมเป็นคนอ่านคนจากรูปถ่ายจากภาพถ่าย เวลามีน้องสมัครงานมาที่บริษัทดูรูป ทุกคนในออฟฟิศจะชอบแซวมาดูหมอกับพี่โอ๊ต คือเขาจะมีพอร์ตโฟลิโอมาใช่ไหมครับ ผมเปิดพอร์ตโฟลิโอผมจะรู้แล้วคนนี้เป็นคนยังไง ผมก็จะพูดว่าคนนี้ไม่มั่นใจนะ เหมือนผมดูดวงเลย (หัวเราะ) เขาก็จะงงว่าพี่โอ๊ตรู้ได้ยังไงว่าผมไม่มั่นใจ เพราะว่ารูปมันบอกไงว่าคุณไม่มั่นใจในการถ่าย

Thairath Talk  ผลงานสร้างชื่อ

คนรู้จักผมในฐานะช่างภาพ wedding ซะส่วนใหญ่ ผลงานที่สร้างชื่อมันมีหลายช่วงเวลาที่ทำให้คนรู้จัก คนรู้จักมันก็จะเป็นคนละกลุ่ม ถ้าเกิดผลงานแรกเลยที่ทำให้คนเริ่มรู้ว่าเราเป็นช่างภาพจริงๆ จังๆ คือภาพถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตอน 11 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุ 19

Thairath Talk เล่าโอกาสครั้งนั้นให้ฟังหน่อย

โอกาสครั้งนั้นก็มาจากอาจารย์นพดล ให้โอกาสเข้าไปถ่ายของกระทรวงกลาโหม (ตื่นเต้นไหม) ตื่นเต้นมากสุดๆ ชาตินี้เกิดมาไม่เคยเจอพระองค์

Thairath Talk  นี่คืองานใหญ่ที่สุดในชีวิต ณ ตอนนั้น 

ใช่ ตื่นเต้น เด็กอายุ 19 อาจารย์บอกว่าอาจารย์ต้องเรียกช่างภาพ 4 คน ถวายงานถ่ายพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ที่สวนสนามครับ ปีนี้จะให้โอกาสโอ๊ตไปลอง ตื่นเต้นมากชีวิตนี้ไม่เคยได้เจอในหลวง เราได้โอกาสที่ได้ทำงานถวาย ก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปอีก เราก็ได้ภาพหนึ่งภาพที่อยู่ในออฟฟิศเมื่อกี้ ที่ภูมิใจภาพหนึ่งดีกว่าในชีวิต

Thairath Talk วันนั้นเตรียมตัวยังไง

วันนั้นก็เตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่าง แล้วก็คิดภาพในหัวอยากได้ภาพอะไร คืออยู่ข้างที่ประทับ ชอตที่ดีที่สุดคือรถขบวนเสด็จผ่านหน้า แล้ววนกลับมาประทับที่พระที่นั่ง ก็ได้ชอตที่พระองค์ประทับบนพระที่นั่ง

นักกระโจนสู่ประวัติศาสตร์ - นักกระโจนสู่โอกาส

Thairath Talk ทำไมชอบเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์

หลังจากที่เราเติบโตมาจากการได้โอกาสจากอาจารย์ จากคนรอบตัว มันทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายแต่มันคือประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่เราเรียนรู้และเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ภาพถ่ายแต่คือประวัติศาสตร์แล้วมันทำให้เราเห็นคุณค่าของกาลเวลา เห็นคุณค่าของโมเมนต์นั้นๆ ที่มันเกิดขึ้น ผมไปเรียนต่อที่อังกฤษตอนอายุ 24 ตอนนั้นปี 2010 ปี 2011 ก็เป็นปีที่เจ้าชายวิลเลียมเสกสมรสกับเคท มิดเดิลตัน

เป็นจังหวะที่ผมอยู่อังกฤษพอดี แล้วผมก็รู้สึกว่านี่คือโอกาสที่ผมสามารถจะเข้าไปได้ โอกาสสำคัญหนึ่งของโลก ก็คือเป็นรอยัลเวดดิ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่มีงานรอยัลเวดดิ้งที่ใหญ่เท่าประเทศอังกฤษ ดังนั้นแล้วทำไมผมถึงจะไม่เอาตัวเองเข้าไปในจุดที่จะได้โอกาสได้ภาพประวัติศาสตร์ของโลก ก็เลยเป็นที่มาของผมที่ไปทำภาพสารคดีชุดนี้ขึ้นมา

Thairath Talk วิธีการทำงาน พิธีเสกสมรสครั้งแรก

จริงๆ ผมอยู่ที่นั่นอยู่แล้วก็จะได้อ่านข่าวทุกวันอยู่แล้ว เมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นยังไงวันไหน ผมก็โอเคถ้าเกิดจะทำภาพชุดหนึ่งขึ้นมาจะต้องเป็นภาพที่มันเล่าเรื่องว่าเหตุการณ์นี้เป็นยังไง แล้วผมต้องการภาพของ Duke and Duchess of Cambridge ให้ได้ในพระอิริยาบถไหนบ้าง วางแผนโดยการเดินสำรวจที่พระองค์จะเสด็จฯเดินแล้วก็ดูว่าจุดไหนจะเป็นจุดที่ดีที่เราน่าจะได้ภาพ

ผมได้ภาพที่เจ้าหญิงเคทเสด็จผ่านไปก่อนเข้าเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ ชอตเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าหญิงเคทเสด็จออกมาบนรถพระที่นั่ง แล้วก็ไปบักกิงแฮมพาเลซ แล้วหลังจากนั้นผมก็เอาตัวเองไปบักกิงแฮมพาเลซได้ด้วย แต่ว่าไปถึงแล้วมันช้าไปหน่อยมันไกลมาก มันอยู่แบบปลายๆ เราเข้าไปอยู่หน้าๆ ไม่ได้ แล้วเลนเราก็มีจำกัด ผมถือแค่ 200 mm ซึ่งมันก็จะเป็นช่วงเหมือนกับได้สุดเท่านี้ เราก็ต้องดูแล้วว่าเราจะทำยังไงเพราะเรารู้แล้วว่าทั้ง 2 พระองค์จะเสด็จมาที่ตรงระเบียง เพื่อแบบบ๊ายบาย และก็อาจจะมีชอตประวัติศาสตร์ ชอต kiss บนระเบียง ซึ่งเราก็คิดว่าเรามาถึงตรงนั้นแล้วต้องได้

เหตุการณ์มันก็ไม่เป็นใจเท่าไร ผมก็เขยิบไปเรื่อยๆ อาศัยตัวเล็ก จนมาถึงน้ำพุ ผมก็มาอยู่ริมน้ำพุแล้ว ผมก็มองซ้ายมองขวา ขวามือมีเสาไฟอยู่ต้นหนึ่ง หันมาอีกทีนึงก็คือมีผู้ชาย 2 คนปีนขึ้นไป แล้วก็หยิบโทรศัพท์ตะโกนลงมาว่า “ทุกคน say hello กับแม่เขาหน่อย”ทุกคนก็ เฮ้! ผมก็แบบคิดในใจเอาเว้ย ถ้าผมจะทำอะไรประหลาดๆ แปลกๆ ถ้าเกิดตำรวจจะจับ จับไอ้นี่ก่อน ผมหยิบกระเป๋าตังค์ หยิบโทรศัพท์มือถือ ทุกอย่างใส่ในกระเป๋ากล้อง ผมกระโดดลงน้ำพุเลย ตู้ม! เพื่อจะเดินเข้าไปอีกประมาณสัก 10 กว่าก้าว แล้วก็ยกกล้องขึ้นมา ได้ละ เราได้มุมที่ดีที่สุดในโมเมนต์นั้นแล้ว แล้วทั้ง 2 พระองค์ก็เสด็จออกมาตรงระเบียง

แล้วทุกคนก็ตะโกน Kiss Kiss Kiss ชอตแรกที่เขาจูบคือชอตที่เขาจูบกันแบบแค่จุ๊บ เร็วมากแล้วผมพลาด แล้วผมหัวเสียมาก ผมหงุดหงิดตัวเองเลยครับ พลาดชอตนี้ได้ยังไง หลังจากที่พลาดแล้วคือตัวเองไม่เอาตาออกจากวิวไฟน์เดอร์เลย แล้วก็พูดกับตัวเองในใจว่าจูบอีกทีเถอะ จูบอีกที แล้วทุกคนก็แบบเชียร์อีกทีว่า kiss again แล้วก็จูบกันจริงๆ แบบนานหน่อย ผมก็เลยได้ชอต นี่เป็นที่มาของภาพประวัติศาสตร์ที่ผมมีอีก 1 ภาพ หลังจากภาพในหลวง

ตอนอายุ 19 ได้ภาพประวัติศาสตร์หนึ่งภาพคือภาพประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อายุ 25 ได้ภาพประวัติศาสตร์ของโลกที่ประเทศอังกฤษ

Thairath Talk เล่าเหตุการณ์ 11 วันแสนระทึก

หลังจากที่ทราบข่าวว่าเจ้าชายแฮร์รี่จะเสกสมรสกับเมเกน มาร์เคิล ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งนะที่เราจะเลือกทำหรือไม่ทำ ในการบันทึกประวัติศาสตร์ของโลกอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่แล้วมันใกล้หน่อยเพราะเราอยู่อังกฤษ ครั้งนี้อยู่ไทยจะเอายังไงดี

ผมถามภรรยาว่าไปไหม ภรรยาก็งง บอกว่าจะไปเหรอ มันก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเกิดเราพลาดครั้งนี้ก็อาจจะต้องรอถึงเจ้าชายจอร์จอีกประมาณ 20 กว่าปี ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนั้นจะถ่ายรูปไหวรึเปล่า (หัวเราะ) แต่ว่ามันคงดีกว่าที่เราดูทีวีแล้วบอกตัวเองว่าทำไมไม่ไปวะ ไปดิ วันนั้นก็ซื้อตั๋วเลย

Thairath Talk ค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกเอง

ออกเอง ไม่มีสปอนเซอร์ ก็เป็นแสน ก็วางแผนว่าอยากจะไปเก็บภาพประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง จากที่เก็บมาแล้วเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในฐานะช่างภาพหนึ่งคนที่เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ของโลก

รอบนี้เราเตรียมตัวไปค่อนข้างดีกว่ารอบที่แล้ว แต่ความยากลำบากมันมากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะว่ารอบนี้เรารู้แล้วว่าเราไม่พร้อมเรื่องอุปกรณ์ เตรียมอุปกรณ์ไปให้พร้อมกว่าเดิม ซึ่งเราเตรียมพร้อมทุกอย่างของอุปกรณ์ คราวที่แล้วผมถ่ายกล้องตัวเดียวเลนส์สามตัว ครั้งนี้ผมเอากล้องไปสองเลนส์ไปสี่เลนส์ช่วงที่มันสามารถจะถ่ายได้ไกลมากขึ้น ตอนนั้นคิดว่ามันต้องมีชอตจูบที่ระเบียงเหมือนกัน ตอนนั้นแต่ว่าสุดท้ายแล้วไม่มี (หัวเราะ) เป็นชอตจูบกันที่หน้าโบสถ์ เราก็วางแผนค่อนข้างดีกว่าเดิม คือเราก็อ่านข่าวทุกวันในการที่จะเตรียมตัวว่าเราจะเดินทางยังไง เราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะว่ารอบนี้จัดงานที่พระราชวังวินด์เซอร์ ซึ่งออกไปจากลอนดอนประมาณ 40 นาที

ไปถึงผมก็เริ่มเก็บบรรยากาศรอบๆ ลอนดอนก่อน ผมใช้เวลาอยู่วินด์เซอร์ทั้งหมด 4 วันจาก 11 วัน รวมวันรอยัลเวดดิ้งด้วยนะครับ คือผมไปล่วงหน้า 3 วันติด เพราะว่า 3 วันจะเป็นวันที่เริ่มครึกครื้นแล้ว ไปเลือกตำแหน่งในการยืน เดินดูทั้ง road ว่าพระองค์จะเสด็จยังไงบ้าง จำลองการเดินทางของพระองค์โดยการเดินเพื่อหามุม หา background หาตำแหน่งที่ดีที่สุดในการถ่าย แต่ความยากมันคือรอบนี้พื้นที่มันไม่เปิดเท่ากับที่ลอนดอน ลอนดอนถนนกว้าง พื้นที่เปิดกว้าง การเดินทางค่อนข้างง่าย แต่เมืองวินด์เซอร์เป็นเมืองที่เล็กๆ ถนนเล็ก

การดูแลรักษาความปลอดภัยสูงมากขึ้นเพราะว่ามีจุดอับเยอะ ทุกตำแหน่งที่เรายืนจะมีทหารกับตำรวจยืนอยู่เต็มไปหมดเลย ถ้าเกิดถ่ายมาส่วนใหญ่ภาพที่ได้จะเป็นภาพที่ติดทหาร ตำรวจซะส่วนใหญ่ ผมไป survey จนถึงวันถ่ายทั้งหมด 4 วันเปลี่ยนตำแหน่งการยืนทั้งหมด 4 วัน เดาล้วนๆ คุยกับ staff คุยกับตำรวจ คุยกับทหาร คุยทุกวัน 

เพราะว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง สองเลยคือเรื่องของ security ก็เป็นเรื่องสำคัญ ค่อนข้างจะเป็นอะไรที่เราคาดการณ์ไม่ได้ จนถึงวันที่เราถ่ายจริงๆ ผมยังเปลี่ยนตำแหน่ง ณ นาทีสุดท้ายเลย ขยับอีกประมาณ 20 เมตรจากเดิมที่ยืน ก่อนวันจริงยังไปหาซื้อเก้าอี้พับอยู่เลยครับ เพื่อจะให้ตัวเองสูงขึ้นอีกฟุตหนึ่ง ไปหาซื้อ 3 ทุ่มก่อนวันนั้น แล้วก็ได้เก้าอี้จริงๆ กลายเป็นเก้าอี้ประวัติศาสตร์ไปแล้วตอนนี้ (หัวเราะ)

แล้วคือเราวางแผนเราไม่ได้วางแผนแค่ไปเก็บภาพภาพเดียว แต่ผมต้องการเก็บภาพทั้งชุด ที่เป็นภาพชุด เป็นภาพซีรีส์ของรอยัลเวดดิ้ง 2018 ให้มันครบสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งผมรู้สึกว่าผมไม่อยากไปในฐานะนักข่าว ผมไม่ได้ต้องการจะได้ภาพเหมือนนักข่าว ผมต้องการภาพที่มันเล่าเรื่องสไตล์ของผมเอง ที่เป็นภาพเชิงสารคดีที่ตัวผมรู้สึกว่ามันเป็นผมที่ถ่ายทอดภาพชุดนี้ออกมา เพื่อให้คนอื่นดูแล้วเข้าใจ

Thairath Talk  เล่าโมเมต์ที่ลงในเฟซบุ๊ก ที่สื่อมวลชนเผยแพร่

คือจริงๆ ผมได้รูปตอนประมาณสักบ่ายโมงครึ่ง คือผมลุ้นมาก ตอนที่กดคือผมไม่รู้ว่าผมได้รูปรึเปล่า มันเร็วมาก รถม้าพระที่นั่งเสด็จผ่านแค่ 4 วินาที คือผมไม่รู้ว่าผมได้รูปรึเปล่าแต่ผมมีบทเรียนจากคราวที่แล้วคือผมต้องไม่เอาตาออกจากวิวไฟน์เดอร์ผมต้องกด ได้ไม่ได้ไม่รู้

แต่พอมาเปิดดู ได้ ผมได้รูปประมาณสักบ่ายโมงครึ่ง ด้วยระบบ security ครั้งนี้แน่นหนามากๆ เขาบล็อกสัญญาณโทรศัพท์ทั้งหมดในวินด์เซอร์ ไม่สามารถจะโพสต์รูปหรือส่งรูปให้สำนักข่าวอะไรได้

Thairath Talk  รูปที่เราได้มาดีเหมือนครั้งก่อนหน้า เป็นความตั้งใจไหม

ตั้งใจ เพราะเรารู้แล้วว่าชอตจูบไม่ได้แน่ๆ ผมเลยเลือกจุดที่จะเข้าใกล้พระองค์ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่ผมยืน ขบวนเสด็จมามีหลายขบวนเราไม่รู้ว่าขบวนไหนเพราะว่าทหารม้าอยู่สูงแล้วนั่งบังพระองค์ เราไม่รู้ว่าขบวนไหนคือขบวนของพระองค์ รู้ตัวอีกทีหนึ่งคือห่างไปประมาณแบบ 5 เมตรว่าเป็นพระองค์ พอเห็นพระองค์ปุ๊บ แต่ว่าพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้านหนึ่ง เราก็รู้สึกแบบซวยแล้ว ถ้าเกิดใครดูรูปผมจะเห็นผมมีลงไว้ จะมีชอตแรกที่ผมถ่ายมาจะเป็นพระองค์หันไปอีกด้านหนึ่ง ด้านขวาของพระอค์ แต่ผมอยู่ด้านซ้ายของพระองค์ ใจมันก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ แหละ

แต่จะไม่เอาตาออกจากวิวไฟน์เดอร์แน่นอน พอพระองค์ใกล้เข้ามาแล้วแต่พระองค์ยังไม่หันเลย ทุกคนก็ตะโกน เฮ นู่นนี่ ผมก็ตะโกนชื่อพระองค์ขึ้นมา แล้วเป็นจังหวะที่โชคดีที่ Duchess of Sussex ก็คือเมแกนนะครับ หันพระพักตร์มาที่กล้องพอดี แล้วผมได้ชอตนั้นพอดีเหมือนกับยิ้มให้กล้อง คือมันไม่ใช่เราเอาตัวเองไปอยู่ในการสร้างโอกาสแล้ว แต่เรายังได้โชคช่วยอีก คือไม่ใช่แค่มีโอกาสก็ไปแต่ยังมีโชคด้วย คือมันประกอบกันทั้งสองส่วน ก็ได้รูปในตำนานจริงๆ

เบื้องหลังสิ่งที่ได้จากการถ่ายภาพ

Thairath Talk ประสบการณ์ให้อะไรบ้างนอกจากภาพถ่าย

ผมได้โมเมนต์ของประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งคุณมีเงินเท่าไรคุณก็ซื้อมันกลับมาไม่ได้ มันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว วินาทีเดียว ดังนั้นแล้วสิ่งที่ผมทำคือผมเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่จะมีโอกาสที่จะได้ประวัติศาสตร์โลก วันนี้คุณค่าของมันยังไม่สูงหรอกแต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เพราะว่าเวลามันย้อนกลับมาไม่ได้ คุณไม่สามารถจะมาถ่ายรูปนี้อีกทีได้ เวลามันจะเป็นตัวที่บ่งบอกเองว่าคุณค่าของมันคือเมื่อไหร่

Thairath Talk  ภาพที่ได้ถือว่าเป็นโชคชะตาไหม

โชคดีครับผมก็ต้องยอมรับ นอกจากความตั้งใจแล้วผมก็มีโชคในครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลคือผมลดข้อผิดพลาดที่มันจะเกิดขึ้นด้วยตัวเอง ผมใช้เวลาในการทำงานทั้งหมด 4 วันจาก 11 วัน โดยการอยู่ตรงนั้นให้เต็มที่ มองหาตำแหน่งทุกอย่าง เพื่อที่จะลดข้อผิดพลาดของตัวเองจนเราได้จุดที่เรารู้สึกว่าจุดนี้คือจุดที่ใช่ ที่เราจะอยู่ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วเชื่อในตัวเองมากๆ เชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง

เราไปคุยกับทหารคนนี้ก็จะบอกมุมนี้ดีสุด อีกคนหนึ่งก็จะบอกว่ามุมนี้ดีกว่าเพราะเขาก็อยู่ตรงนั้น เราไม่เชื่อใครเราเชื่อสัญชาตญาณตัวเองว่าตรงนี้ดีสุดกับตัวเราจะทำให้เราได้รูป ถ้าเกิดผมไปอยู่อีกมุมหนึ่งซึ่งมันสวยกว่ามันเห็นพระราชวังวินด์เซอร์เป็น background แต่มันอาจจะได้ภาพที่มันไม่สวยเท่าชอตนี้

Thairath Talk  มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์พร้อมจะกระโดดเข้าไปแม้จะสูญเสียรายได้

คือผมมองว่ามันไม่ได้สูญเสียเงินหรือสูญเสียรายได้ ผมมองว่าผมสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ภาพประวัติศาสตร์มากกว่า ผมเห็นคุณค่าของภาพภาพนี้ไม่ใช่แค่ภาพ ถ่าย แต่ผมเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ของโลกมากกว่าที่จะเห็นคุณค่าของภาพภาพหนึ่ง ผมไม่ได้เห็นคุณค่าของกระดาษว่ามันปริ้นต์ออกมาเดี๋ยวกระดาษอะไร
ปริ้นต์แล้วสีสวยไหม แต่ผมเห็นถึงโมเมนต์วินาทีนั้นที่ผมกดชัตเตอร์แล้วมันได้รูปนี้ขึ้นมา ซึ่งมันจะมีแค่วินาทีเดียว

Thairath Talk  ช่างภาพที่ดีต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ผมว่าแต่ละคนมันมีมุมมองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน ตัวผมเองคือหนึ่งเลยคือซื่อสัตย์ สองคืออดทน สามคือมีวินัย สี่อีกอย่างหนึ่งคือมีจรรยาบรรณ ผมมองว่า 4 อย่างนี้จะทำให้คุณเป็นช่างภาพที่ดีได้

Thairath Talk  ช่างภาพไทยกับต่างประเทศต่างกันยังไง

คือผมมองว่าช่างภาพไทยเก่งๆ เยอะ มีมาตรฐานระดับโลกก็เยอะ จริงๆ มีช่างภาพไทยดังๆ มีชื่อเสียงระดับโลกเยอะมาก ผมมองว่าช่างภาพหลายๆคนที่พยายามพัฒนาตัวเองให้ถึงจุดหนึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาไปถึงจุดจุดหนึ่งไม่ได้ มันไม่ได้เป็นเพราะองค์ประกอบอื่นๆ มันเป็นเพราะองค์ประกอบของตัวเอง คือคุณอาจจะอดทนยังไม่พอ คุณอาจจะยังทำงานไม่หนักพอ คุณอาจจะยังสู้ไม่พอ คุณอาจจะยังสร้างโอกาสให้ตัวเองไม่พอ

เพราะฉะนั้นแล้วมันมีหลายๆ อย่าง ผมเชื่อในเวลาที่ใช่ เพราะงั้นสิ่งที่ผมทำคือผมเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ พร้อมกับเวลาที่ใช่เมื่อมันมาผมจะไปพร้อมกับมัน เพราะงั้นผมเตรียมตัว ตัวเองนี้คือสิ่งที่ผมทำได้ ผมไม่รู้ว่าโอกาสผมจะมาเมื่อไหร่ ผมไม่รู้ว่าโมเมนต์ของผมจะมาเมื่อไหร่ แต่ผมเตรียมตัวของผมให้พร้อมเพื่อเมื่อวันนั้นมาถึงแล้วผมไปกับมันได้ ผมสามารถจะได้โอกาสตรงนั้น

อนาคต โอ๊ต ชัยสิทธิ์

Thairath Talk  อีก 5 ปีจะเห็นคุณในรูปแบบไหน

ผมว่าก็ยังเป็นช่างภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของเวลา การเล่าเรื่อง และการสื่อสารความรู้สึกออกมาทางด้านการถ่ายภาพเหมือนเดิม แต่คือผมเป็นคนที่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเองตลอดเวลา ผมเป็นคนเชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลง แล้วผมเป็นคนที่จะพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทุกปีผมจะมีการวิเคราะห์ตัวเองว่าปีนี้ผมทำอะไรไป ปีนี้ผมทำอะไรดี ปีนี้ผมทำอะไรไม่ดี

ปีนี้ผมพัฒนาขึ้นไหม อะไรพัฒนาลง ผมจะเอาสิ่งเหล่านี้มาเพื่อคุยกับตัวเองว่าสุดท้ายแล้วเราถึงไหน ทบทวนเพราะว่ายิ่งเรากลับมาอยู่ในที่ของเรามากเท่าไร เรายิ่งจะรู้สึกแบบอยู่ยิ่งมากขึ้น มันไม่เหมือนตอนผมอยู่อังกฤษ อยู่อังกฤษมันมีแรงผลักดัน มันมีพลังในการ drive เราเยอะมาก แต่อยู่ที่นี่เหมือนกับว่าเราต้องควบคุมพลังให้อยู่กับเราเพื่อให้พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ได้

Thairath Talk มีชะโงกหน้าออกจากวิวไฟน์เดอร์แล้วมองภาพนั้นไหม

มีเยอะ เวลาที่ผมไปทำงานผมมักจะชอบเสพ เวลาไปเที่ยวผมจะไม่อยากจับกล้อง ผมอยากสัมผัสทางด้านอื่นบ้าง

Thairath Talk สัมผัสทางตาต่างจากทางวิวไฟน์เดอร์

ต่างมาก ตาดีกว่า คือมันไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าเกิดผมสัมผัสเมืองนี้ ผมเสพเมืองนี้ เสพบรรยากาศ ผมเสพด้วยความรู้สึกผ่านทางสายตา ผ่านทางการสัมผัส ผ่านทางการได้ยิน การมอง การลิ้มรส การได้กลิ่นนั้นคือการสัมผัส แต่มุมกลับกันเมื่อเราจะต้องถ่ายทอดออกไปให้อีกคนหนึ่งได้เห็น ผมเลือกวิธีการถ่ายทอดโดยการถ่ายรูป มากกว่าที่จะเป็นการพูดหรือบอกว่าที่นี่ดียังไง แต่ผมจะให้ภาพมันเล่าว่าภาพนั้นมันบ่งบอกอะไร

ฉะนั้นแล้วจุดประสงค์มันไม่เหมือนกัน การที่บางครั้งเราไปเที่ยวมุมนี้เราเห็นตรงนี้ ใช่เมืองมันมีการเปลี่ยนแปลง แต่ผมอยากจะ experience ด้วยตัวเองมากกว่าที่จะถ่ายทอดเก็บไว้ให้คนอื่นดู แต่ในวันหนึ่งในโมเมนต์ที่มันสำคัญมากๆ โมเมนต์นี้ผมอยากจะถ่ายเพื่อที่จะเก็บให้คนอื่นดู มันไม่เหมือนกัน

Thairath Talk ภรรยากับกล้องถ่ายรูปอันไหนสำคัญกว่ากัน

(หัวเราะ) จริงๆ แล้วภรรยาสำคัญกว่าครับ เพราะว่าภรรยามีคนเดียวครับ กล้องเดี๋ยวก็ซื้อใหม่ได้ครับ ภรรยาซื้อใหม่ไม่ได้.