เป็นหนุ่มคิดบวกที่เต็มไปด้วยพลังงานดีๆ และสร้างความสมดุลทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ดีทีเดียวสำหรับพระเอกหนุ่มผิวเข้ม ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ซึ่งเจ้าตัวได้เผยเรื่องราวต่างๆ กับ “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ถึงชีวิตในทุกวันนี้ทั้งในพาร์ตการทำงานที่ยังคงทำงานที่ตัวเองอยากทำ
ไปจนถึงเรื่องราวในครอบครัวสกิดใจ ทั้งศรีภรรยาคนสวย เอ๋ พรทิพย์ สกิดใจ ที่หลายคนยังอยากให้เธอกลับมาโลดแล่นอยู่บนหน้าจอทีวี รวมไปถึงพัฒนาการของลูกชายทั้ง 2 คน น้องภู-น้องเภา ที่เป็นโซ่ทองคล้องใจของทั้งคู่ด้วย
ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?
“ตอนนี้นอกจากเป็นพิธีกรรายการ “The Best of All เลขระทึกโลก” ทางช่อง 3 ก็มีละครเรื่อง “ด้ายแดง” เดี๋ยวจะเริ่มถ่ายทำแล้ว มี 1 เรื่องครับ ตอนนี้ก็ยังรับทีละเรื่องเหมือนเดิม คือเวลาเราโตขึ้น เราจะรู้ว่าเราควรแบ่งเวลาให้ครอบครัวด้วย
มันหมดเวลาสำหรับการทำงานไปเยอะๆ เราอยากกลับบ้านไปเล่นกับลูกมากกว่า แต่จะเล่นกับลูกอย่างเดียวโดยไม่ทำงานไม่ได้นะ ก็ต้องแบ่งเป็น 60:40 เมื่อก่อนทำงาน 120 ไปเลย คือทำงานหนักมาก นอนก็ดึก เดี๋ยวนี้ก็จะลดลง ทำงานสัก 60 เหลือก็ให้ครอบครัว
...
พี่เชื่อว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัย Golden Moment จริงๆ เด็กในวัยนี้เราต้องให้เวลากับเขา เด็กจะฝังใจกับพ่อแม่ก็คือในช่วงนี้แหละ แล้วมันจะอยู่ในใจเด็กจนเขาโต ก็อยากจะให้เวลาเขามากที่สุดเท่าที่ทำได้
งานก็อยากทำ แต่ก็ทำเท่าที่ได้ เรามีความสุขแล้ว เราไม่ได้มีหนี้สินอะไร ใครจะบอกว่าเรารวยแล้ว จริงๆ เราไม่ได้รวยมากหรอก แต่แค่ไม่มีหนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทุกวันของเราคือกำไรในชีวิต ได้ทำตรงนี้ก็คือกำไรของเรา ได้เล่นกับลูกก็เป็นกำไรของเรา เพราะเรามีเวลาอยู่กับเขา”
เทียบกับชีวิตเมื่อก่อนกับตอนนี้คงต่างกันมาก แบบไหนสนุกกว่า?
“คนละแบบ คุณไม่มีทางสนุกแบบเดิมๆ ได้ตลอดเวลาหรอก สมมติเมื่อก่อนคนบอกเป็นซุปเปอร์สตาร์ มันก็คือชีวิตการทำงานที่เราทำมันทุกอย่างดีหมดเลย สุดท้ายก็แอบชื่นชมตัวเองอยู่ในส้วมเท่านั้นละว่าเย้ สุดยอด ได้รางวัล (หัวเราะ) ใครจะไปเฮต่อหน้าคนอื่นเขาก็หมั่นไส้ใช่มั้ย
แต่วันนี้มันไม่ใช่เรื่องของการทำงานเพื่อจะได้เงินแล้ว เราก็พอมีเงิน ไม่มีหนี้ เรามีครอบครัว ก็เป็นเรื่องการเสียสละมากกว่า เราให้ครอบครัวบ้าง ไปส่งลูกไปโรงเรียนแล้วเห็นเขายิ้มก็มีความสุข
ในพาร์ตของงานอาจจะลดน้อยลง คนอาจจะมองว่างานช่วงนี้ลดลงเยอะเลย ดร็อปลงไปรึเปล่า เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ช่วงนั้นเราทำงานหนักเก็บเงินเก็บทอง ตอนนี้เราไม่ได้มองความเป็นที่หนึ่งอีกต่อไปแล้ว การเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศวาสของพี่อีกต่อไป การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพี่มากกว่า คุณไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าอะไรตลอดเวลาทั้งชีวิตหรอก”
เรียกว่าอยากทำในสิ่งที่สบายใจ?
“จริงๆ แล้วคนไทยต้องเป็นอย่างนั้น เราควรจะไขว่คว้าหาความสุข ไม่ใช่ไขว่คว้าหาแต่เงิน สุดท้ายป่วยตายเพราะเครียด ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ด้วย บางคนอยากรวยเร็วแล้วไปค้ายาเสพติด บางคนหาวิธีรวยทางลัดเพราะอยากรวย สุดท้ายบั้นปลายก็ต้องใช้กรรม
ดังนั้นทุกคนต้องย้อนกลับมาจุดเดิมว่าอยากได้อะไร คุณอยากมีเงินเยอะๆ เพื่อซื้อความสุขใช่มั้ย สุดท้ายมันไม่ใช่นะ ความสุขคือการที่คุณไม่มีอะไรเลยอยู่ดีแหละแล้วคุณมีความสุข มันก็คือความสุขแล้ว
คือการไม่มีอะไรเลยมันอาจเป็นความสุขที่สุดก็ได้นะ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ฉะนั้นคุณต้องไขว่คว้าหาความสุขของตัวเองให้ได้ว่าความสุขของคุณคืออะไร ณ ตอนนี้พี่อายุเท่านี้พี่คิดแบบนี้นะ แต่ดาราที่อายุ 25 หรือ 30 อาจจะยังมุ่งมั่นที่จะสำเร็จ เมื่อก่อนพี่ก็คิดแบบนั้น แต่ ณ วันนี้พี่คิดแบบเขาไม่ได้แล้วเพราะพี่โตกว่า”
แล้วน้องๆ เป็นไงบ้างช่วงนี้?
“เภาจะเริ่มดื้อแล้ว เริ่มมีมุมไม่น่ารักแล้ว แต่ภูจะเริ่มย้อนกัน จะเริ่มเชื่อฟังมากขึ้น หน้าเริ่มนิ่งลง อาจเป็นเพราะเราให้เขาสวดมนต์ด้วย นั่งสมาธิก่อนนอนทั้งคู่เลย คือทำให้เขานิ่งลงบ้าง เด็กจะมีพลังงานเยอะตลอดเวลา แต่การให้เขาทำตรงนี้มันทำให้เขานิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น อารมณ์เขาก็จะเย็นลงด้วย ก็มีความสุขดี แต่ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเป็นอะไร
...
ถามว่าน้องๆ มีแววด้านไหนบ้าง ภูนี่น่าจะไม่ไปทางไหนเลย (หัวเราะ) คือถ้าเป็นนักดนตรี ภูเหมือนเป็นมือกีตาร์คือขอลีดโซโล่อย่างเดียว ไม่สนใจไม่แคร์โลกอะ เขาอยู่ในโลกของเขา มีสไตล์ของตัวเอง
เภาจะเหมือนนักร้องนำ จะยิ้มแย้มแจ่มใส เจอใครก็ทักทายจ๊ะจ๋าไปทั่ว ส่วนภูเนี่ยจะทำหน้านิ่งๆ ถ้าใครจะคาดหวังความน่ารักกับภูรับรองผิดหวังทุกคน (ยิ้ม) แต่เขาไม่มีอะไรนะ เป็นวัยของเขามากกว่า แต่ก็มีความสุขดีที่ทั้งสองคนไม่เหมือนกัน
ตอนนี้ก็เริ่มไปเรียนแล้วทั้งคู่ ภูนี่เรียนแล้วไม่ยอมกลับบ้านแล้วไปหาเม็ดเป๊าะแป๊ะเล่นทั้งวัน เภาก็เข้าเรียนแล้ว เลยจุดร้องไห้ไม่ยอมไปเรียนแล้ว ถามว่าวันแรกมีร้องไห้มั้ย จะเหลือเหรอ (ยิ้ม) เอ๋กับพี่ก็ชะโงกดูกันว่าจะเอาไงดี
แต่พ่อแม่ทุกคนต้องผ่านจุดนี้หมด เราก็ดีใจที่ลูกเราก็ไม่ได้ร้องอะไรนักหนา แป๊บเดียวก็ผ่านไปได้ เภานี่ร้องแค่วัน 2 วัน ส่วนภูประมาณอาทิตย์นึงครับ”
วางแผนซัพพอร์ตลูกในอนาคตยังไงบ้าง?
“ก็จะสอนลูกให้เป็นคนดีไม่ใช่คนเก่ง คือคนเก่งมักจะทำเรื่องไม่ค่อยดี บางทีชอบเอาเปรียบ ชอบแข่งขัน เลยไม่ค่อยอยากให้ลูกเก่ง อยากให้ลูกเป็นคนดีก่อน เวลาชมลูกทุกครั้งจะบอกว่าดี ไม่ได้บอกว่าเก่ง เพราะรู้สึกว่าคนเราต้องดีก่อน
สารตั้งต้นต้องดีก่อน ถ้าสารตั้งต้นดีเดี๋ยวเก่งเอง คนเราก็ต้องเก่งทางใดทางหนึ่ง แต่ต้องเป็นคนดีก่อน เพราะความดีจะทำให้เรามุ่งมั่น อดทน ขยัน แบ่งปันช่วยเหลือ ก็จะพยายามให้ลูกเป็นแบบนี้ก่อน
ส่วนเรื่องการเข้าวงการหรือเป็นอะไรต่อไป ตอนนี้ให้เรียนหนังสือก่อนค่อยว่ากัน คือพ่อแม่อยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ลูกก็ต้องอยู่ตรงนี้แหละ มันคงไม่ไปไหนหรอก เพียงแต่ต้องสร้างพื้นให้ดีๆ ก่อน ให้เรียนหนังสือก่อน
การเรียนหนังสือเป็นการสร้างหลักคิดในสมอง ให้คิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างเป็นฟังก์ชัน ไม่ใช่อยู่ๆ ก็เข้าวงการเลย สมองจะไม่ทำงานอย่างเป็นฟังกชั่น จะมีแต่คิดในด้านอารมณ์แต่ไม่ได้คิดในด้านเหตุผลทางวิทยาศาสตร์”
...
หลายคนก็คิดถึงเอ๋ พรทิพย์ อยากเห็นเขากลับมาบนหน้าจอทีวี?
“เขาก็อยากมานะ คือตอนนี้แล้วแต่เขาเลยเพราะว่าเอ๋ข้ามช่วงที่แบบ...คือคุณแม่มักไม่มั่นใจในรูปร่าง แต่ตอนนี้ลูก 2 ขวบ เอ๋ลดน้ำหนักจนหุ่นสเลนเดอร์แล้ว ก็เป็นช่วงที่เขามั่นใจ เรื่องงานเราไม่เคยปิดอยู่แล้ว เอ๋ก็แค่พิจารณา ถ้าทำรายการเอ๋จะสะดวกกว่าเพราะมันเจาะจงได้ว่าวันนี้ช่วงนี้ ถ้าเป็นละครจะจัดสรรลำบาก
ถามว่ามีติดต่อมาเยอะมั้ยก็มีติดต่อมานะครับ แต่ตัวเขายังพิจารณาอยู่ว่าเขาสะดวกรึยัง บางทีเขาก็ถามก็บอกว่าอย่าเพิ่ง ให้ลูกโตอีกนิดนึง แต่ ณ วันนี้เริ่มจะปล่อยได้บ้างแล้วถ้าเอ๋จะไปทำงาน แล้วตอนนี้เขามุ่งมั่นกับผลิตภัณฑ์ของเขามากเพราะมันไปได้ดีมาก เขาก็เริ่มมาสายธุรกิจบ้างแล้ว พี่ก็คิดจะเกาะเมียเนี่ยแหละ (หัวเราะ) ก็ดีครับ เดี๋ยวเขาก็ทำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาเรื่อยๆ แต่ อย.ถูกต้องนะครับ”
แต่งงานมา 6 ปีแล้ว มีเคล็ดลับในการประคองชีวิตคู่ยังไงบ้าง?
“ก็ยอมครับ คือพี่เคยไม่ยอม เคยทะเลาะกันว่าเธอผิดฉันผิด ตรงนี้ข้ามกันมาหมดแล้ว จน ณ วันนี้ก็ขี้เกียจทะเลาะแล้วอะ บางทีทะเลาะกันไม่ต้องจบด้วยนะ เราก็บอกไปกินข้าวกันเถอะ พอแล้ว คือไม่ต้องเคลียร์ว่าใครชนะหรือใครแพ้นะ เราโตแล้วน่ะ
สุดท้ายก็คุยกันว่าจะเอาถึงขนาดไหนล่ะ ก็ต้องพาลูกไปกินข้าวปะ บางครั้งเราข้ามเลยเรื่องอารมณ์ ทะเลาะกันคืออารมณ์ แต่บางครั้งเหตุผลเรื่องลูก เอาชนะเรื่องอารมณ์ของเราสองคนได้ แล้วเราจะข้ามไป
ทุกครั้งที่เราทะเลาะ เรามีความขัดแย้ง มันไม่ง่ายหรอกที่คนสองคนจะเออออห่อหมกไปตลอดเวลา บางครั้งเรามีความเห็นไม่ตรงกัน มีความขัดแย้ง จะใช้วิธีการยอมกัน เช่น ถ้าเรื่องนี้พี่พูดก่อน เอ๋หยวนได้ก็ยอม แต่ถ้าเรื่องนี้เอ๋พูดแล้วพี่หยวน พี่ก็ยอม
...
บางทีแค่เรื่องไปกินอะไรดีก็ทะเลาะกันได้แล้ว แต่ทะเลาะเรื่องหนักๆ ไม่มีเลย ส่วนใหญ่จะทะเลาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ปิดดีลนี่ยาก กว่าจะจบก็ข้ามวัน แต่มันก็ลิ้นกับฟัน พ่อแม่เราก็เป็นแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายเราก็จะข้ามเรื่องนั้นได้เพราะเรามีลูก ลูกนี่เหมือนเป็นโซ่ทองคล้องใจ พอหันไปมองลูกแล้วก็บอกกันว่าพอแล้ว อีโก้ของเราน่ะพอได้แล้ว แสดงออกมากเกินไปแล้ว”
มีอะไรที่ยังอยากทำแล้วยังไม่มีโอกาสได้ทำไหม?
“ไม่มีเลย พี่เป็นคนที่สุขกับปัจจุบัน ไม่ได้คาดหวังอะไร ก็ยังอยากมีงานทำที่ดีอยู่นะ อยากมีรายได้สม่ำเสมอ ก้อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปแค่นั้น ไม่ได้ต้องการร่ำรวย แค่คิดว่าตื่นมาแต่ละวันก็เป็นผลกำไรชีวิตของเราแล้ว เรามีความสุขที่ทำรายการ เราก็มองมุมดีๆ ไป กลับบ้านไปเราก็มีความสุขแค่นั้นเอง
จะบอกว่าโซเชียลฯ ทำให้มนุษย์ตัวเล็กลงเรื่อยๆ เพราะว่าเราจะไปเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่นตลอดเวลา ทุกข์ทั้งนั้นเลย คือคุณจะรู้สึกตัวเล็กเพราะคุณเปรียบเทียบตลอดเวลา คุณลองไปดูคนที่ลำบากสิ เราไม่ได้เอาเขามาเพื่อบอกว่าเราดีกว่านะ แค่มองว่ายังมีคนลำบากกว่าเราตั้งเยอะ ฉะนั้นใช้ชีวิตแบบมีความสุขดีกว่า”.