เป็นเจ้าพ่อเพลงรักที่ไม่เคยเปิดปากเล่าเรื่องความรักของตัวเองที่ไหนมาก่อน สำหรับนักร้องหนุ่มชื่อดัง นภ พรชำนิ ล่าสุดในรายการ คลับฟรายเดย์โชว์ ช่อง GMM25 เจ้าตัวก็ได้เปิดปากเล่าถึงผู้หญิง 3 คนในชีวิตรักของตัวเองให้ฟังเป็นครั้งแรก และยอมรับว่า มันเป็นรักที่ผิด แต่ดีใจที่ตัดสินใจถูกในการเลือกรักครั้งนั้น เพราะอยู่ยาวมาด้วยกันจนทุกวันนี้ โดยนภเล่าว่า

"ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เปิดใจ ไขกุญแจความรัก ตอนที่แต่งงานกับน้องเพลิน ไม่เคยรู้เลยว่าทำสาวๆ อกหักทั้งประเทศ และไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองจะฮอตมากขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าอยากแต่งงานกับคนนั้นมากๆ อยากทำให้เค้ามีความสุข มาวันนี้ผ่านมา 12 ปีแล้ว

เพลง ฤดูที่แตกต่าง เป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักตนเอง และคนสำคัญที่ทำให้ร้องเพลงนี้ก็คือแฟนคนแรก คือคุณดารณี ทุกคนรอบข้างเรา รักดารณีทุกคน เราคบกันเป็นแฟนตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ผมเรียนวิศวะ มหิดล ดารณีเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไปเจอกันตอนช่วงก่อนขึ้นปี 2 เริ่มจากไปทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย

แล้วดารณีทำกระเป๋าเงินตก ผมก็ไปเปิดดู ปรากฎว่าเป็นของเค้า ก็เลยไปบอกเค้า จากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นได้คุยกัน แต่แรกๆ ก็ได้คุยกันแค่นั้น เค้าก็ขอบคุณที่เราไปบอกเค้าว่าทำกระเป๋าเงินตก จากนั้นก็พยายามตามหาเค้าที่จุฬา เราเรียนอยู่มหิดล ก็ไปตามหาเค้าที่จุฬาฯ"

"แล้วไปเจอป๊อด ธนชัย ซึ่งเรากับป๊อดนี่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ ม.1 สนิทกันตั้งแต่เด็ก พอผมบอกป๊อดว่ามาหาดารณี ป๊อดบอกว่า รู้จัก จนได้เจอดารณี ซึ่งดารณีกับป๊อดเค้าทักทายกันตลอด และเราก็แนะนำตัวกัน เค้าเป็นมิตรมาก และสุดท้ายเราก็ได้เป็นแฟนกันหลังจากนั้น เป็นแฟนคนแรกของผม"

...

"คบกันยาวนานมากประมาณเกือบ 5 ปีครับ แล้วเราไปเรียนต่อที่เมืองนอกและมีความคิดที่เกือบจะคล้ายกัน ดารณีและครอบครัวเค้าอยากให้เรียนทางด้านธุรกิจ แต่ผมชอบทางด้านสังคม อยากทำงานที่ช่วยเหลือคนอื่น ไม่อยากทำงานแบบธุรกิจ เพราะมันไม่ถนัด มันก็เลยเกิดแรงกระทบ เรื่องความคาดหวังที่มีต่อกัน จริงๆ ผมกับดารณีจะแต่งงานกันนะครับ เพราะที่บ้านผมชอบเค้ามาก"

ความแตกต่างของด้านความคิด อะไรที่ทำให้เราต้องแยกกัน? "นั่นคือแกนหลักเลยนะครับ เพราะว่าเรามีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน แรกๆ เราก็รักกันอยู่ดี แต่เราไม่ได้อยากมีอาชีพธุรกิจ มีรถหรูขับ บ้านผมไม่ได้ทำธุรกิจ แต่บ้านของดารณีเค้าทำธุรกิจ สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจแยกจากกันก็คงชัดเจนว่า ผมอยากเลือกทางที่ผมเชื่อมั่นว่า ผมไม่อยากเรียนทางด้านธุรกิจ ก็เลยตัดสินใจทิ้ง MBA แล้วกลับไทยมาทำงานเพลง"

"ถามว่าดารณีเข้าใจมั้ย ผมว่าก็น่าจะเข้าใจถึงวันนี้นะครับ เพราะว่าผมก็ทำงานเพลงมาตลอดตามที่ได้บอกเค้า มาตลอด 20 ปี ที่ผมอยู่ตรงนี้ ถามว่าเสียใจมั้ย ก็เสียใจทั้งคู่ครับ ผมเขียนเพลง ไม่มี ให้เค้า เขียนให้กับความรักของผมที่ไม่สมหวัง มันคือเพลงแรกที่ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว อกหักแต่เข้าใจ เพราะมันอยู่กันไม่ได้ อยู่ไปก็ต้องเลิกกันอยู่ดี หลังจากเลิกกันก็ไม่เจอกันอีกเลยครับ"

หลังจากนั้นโสดต่อมาอีกนานแค่ไหน? "จากนั้นก็เหมือนพระเจ้าประทานมาให้ผม ได้เจอเด็กแสบคนหนึ่งตามเพื่อนมาสัมภาษณ์ ซึ่งก็คือ คุณเพลิน นั่นเอง ผมจำเด็กคนนี้ได้ในช่วงนั้น เค้าแสบมาก ใส่ฟันเหล็ก เค้าเป็นคนที่คิดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ แต่เค้าเพิ่งอายุ 14 เองครับ และระหว่างนั้นเราก็ไม่ได้เป็นแฟนกันนะครับ"

"จากนั้นก็มีแฟนคนที่ 2 ซึ่งเราก็คบกันเหมือนเป็นพี่น้อง ดูแลกัน เป็นกำลังใจให้กัน ลักษณะของผมชอบตามใจแฟน เค้าไม่อยากให้ร้องเพลงเลย เหมือนกับไม่มั่นใจ กลัวไปเจอคนเยอะ ซึ่งก็เป๋จนได้ครับ ผมได้ไปเจอน้องเพลินในที่ที่เราไม่คิดว่าจะเจอ

ผมไปนั่งทานข้าวกับแฟนคนที่สอง เจอเพลินโตขึ้นแล้ว หน้าตาน่ารักขึ้นเลย แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร สักพักหนึ่งเค้าก็ลุกขึ้นมาทักเรา โอ้โห ต่างจากเด็กกะโปโลคนนั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำเรายิ่งประทับใจเลย แต่ตอนนั้นเราก็มีแฟนของเราอยู่ ณ ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดอะไรนะครับ"

ความรักครั้งที่สองมันจบลงยังไง? "จบลงหลังจากที่ผมได้คุยกับเพลินแล้ว คือก่อนหน้าผมก็ไม่ได้คิดอะไร แค่คิดว่าเราไม่ทะเลาะกัน ไม่ได้อยู่ดูแลกันเราก็โอเคแล้ว ไม่ได้คิดว่าเราจะเจอคนที่มาเติมพลังให้กับเรา ผมได้เบอร์เค้ามาจากเพื่อนของเค้า และก็ไม่คิดจะโทร เพราะเพลินก็มีแฟน

...

และผมก็มีแฟน รู้สึกว่ามันไม่เหมาะ จนมาคิดอีกทีโทรเลยดีกว่า ก็โทรคุยกันตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงตี 5 เราคุยกันเรื่องปรัชญาชีวิต การใช้ชีวิต ตั้งแต่ที่คุยกันครั้งแรก จนมาวันนี้เราคบกันมา 17 ปีแล้วนะครับ เราคบกันเป็นแฟน 5 ปี แล้วถึงแต่งงาน"

พอคุยแล้วมันใช่ขึ้นมา ทำยังไงกับอีกคน และเพลินเองก็มีแฟนอยู่? "เราก็คิดว่าเราไม่ควรเลิกกับแฟนเราและเค้าก็ไม่ควรเลิกกับแฟนเค้า คิดแค่นี้ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ผิด เราไม่ควรจะมาเจอกัน จนเรารู้ว่าความรู้สึกมันแรงกว่าความถูกผิด จนเรามาพยายามเข้าใจกับความรู้สึกนี้ให้ได้ ผมก็เลยเลือกที่จะเดินทางไปอเมริกาสักเดือน

หนีปัญหาไป เพื่อดูว่าถึงที่โน่นเราจะคิดถึงใคร แฟนเราหรือเพลิน หรือจะเจอคนใหม่ แล้วการไปทริปนั้นมันตอบได้ว่า ผมเลือกที่จะจบกับแฟนคนนั้น แล้วมาคบกับเพลิน ก็รู้สึกผิดที่ทำให้คนๆ หนึ่งเค้าต้องผิดหวัง แล้วเพลินเองก็ไปเลิกกันแฟนเค้า ผมคิดว่าการตัดสินใจครั้งนั้นถูกที่สุด เพราะถ้าเราคบกับแฟนเก่าไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ต้องเลิกกับเค้าอยู่ดีครับ"

ให้เหตุผลกับคนเก่าว่ายังไง? "ผมบอกตรงๆ ครับว่า รู้สึกผมมีทางเติมไฟให้กับผมแล้ว เพลินมาเติมไฟให้กับผม ซึ่งในตอนแรกจะปล่อยวางแล้ว แต่เพลินมาเติมไฟให้กับผม แม้ว่าวันนี้จะผ่านไป 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังลุยอยู่ ยังไม่เหนื่อย มาทุกวันนี้ผมก็เห็นแฟนคนนั้นเค้ามีความสุข และน่าจะมีความสุขกับตอนที่อยู่กับผมด้วยครับ"

...

"ด้วยความที่เราอายุห่างกัน 11 ปี ผมใกล้จะ 30 เค้าเพิ่งจะ 18 แต่ช่วง 2 ปีแรกเราก็แฮปปี้ดี เค้าจะไปเที่ยวกับเพื่อนเราก็คอยไปรับไปส่ง แต่มาช่วงหลังของปีที่ 2 ผมเริ่มจะไม่นิ่งเอง เพระาด้วยความที่กลัวว่าจะเสียเค้าไป รู้สึกเลยว่าเราแพ้คนนี้ แต่เราไม่อยากแพ้ไง ก็เลยพยายามสร้างอีโก้ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

โดยบอกว่าฉันไม่ต้องมีเธอก็ได้ แต่เราคิดผิด กลายเป็นว่าทะเลาะกัน แต่เพลินเค้ายังเป็นตัวเค้าเหมือนเดิม มีแค่เราที่เปลี่ยนไป แต่ผมถือว่าโชคดีมากๆ ที่เพลินเค้าอยู่กับผม

มีน้องชายมาเตือนผมว่า กำลังจะเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป แต่ผมไม่ฟัง นี่เรา นภ พรชำนิ นะ หาใหม่ที่ไหนก็ได้ จนผมได้ไปบวชเรียน ณ วันนั้นผมเป็นคนที่มีอัตตาสูงมาก จนเราบวชและเราได้จูนอารมณ์ตัวเองกลับมาเป็นนภในวันนี้ครับ พอได้สึกออกมาก็กลับไปง้อเพลินครับ"

ขอแต่งงานตอนอายุ 22? "ใช่ครับ หลังเค้าเรียนจบ ไม่รู้สึกว่าไวไปนะ เพราะอยากอยู่กับเค้ามาก อยากตื่นนอนมาเจอเค้าทุกวัน เค้าก็อยากอยู่ด้วยกันกับเรา ก็ให้พ่อกับแม่ไปสู่ขอ และหมั้นกัน แล้วก็แต่งในปีถัดไป ก่อนแต่งและหลังแต่งก็ยังเหมือนเดิม ยังเป็นแฟนกันเหมือนเดิมครับ

เราอยู่กันเหมือนเพื่อน เหมือนแฟนกันเหมือนเดิม ผมมองว่าอายุที่ห่างกัน 11 ปีเป็นข้อดีที่เราได้เรียนรู้กันและกัน สองอย่างมันเสริมให้เราเป็นทั้งผู้ใหญ่และเด็กเหมือนกันๆ กัน".

...