กว่าจะเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรก “Cyantist” และกว่าหนุ่มนักร้องนักแต่งเพลงไฟแรง “อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม” แห่งค่าย ไวท์ มิวสิค จะรวบรวมเรื่องราวถ่ายทอดอารมณ์ความหม่นเก้าบทเพลงล้วนโด่งดังทั้ง พลีส (PLEASE), ทางของฝุ่น, แผลเป็น, อ้าว, อย่าบอก, ช่วงนี้ ต้องผ่านอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วงชีวิตแถมต้องผ่านเส้นทางบนสายดนตรีที่เกือบจะล้มเลิกไปแล้ว!

ประเดิมเพลงเปิดอัลบั้ม “Good Morning Teacher” ก็ไม่สมหวัง ทำไมมันถึงเศร้าทั้งอัลบั้ม?

“อะตอม” เล่า “เริ่มจาก...เพลง Good Morning Teacher จริงๆมันเศร้าแต่เศร้าแบบทำใจได้ ไปต่อได้ให้อภัย เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ดีใจนะที่คนฟังชอบกัน เราโชคดีที่แต่ละเพลงที่ผ่านมาคนจำเนื้อเรื่องและพระนางได้ เลยเลือก 3 เพลง มีเพลง อ้าว อย่าบอก ทางของฝุ่น มารวมกันเป็นเอ็มวี เพราะเนื้อหาเพลงนี้คือ เราอาจจะมีคนรักเก่าที่เป็นเหมือนคนที่สอนบทเรียนต่างๆให้เรา ผมได้แรงบันดาลใจจากพี่เบิร์ดเพลง “ขอบใจจริงๆ” มันเป็นเพลงที่ประทับใจตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก พอโตมาได้เจอเรื่องความรักด้วยตัวเองมันยิ่งอิน และรู้สึกคลิกกับคำว่า Good Morning Teacher เป็นคำที่พูดซ้ำกัน เด็กๆก็พูดกันจนไม่รู้สึกอะไร เหมือนคำว่า อ้าวเฮ้ย เลยน่าสนใจสำหรับเรา เหมือนเราขอบคุณคุณครูที่ผ่านมาในชีวิตของเรา แบบกวนประสาทกว่าและปล่อยวางได้แล้ว”

ชีวิตจริงมองความรักแต่ละครั้งเหมือนเป็นครู?

“ผมว่ามันจริงนะ ต่อให้เป็นความสัมพันธ์อื่นจะเป็นเพื่อน ครอบครัว แต่ละวันเราก็ได้เรียนรู้วิธีจัดการกับคน”

ดูชอบเลือกใช้คำที่เคยชินมาใส่ในเพลงนะ?

“ด้วยความโชคดี บางทีผ่านไปเห็นอะไรแล้วมันสะกิดขึ้นมา ได้จากตัวเอง คุณแม่บ้าง”

...

กดดันมั้ยกับคำว่าเพลงของอะตอมต้องยอดวิวพุ่ง?

“ก็ส่วนนึง แต่พยายามไม่ให้มีผลนะ ผมว่าคนทำงานศิลปะงานเพลง ถ้ามัน อยู่ในแรงกดดัน มันอาจจะได้งาน แต่งานไม่ดี เพราะงานที่ผ่านมาแล้วคนชอบกัน เราทำตอนที่มีเวลาว่างคิดตอนเรียนมหาวิทยาลัย โดยปราศจากความกดดันเลยเป็นชุดงานที่ดี เป็นงานส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ แต่ช่วงนี้มันยากกว่าเดิม เราทำงานเยอะมาก เวลาที่อยู่ว่างๆน้อยลงเยอะ เราก็โหยหาความรู้สึกนั้นแต่มันก็แลกกัน ด้านดีคือเราได้ออกไปเจอคนฟังแค่ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ตอนนี้ก็วางแผนอยากไปเที่ยวที่ไกลๆ ผมไม่ได้หยุดยาวมานานเกือบ 2 ปี ต้องหาเวลาให้คุณพ่อคุณแม่แล้ว การเป็นศิลปินมันเอาเวลาที่เราควรได้อยู่กับคนที่เรารักไปพอสมควรเลย แต่มันจัดการได้”

อุปสรรคของศิลปินต่างจากอุปสรรคในวันที่เราฝันอยากเป็นศิลปินยังไง?

“ตอนนั้นยังลูกผีลูกคน ยังเด็กตื่นเต้นทุกอย่างมีอะไรใหม่ๆที่หนักที่สุดคือการรอคอยที่เราไม่รู้ว่าทางข้างหน้ามันเป็นยังไง ตั้งแต่เซ็นสัญญาจนได้ออกเพลงก็ประมาณ 4 ปี คิดว่าอย่างน้อยเราก็มีอีกทางกฎหมายที่เรียนมา แต่สุดท้ายถ้าเราไม่ตามฝันทางดนตรี เราคงเสียใจไปตลอดชีวิต เลยขอให้ได้ลอง ป้ายสุดท้ายของผมที่คิดว่าถ้าไปต่อไม่ได้คือจอด คือการได้ปล่อยเพลงแรกกับแกรมมี่เพลง พลีส เพราะเราเดินทางมานาน คิดว่าถ้าดังก็ดังไม่ดังก็แล้วไป เป็นด่านสุดท้ายแล้ว ถ้าเพลงไม่มาคือเราเก่งไม่พอ แต่มันคุ้มค่านะ ช่วงเวลานั้นได้ทำงานกับคนเข้าใจ ทำงานไวท์ มิวสิค เจอพี่บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า พี่บุรินทร์ พี่กวิน โปรดิวเซอร์ได้เก็บเกี่ยวก่อนจะเป็นนักร้อง ถ้าได้ออกเพลงตอนนั้นอาจจะเป็นไม่ได้แบบนี้”

วันที่เราถึงด่านสุดท้ายแต่กลับเป็นหน้าใหม่ของทุกคน?

“เราลุ้นมากและมีความโล่งว่าได้ปล่อยซักที เพลงพลีส ใช้เวลาค่อนปีนะกว่าจะดัง ตอนนั้นคนไม่รู้จักหน้าตาผม แค่ได้ยินเพลงเราแล้วชอบผมก็ดีใจ”

เวลาผ่านไป อะตอมปล่อยของและสีสันที่โตขึ้นเรื่อยๆ?

“จริงๆเราก็เป็นอย่างนี้นานแล้ว นอกจากความเศร้าในเพลงต่างๆ มันก็มีความกวนอะไรที่เป็นตัวเราแต่เราเพิ่งมีโอกาสได้ใส่เป็นเพลง คือช่วงหลังๆ ถ้าฟังอัลบั้มจะเห็นลำดับพัฒนาการเติบโตของผมชัดเจน ฟังเรียงกันได้เห็นว่าผมโตมายังไงบ้าง”

เราชอบแต่งเพลงรักในมุมเศร้ามากกว่าสุข?

“เพลงที่เล่าของผม มาจากเรื่องจริงเรามีอารมณ์ร่วม ผมว่าความเศร้ามันจับต้องง่าย มันเกิดขึ้นง่ายกว่าความสุข ความสุขเกิดขึ้นสั้น จากนั้นเป็นความเหงา คิดถึงทรมาน ผมว่าเข้าถึงคนได้ง่ายยังไม่มีเพลงรักดีๆเลย แต่คิดว่าจะเริ่มแล้ว”

เพลงเศร้าตลอดเพราะชีวิตจริงเจอแต่เรื่องอกหักเลยเหรอ?

“เราไม่ได้เจอบ่อยแต่เราเจอหนัก แผลไม่เยอะแต่แผลลึกครับ (หัวเราะ) และเป็นคนที่หัวใจอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้มาก มันสร้างแผลในใจชัดเจน มันกลับไปหาความรู้สึกเหล่านั้นได้ตลอดเวลาที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจ ผมอาจจะไม่ได้เจอคนเยอะ แต่อาจจะเจอครบรส เพิ่งดีขึ้นเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา เป็นช่วงคลี่คลายจากทุกอย่างที่เจอมา”

แรกๆคนมองว่าเรียบร้อยร้องเพลงเบาๆ พอมาเรื่อยๆก็ลีลาเยอะขึ้น?

“เราก็ค่อยๆให้คนได้เห็นตัวตนแบบที่เป็นเรา พอเวลาผ่านมาด้วยทิศทางดนตรีหรือเรื่องที่เกิดในชีวิตก็ทำให้คนได้เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไป เราเองก็โตขึ้น ค่อยๆเผยความเป็นปิศาจออกมา (หัวเราะ) เมื่อก่อนผมพูดน้อยมาก จำได้ว่ามีงานขึ้นไปโชว์แล้วผมไม่พูดกับเค้าเลย ร้องเพลงอัดเพลงเข้าไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะพูดอะไร แต่มาได้จากการไปทัวร์กับพี่ๆ กับพี่บุรินทร์ พอเราออกเพลงเหมือนเราเจนเวที มีอาจารย์ดีครับ จริงๆพี่ๆทุกคนให้อะไรเยอะมาก”

...

แล้วเป็นคนกวนๆอย่างเพลงมั้ย?

“กวนนะ คนฟังก็ชอบ แต่ก่อนผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมกวนประสาท (หัวเราะ) พอมันเริ่มแพลมๆ มันเริ่มเก็บไม่อยู่ หลังๆเวลาโชว์คนก็ได้เห็นสีหน้าลีลามากขึ้น ผมชอบสื่อสารจ้องตากับคนฟัง”

เรื่องสาวๆตอนนี้ล่ะ?

“ผมเพิ่งรู้ว่าคนคิดว่าผมเจ้าชู้มาก เป็นข้อกล่าวหา (ยิ้ม) จริงๆถ้าคบหากัน ผมก็หยุด คุยคนเดียว แต่ถ้ายังไม่เจอใคร อยู่ในช่วงทำความรู้จักกับคนมันก็ปกติ แต่ถ้าเลือกใคร คนอื่นก็หมดความหมายเลย ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดี”

ช่วงที่ดีแปลว่ามีสาวคุย?

“ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาคุย เราก็ให้เกียรติไม่ยุ่งกับใคร มันเหนื่อย อยากเจอใครที่นิ่งๆยาวๆ ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยเริ่มใหม่ ตอนนี้คงเลือกคุยกับสาวนอกวงการมากกว่า คนในวงการถ้าคนชอบที่เราอยู่ด้วยกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ชอบก็ลำบาก ผมอยากมีอีกด้านนึงที่กลับไปใช้ชีวิตคนธรรมดา”.