จากเด็กชายผู้หลงใหลเสียงดนตรีผ่านหน้าจอ 3DS สู่การเป็นโปรดิวเซอร์ Bedroom Pop ที่สร้างปรากฏการณ์ไวรัลไปทั่วโลกด้วยเพลง Overdose... วันนี้ "Natori" ศิลปินหนุ่ม J-Pop ปรากฏตัวในไทยพร้อมรอยยิ้ม และบทสนทนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ ไทยรัฐบันเทิง

เขาพาเราย้อนเวลากลับไปในวันที่ทำเพลงเงียบๆ คนเดียวในห้อง วันที่ไร้คนสนใจ แต่มั่นใจว่า “เพลงเราเท่ที่สุด” พร้อมเปิดใจถึงเบื้องหลังซิงเกิลใหม่ 'Puppet' ภาวะหมดไฟที่มองเป็นเพื่อนสนิท และความรักสุดลึกซึ้งที่มีต่อพลังงานของแฟนคลับชาวไทย!

ยินดีด้วยกับซิงเกิลล่าสุด 'Puppet' ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เพลงนี้กระแสตอบรับดีมาก อยากให้เล่าถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจเบื้องหลังคำว่า 'Puppet' หน่อยว่าคุณต้องการสื่อสารอะไรถึงคนฟัง และในฐานะโปรดิวเซอร์?

"จริงๆ แล้วเพลงนี้ผมแต่งขึ้นมาโดยแทบไม่ได้คิดอะไรเลยครับ (หัวเราะ) เดิมทีแอบคิดในใจว่าถ้าได้ให้ฝั่งไอดอลเอาไปร้องก็คงดีนะ เพราะงั้นเลยไม่ได้เผื่อไว้เลยว่าตัวเองจะเป็นคนร้องเอง แค่ลองจินตนาการภาพว่าถ้าในคอนเสิร์ตไอดอลมีการร้องคอลแอนด์เรสพอนส์ เกิดขึ้นมันจะเป็นยังไง แล้วก็แต่งขึ้นมาครับ เพราะฉะนั้นข้อความหรือเจตนาลึกซึ้งอะไรเนี่ย จริงๆ ก็แทบไม่ได้ใส่ไว้เลยครับ แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อแต่งขึ้นมาเพื่อใช้ในไลฟ์คอนเสิร์ตจริงๆ เป็นหลัก ผมเลยเริ่มทำมันขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความหวังที่ว่าอยากให้ทุกคนสนุกสนานและมันส์ไปกับมันในคอนเสิร์ตครับ"


เพลงนี้มีความท้าทายหรือความพิเศษในเรื่องของดนตรีที่แตกต่างจากซิงเกิลก่อนๆ อย่างไรบ้าง?

"คือในครั้งนี้ผมได้นำเอาแนวเพลงที่เรียกว่า 'Electro Swing' มาใช้อ้างอิงครับ จริงๆ ในเพลง 'Serenade' ที่ปล่อยไปก่อนหน้านี้ ก็เคยลองแต่งแบบก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปแตะๆ ขอบของแนว Electro Swing ดูบ้างแล้ว แต่คราวนี้ตั้งใจก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่แนวเพลง Electro Swing แบบเต็มตัวเลยครับ ตั้งใจแต่งขึ้นมาโดยคิดว่าจะสร้างแนวเพลงแบบนั้นในแบบฉบับของตัวเองให้ดีที่สุด ดังนั้น เรื่องของกรูฟ และความฟินของเสียงสังเคราะห์ เลยเป็นจุดที่พิถีพิถันและใส่ใจมากเป็นพิเศษครับ"


แฟนๆ ทราบว่าคุณเติบโตมาในยุคอินเทอร์เน็ตและเริ่มทำเพลงจากในห้องนอน (Bedroom Pop) อยากรู้ว่าในวัยเด็ก เด็กชาย natori เป็นคนอย่างไร?

"ตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่แล้วก็พวกพี่น้องในครอบครัวเป็นคนที่ชอบดนตรีกันมากครับ ผมเลยเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้นเลย อย่างเช่น เวลาไปร้องเพลงที่คาราโอเกะ ทุกคนในครอบครัวก็จะคอยเอ่ยปากชมเสียงร้องของผมเสมอ มีประสบการณ์แบบนั้นมาตลอดครับ ก็เลยเติบโตมาเป็นเด็กผู้ชายที่สนุกกับการเล่นดนตรีมาเรื่อยๆ บนฐานความคิดที่ว่า ถ้าเราทำดนตรีแล้ว ผู้คนก็จะชมเรานะ แล้วก็จำได้ว่าเคยถือไม้กลองไปนั่งตีโซฟาทำท่าเหมือนเล่นแอร์ดรัมอยู่ตลอดเลย เรื่องพวกนี้แหละครับที่เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าดนตรีมันสนุกจังเลย"


สภาพแวดล้อมหรือความทรงจำในวัยเด็กชิ้นไหนที่มีอิทธิพลต่อรสนิยมทางดนตรีของคุณมากที่สุด?

"อาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นหรอกนะครับ คือตอนประถมผมได้รับซื้อเครื่องเกม Nintendo 3DS มา ซึ่งเปิดเครื่องมาใน 3DS นั้นมันมี YouTube ติดมาด้วยอยู่แล้ว ผมก็เลยนั่งเปิดดูมาตั้งแต่เด็กๆ ครับ และเพราะเหตุนั้นเลยทำให้ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของพวก 'อุทาอิเตะ' (นักร้องบนโลกออนไลน์) หรือพวกดนตรีอินเทอร์เน็ต ที่ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงเรียกว่าพวกแนว Bedroom Music อะไรทำนองนั้นเยอะมากๆ ครับ การได้ดูอะไรพวกนั้น มันทำให้ผมเติบโตมาในฐานะคนที่มองพวกเขาเป็นไอดอลด้วยความชื่นชมและประทับใจมาตลอด ในแง่หนึ่งผมเลยคิดว่า ตัวตนความเป็นศิลปินของผมในทุกวันนี้ ถูกหล่อหลอมและสร้างขึ้นมาจากจุดนั้นเลยครับ"


ก่อนที่คุณจะเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางสายดนตรีอย่างจริงจัง ความฝันสูงสุดในชีวิตของคุณคืออะไร?

"เอ่อ... แต่เอาจริงแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าอยากทำดนตรีมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ เลยครับ แบบว่า... ยังไงดีล่ะ ไม่เคยมีความคิดที่จะมุ่งหน้าไปหาความฝันอื่นที่นอกเหนือจากดนตรีเลยสักครั้ง แถมจริงๆ แล้วผมก็แทบไม่เคยจินตนาการถึงอนาคตของตัวเองในแบบที่ไม่มีดนตรีเลยด้วยครับ เพราะงั้น ไม่ว่าจะเลือกเดินไปในเส้นทางไหน ผมก็คงเลือกดนตรีอยู่ดีแหละครับ"


มีจุดเปลี่ยนหรือศิลปินคนไหนไหมที่ทำให้คุณรู้สึกว่า 'ไม่ได้แล้ว ฉันต้องลุกขึ้นมาแต่งเพลงของตัวเองให้ได้'?

"ก็อย่างที่พูดไปเมื่อกี้แหละครับ คือผมเปิดดูพวกดนตรีอินเทอร์เน็ตบน YouTube มาตลอด ซึ่งในบรรดาศิลปินเหล่านั้น ผมได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินสายอินเทอร์เน็ตอย่าง เค็นชิ โยเนสึ (Kenshi Yonezu) หรือ ทัตสึยะ คิตานิ (Tatsuya Kitani) ครับ ตอนที่เปิดดูคำอธิบายคลิป... จะเรียกว่ายังไงดีล่ะ เอาเป็นว่า พอเปิดดูเครดิตแล้วได้เห็นความจริงที่ว่า พวกเขาลุยโปรดิวซ์ทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวทั้งหมด มันก็เลยจุดประกายให้ผมรู้สึกว่า 'อยากจะลองทำแบบนี้ดูบ้างจัง' หรืออยากจะเป็นคนที่รับมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดให้ได้น่ะครับ เพราะว่าผมมีความรู้สึกชื่นชมและมองพวกเขาเป็นไอดอลมากๆ ครับ ความรู้สึกที่ว่า อยากลองทำแบบนั้นดูบ้างจัง เลยกลายมาเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ผมตัดสินใจมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายดนตรีอย่างในตอนนี้ครับ"


ย้อนกลับไปตอนที่ปล่อยเดโมหรือคลิปสั้นลงบน TikTok/YouTube ครั้งแรก ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอย่างไร? มีความกังวลหรือความคาดหวังอะไรบ้างไหมในฐานะศิลปินหน้าใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักเลยในตอนนั้น?

"ตอนแรกๆ ไม่มีใครฟังเลยครับ แทบไม่มีใครเหลียวแลหรือสนใจเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นเนี่ย... ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ ผมก็ทำเพลงขึ้นมาโดยคิดอยู่ตลอดว่า เพลงที่ตัวเองทำเนี่ยเท่ที่สุดแล้ว (หัวเราะ) ก็เลยคิดแค่ว่า มันแค่ยังไม่มีใครค้นพบเราเจอเฉยๆ หรอกน่า อะไรทำนองนั้นครับ ผมคิดว่าตัวเองทำกิจกรรมดนตรีมาด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแบบนั้นแหละครับ"


จากคนที่ทำเพลงเงียบๆ คนเดียวในห้อง สู่การจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่ Nippon Budokan และการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วเอเชีย (Asia Tour) อะไรคือสิ่งที่คุณต้องปรับตัวหรือแลกมามากที่สุดในระหว่างเส้นทางการเติบโตที่รวดเร็วนี้?

"เอ่อ... ถ้าพูดถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จุดใหญ่มากๆ เลยก็คือ คนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับผมตรงนี้เพิ่มขึ้นเยอะมาก ครับ คำว่ามีส่วนร่วมในที่นี้ แน่นอนว่าหมายถึงทั้งทีมงาน แล้วก็แฟนเพลงทุกคนที่คอยฟังเพลงด้วยครับ คือในตอนนั้นผมไม่เคยเล่นไลฟ์คอนเสิร์ตเลยสักครั้ง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังต่อสู้กับตัวเลขปริศนาที่ไม่รู้ที่มาที่ไปอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ ครับ แต่พอได้มาสัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งการทัวร์คอนเสิร์ต ทั้งการได้ขึ้นแสดงที่ นิปปอน บูโดกัน พอถึงตอนที่ได้สัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองจริงๆ ว่า มีคนที่กำลังเต้นแล้วก็ร้องไห้ไปกับเพลงของเราอยู่จริงๆ นะ รู้สึกเลยครับว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก แล้วก็เรื่องของความกดดันหรือความรู้สึกรับผิดชอบที่ว่า เราต้องส่งมอบบทเพลงที่ดีออกไปให้ถึงคนเหล่านั้นให้ได้ ก็เปลี่ยนไปจากตอนนั้นเยอะมากๆ เหมือนกันครับ"



แฟนๆ แบบไหนที่รู้สึกว่าเจอแล้วตื่นเต้นมาก?

"อย่างเมื่อปีที่แล้วตอนที่ผมไปเล่นเอเชียทัวร์ที่เกาหลี (รวมถึงกรุงเทพฯ) ผมจำได้แม่นเลยครับว่าประทับใจสุดๆ กับพลังของคนที่นี่ เป็นความสนุกสนานเฮฮาในแบบที่ไม่มีในญี่ปุ่นเลย แถมเพลงของเรายังทำให้ผู้คนส่งเสียงกรี๊ดแล้วก็ช่วยกันเนรมิตให้ฮอลล์มันส์กระห่มขึ้นมาได้ มีกลุ่มคนที่พกพลังงานล้นเหลือขนาดนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย! ผมชอบคนประเภทนี้มากๆ เลยครับ แล้วก็พวกคนที่ส่งต่อความรักมาให้ผมตรงๆ แบบไม่มีกั๊กเนี่ย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ผมก็รู้สึกรักและประทับใจพวกเขามากๆ เสมอเลยครับ"


เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลง 'Overdose' (2022) คือเพลงเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้คนทั้งโลกและแฟนๆ ชาวไทยรู้จักคุณ ในมุมมองของคุณ อะไรคือเสน่ห์ของเพลงนี้ที่คิดว่าโดนใจคนฟังทั่วโลกจนกลายเป็นกระแสไวรัลขนาดนั้น?

"เอาจริงๆ ผมก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดเหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) แต่แบบ... ถ้าย้อนไปตอนปี 2022 มันคงเป็นยุคสมัยที่ทั่วโลกกำลังรับมือกับไวรัสโควิด แล้วก็มีเรื่องชวนเหนื่อยล้าเกิดขึ้นเยอะพอสมควรเลยใช่ไหมล่ะครับ ในบรรยากาศแบบนั้น การที่มีเพลงที่ไม่ได้ใส่อารมณ์ดึงเค้น หรือเบียดเร่งจังหวะอะไรมาก แต่กลับร้องเล่าเรื่องหมองๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ท่ามกลางสถานการณ์แบบนั้น มันเลยอาจจะดูยูนิค แปลกใหม่ หรือน่าสนใจขึ้นมาละมั้งครับ... แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้หรอกนะ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยครับ"


หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วจากเพลงแรก แน่นอนว่าต้องตามมาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากคนรอบข้าง คุณเคยเจอกับภาวะกดดันจนหมดไฟ (Burnout) หรือเจอกับช่วงเวลาที่แต่งเพลงไม่ออกบ้างไหม?

"ผมคิดว่าทุกวันนี้สิ่งนั้นมันก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่อย่างต่อเนื่องเลยครับ มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะขึ้นมากจริงๆ... ทั้งจิตใจและสมองเลยต้องแบกรับความเคียดแค้นและความกดดันเอาไว้ตลอดเวลา ในขณะที่ตอนนี้ผมก็ยังคงเล่นคอนเสิร์ตและทำดนตรีต่อไปเรื่อยๆ แต่พอมาลองคิดดูว่า ถ้าความรู้สึกหนักหน่วงพวกนี้มันหายไปจริงๆ ผมจะยังแต่งเพลงดีๆ ออกมาได้อยู่ไหม... ก็คิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมเลยคิดว่าความเจ็บปวดพวกนี้อาจจะเป็น 'เพื่อนที่จำเป็น' สำหรับผมก็ได้มั้งครับ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็เลยเรียนรู้ที่จะต่อสู้และอยู่ร่วมกับภาวะ Burnout (ภาวะหมดไฟ) พวกนี้ไปเรื่อยๆ ครับ"


คุณรับมือกับความคาดหวังเหล่านั้นอย่างไรเพื่อไม่ให้มันทำลายแพสชันของคุณ?

"มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาเบสิกมากๆ นะครับ แต่การถือมั่นในความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะแต่งเพลงต่อไป! เนี่ย... คือที่ผ่านมาผมเคยยอมอลุ่มอล่วยให้คนอื่น หรือยอมประนีประนอมในเรื่องต่างๆ มาเยอะมากเลยครับ แต่สิ่งที่ผมยืนหยัดและไม่เคยยอมอ่อนข้อให้เลยสักครั้งก็คือเมโลดี้ และ การสร้างสรรค์ผลงานเพลง นี่แหละครับ ผมคิดว่าตัวเองขับเคลื่อนและทำมันมาตลอดได้ด้วยจิตวิญญาณอันแน่วแน่ที่ว่า จะไม่มีวันยอมแลกหรือเสียสิ่งนี้ไปเด็ดขาด ครับ"


ความรู้สึกหลังจากแต่งเพลงเสร็จหนึ่งเพลง รู้สึกยังไงบ้าง?

"พวกความรู้สึกหลงตัวเองหรือคิดว่า แบบนี้แหละเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้ว มันลดน้อยลงไปเยอะเลยครับ"


หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกจนถึง Natori ในวัยปัจจุบัน บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่วงการดนตรีและชื่อเสียงได้สอนคุณคืออะไร?

"ถ้าพูดถึงตอนนั้น ช่วงก่อนที่จะเริ่มทำดนตรีจริงจัง ผมเคยเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามตลอดเลยว่า ทำไมเพลงแบบนี้ถึงมีคนฟังเยอะขนาดนี้นะ? หรือคอยแต่จะบ่นให้สิ่งตัวเองไม่ได้ชอบมาตลอดชีวิตเลยครับ

แต่พอถึงวันที่ได้มาทำงานสายแต่งเพลงให้ผู้คนจริงๆ ผมถึงได้เข้าใจว่า เราต้องเปิดใจพยายามทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้น หรือจะเรียกว่า... เราต้องหันกลับมามองสิ่งที่ตัวเองเคยเกลียดให้ดีๆ ครับ เพราะสิ่งที่เคยไม่ชอบเนี่ย จริงๆ มันก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง และมีเหตุผลบางอย่างที่เรายังไม่เคยรู้ดำรงอยู่ด้วยเหมือนกัน การได้ตระหนักว่าเราควรมองและทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้นอย่างถี่ถ้วน เลยถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของผมเลยครับ"


ถ้าเดินไปบอกตัวเองในอดีตตอนที่เพิ่งเริ่มหัดทำเพลงได้ 1 อย่าง คุณอยากจะบอกอะไรกับตัวเอง?

"ผมแค่อยากจะบอกตัวเอง (ในตอนนั้น) ว่าทำต่อไปในแบบนั้นแหละ!ครับ"




นอกจากงานเพลงของตัวเองแล้ว คุณยังได้โปรดิวซ์เพลงให้ศิลปินเก่งๆ มากมาย (เช่น Ado, Kobo Kanaeru, Tatsuya Kitani) การทำงานร่วมกับคนอื่นให้อะไรกับคุณบ้าง?

"เอ่อ... อันนี้พูดในมุมมองที่เป็นบวกมากๆ เลยนะครับ คือผมมารู้ตัวว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบการแต่งเพลงให้คนอื่นร้องมากกว่าเยอะเลยครับ มันทำให้ผมเริ่มมองไปถึงภาพในอนาคตว่า ไม่ใช่แค่เรื่องที่ตัวผมเองเป็นคนร้องอย่างเดียวแล้ว แต่ยังมีความคิดที่ว่า อยากสร้างสรรค์บทเพลงที่สามารถส่งต่อให้คนอื่นนำไปร้องได้อย่างงดงาม ขึ้นมาด้วย การได้สัมผัสประสบการณ์แบบนั้น ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้รู้สึกดีใจมากจริงๆ ครับที่ได้ลองทำมัน"


ในอัลบั้มต่อๆ ไป จะมีทิศทางหรือการทดลองแนวเพลงใหม่ๆ อะไรที่แฟนๆ ต้องจับตามองบ้างไหม?

"ตัวผมเอง...จนถึงตอนนี้ยังแทบไม่เคยลองท้าทายตัวเองกับเพลงแนวช้าๆ อย่างพวกเพลงบัลลาดสบายๆ เลยครับ จากนี้ไปเลยอยากจะลองลุยทำเพลงแนวๆ นั้นอย่างจริงจังดูบ้าง แล้วก็อีกหนึ่งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้เลยคือ อยากจะแต่งเพลงโดยใช้ Vocaloid ดูครับ เพราะนั่นเป็นรากทางดนตรีที่ผมรักและชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เลย"


ในการเดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย มีเรื่องไหนเกี่ยวกับแฟนๆ ชาวไทยที่ทำให้คุณประทับใจจนต้องอุทานว่าสุดยอดบ้างไหม?

"คือ... พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่คอยส่งเสียงเชียร์ให้อย่างเต็มที่กับทุกๆ อย่างเลยครับ อย่างเวลาที่ผมแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ลงไปในระหว่างเพลง เขาก็จะคอยบอกว่า สุดยอดไปเลย! หรืออะไรทำนองนั้น คือเขาแสดงปฏิกิริยาตอบรับกลับมาในแบบที่ผมคาดหวังไว้ทั้งหมดเลยครับ ผมเลยชอบพวกเขามุมนี้มากๆ และก็หวังว่าจะได้เห็นมุมแบบนั้นอีกในคอนเสิร์ตพรุ่งนี้ครับ"


มาประเทศไทยทั้งที อาหารไทยที่คุณอยากจะทานคืออะไร และเมนูไหนที่คุณทานแล้วชื่นชอบ พอได้ทานแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ทานเมนูนั้นให้ฟังหน่อย?

"(เปิดรูปในมือถือให้ดู) ปลากะพงทอดน้ำปลา ทอดมันกุ้ง มันอร่อยมากๆ เลยครับ ส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบการปรุงรสแบบเรียบๆ ง่ายๆ อยู่แล้วด้วย พอได้มาทานแล้วก็รู้สึกว่า แม้จะไม่ถึงกับเรียกว่าเป็น 'รสชาติของวัตถุดิบ' ซะทีเดียว แต่การที่ได้ละเมียดละไมลิ้มรสชาติของวัตถุดิบแต่ละอย่างในกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่เนี่ย มันเป็นจุดที่รู้สึกว่าอร่อยมากๆ เลยครับ"


มีสถานที่ไหนของไทยที่คุณอยากจะไปเที่ยวดูบ้างหรือไม่ เพราะอะไรถึงอยากจะไปสถานที่แห่งนี้?

"ผมอยากลองไปไนท์มาร์เก็ต ดูน่ะครับ คือเอาจริงๆ เมื่อก่อนผมไม่ค่อยรู้จักไนท์มาร์เก็ตเลย แต่ว่าทีมงานกับเพื่อนๆ ในวงเขาชวนกันว่า 'มันน่าสนุกสุดๆ ไปเลยนะ ไปกันเหอะ!' นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตอนนี้ผมรู้สึกอยากไปมากๆ เลยครับ"


และสุดท้ายนี้ มีข้อความอะไรที่อยากส่งตรงถึงแฟนคลับชาวไทยที่คอยสนับสนุนคุณมาตลอดบ้างไหม?

"ขอบคุณทุกคนที่คอยฟังเพลงกันอยู่เสมอเลยนะครับ หลังจากนี้ผมก็จะตั้งใจทำเพลงที่ดีสุดๆ เพื่อให้ส่งไปถึงผู้ฟังอีกหลายๆ คน ดังนั้นจากนี้ไปก็ช่วยฟังกันเยอะๆ ด้วยนะครับ

แล้วก็ในคอนเสิร์ตพวกผมก็จะพาแดนซ์กันให้สุดเหวี่ยงเลย เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนสนุกกันให้เต็มที่ก่อนกลับบ้านนะครับ ฝากด้วยนะครับผม"


บทสนทนากว่าครึ่งชั่วโมงกับ natori ทำให้เราได้เห็นภาพของเด็กหนุ่มผู้ซื่อตรงต่อแพสชันอย่างแท้จริง เขาไม่ได้มองว่าความสำเร็จคือจุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงก้าวแรกของการเรียนรู้—ทั้งการรับมือกับภาวะ Burnout การเปิดใจยอมรับสิ่งที่เคยเกลียด หรือแม้กระทั่งความสุขง่ายๆ อย่างการได้ทาน “ปลากะพงทอดน้ำปลา” ในกรุงเทพฯ

ไม่ว่าอนาคตทิศทางดนตรีของเขาจะเดินทางไปสู่สายบัลลาดสบายๆ หรือย้อนกลับสู่รากเหง้าอย่าง Vocaloid สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือความเชื่อมั่นในเมโลดี้ของตัวเอง และแฟนๆ ชาวไทยก็พร้อมแล้วที่จะออกไป “แดนซ์กันให้สุดเหวี่ยง” ในคอนเสิร์ตของเขาอย่างแน่นอน


ขอบคุณสถานที่ : Kimpton Maa-Lai Bangkok

ภาพโดย : Kana Tarumi