มาดูกับมาดาม: “No Time to Die” เพลง(รัก)สุดท้ายของ “เจมส์ บอนด์”

ข่าว

    มาดูกับมาดาม: “No Time to Die” เพลง(รัก)สุดท้ายของ “เจมส์ บอนด์”

    มาดามอองทัวร์

      17 ต.ค. 2564 13:00 น.

      เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการกับภาคล่าสุดของ “ตำนานสายลับ” อย่าง “เจมส์ บอนด์” ซึ่งก็ถือว่าสมการรอคอยจริงๆ เพราะไม่ใช่แค่งานโปรดักชั่นที่แทบไม่เคยทำให้ผิดหวัง การรับบท “เจมส์ บอนด์” ครั้งสุดท้ายของ “แดเนียล เคร็ก” ก็น่าประทับใจมาก

      “แดเนียล เคร็ก” กับการรับบท “เจมส์ บอนด์” เป็นภาคสุดท้าย

      เอาเข้าจริง แดเนียลเคยปฏิเสธจะเล่นภาคนี้มาแล้ว แต่ก็เปลี่ยนใจรับเล่นในที่สุด ตอนรู้ข่าวก็แอบทำให้เราโล่งใจ อาจเพราะเราคุ้นเคยกับเขาในบทบาท “เจมส์ บอนด์” มากที่สุด...เหมือนโตมาด้วยกัน และเราก็ยังคิดไม่ออกว่าใครจะมารับบทเป็น “007” แทนเขา

      ถึงตอนนี้...ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า “No Time to Die” จะเป็นภาคสุดท้ายของแดเนียล เราอดใจหายไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นการ “อำลาตำแหน่ง” ที่สมศักดิ์ศรี และน่าจะชวนให้จดจำเขาในฐานะ “เจมส์ บอนด์” ไปอีกนาน เพราะภาคนี้ก็บู๊สั่งลาได้สะใจเช่นเดิม

      นอกจากลีลาสายลับนักบู๊ที่แดเนียลทำได้ดีเหมือนเคยแล้ว ในภาคนี้เราจะได้รู้จักเขาในมุมที่ดราม่าขึ้น โดยเฉพาะ “ตัวตน” และ “จิตวิญญาณ” ที่เปราะบาง รวมถึง “ความเป็นคน” แบบปุถุชนธรรมดาที่เข้าถึงได้มากขึ้นด้วย

      “เจมส์ บอนด์” ก็มีหัวใจและมีบทบาทอื่นได้นอกจาก “สายลับ”

      และแน่นอนว่าไฮไลต์ของภาคนี้คงหนีไม่พ้น “ความรัก” หรือ “ผู้หญิง” ของ “เจมส์ บอนด์” ซึ่งภาคที่แล้วจบที่เราเชื่อว่าเขาได้เจอกับความรักที่แท้จริง แต่ใครจะรู้...ว่านั่นจะกลายเป็นความรักครั้งสุดท้ายของเขาด้วย

      “แมเดลีน สวอนน์” ความรักครั้งสุดท้ายของ “เจมส์ บอนด์”

      “ผู้หญิงของบอนด์” เป็นสีสันและเป็นไฮไลต์สำคัญในทุกภาคของ “เจมส์ บอนด์” เสมอ ถึงขนาดว่าถ้าจะดูว่านักแสดงสาวคนไหนกำลังมาแรง หรือน่าจะเป็นดาวรุ่ง พวกเธอเหล่านั้นมักได้รับเลือกให้มารับบทเป็นสาวๆ ของบอนด์

      หนึ่งในสาวบอนด์ของภาคนี้
      หนึ่งในสาวบอนด์ของภาคนี้ "อนา เดอ อาร์มัส"

      ที่ผ่านมาก็มีสาวๆ หลายคนได้รับโอกาสนี้ ซึ่งส่วนมากก็แซ่บลืมกันทุกนาง จนแทบกลายเป็น “Stereotype” เป็นที่รู้กันว่าสาวๆ ของบอนด์ ต้องลีลา(บู๊)เด็ด เซ็กซี่ ฉลาดทันคน และเต็มไปด้วยพิษสงรอบตัว แต่ “แมเดลีน สวอนน์” (รับบทโดย “ลีอา เซย์ดูซ์”) ไม่ใช่ “ผู้หญิงของบอนด์” แบบที่เราเคยรู้จัก

      "ลีอา เซย์ดูซ์" กับบท "แมเดลีน สวอนน์" ความรักครั้งสุดท้ายของบอนด์

      หลายครั้งที่เราสงสัยว่าผู้หญิงแบบไหนที่จะเป็น “รักครั้งสุดท้าย” ของ “เจมส์ บอนด์” และเอาจริงๆ ครั้งแรกที่ได้เห็นแมเดลีน เราก็ยังไม่กล้าฟันธง แม้ว่าหลายๆ จุดในภาคนั้นเหมือนจะแอบส่งซิกว่าเธอคนนี้นี่แหละคือรักครั้งสุดท้ายของบอนด์

      เคมีระหว่างบอนด์และแมเดลีน สำหรับเราในฐานะที่ดูหนัง “เจมส์ บอนด์” มาแล้วหลายภาค มันเหมือนมีอะไรหลายอย่างในตัวแมเดลีนที่ทำให้บอนด์แพ้ทาง และก็จริงดังคาด...เขาตกหลุมรักเธอจังเบ้อเร่อ ถึงขั้นจะปลดเกษียณตัวเองในฐานะสายลับเพื่อเธอ!

      แต่เรื่องมันจะจบง่ายๆ(แบบน้ำเน่า)น่ะเหรอ?

      คำตอบก็รอคุณๆ อยู่ในภาคนี้ “No Time to Die” โดยเฉพาะชีวิต ตัวตนของ “แมเดลีน สวอนน์” ความลับของเธอ และปิดท้ายด้วยเส้นทางความรักของเธอกับบอนด์

      “We Have All the Time in the World” เพลงรัก(ครั้งสุดท้าย)ของ “เจมส์ บอนด์”

      นอกจาก “ผู้หญิงของบอนด์” จะเป็นไฮไลต์ของหนัง “เจมส์ บอนด์” ทุกภาคแล้ว เพลงประกอบก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ผู้ชมทั่วโลกให้ความสนใจ

      "โนมิ" สายลับ 007 คนใหม่ รับบทโดย " ลาชานา ลินช์"

      เฉกเช่นเดียวกับสาวๆ ของบอนด์ ถ้าอยากรู้ว่านักร้องคนไหน หรือวงไหน กำลังเป็นที่จับตา ก็ให้ดูว่าเขาได้รับเลือกมาร้องเพลงประกอบให้ภาคใดภาคหนึ่งของ “เจมส์ บอนด์” หรือไม่

      สำหรับปีนี้ถึงคิวของศิลปินสาวสุดแนวอย่าง “บิลลี่ เอลลิช” (Billie Eilish) ที่มาพร้อมกับเพลงประกอบชื่อเดียวกับเรื่องอย่าง “No Time to Die” แน่นอนว่างานดี ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวธีมหลักของ “เจมส์ บอนด์” ภาคนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็มีอีกเพลงที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเป็นเพลงเปิดและเพลงปิดของภาคนี้

      “We Have All the Time in the World” เป็นเพลงรักสุดคลาสสิกที่หลายคนอาจเคยได้ยิน ที่สำคัญมันเคยใช้ประกอบหนัง "เจมส์ บอนด์" ภาค "On Her Majesty's Secret Service" (1969) มาแล้ว เนื้อหาก็ตรงตามชื่อของเพลงนั่นแหละ "เวลาทั้งโลกเป็นของเรา" ว่าแต่...มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของ “เจมส์ บอนด์” ในภาคนี้?

      เอาจริงๆ ตอนต้นที่ได้ยินบอนด์พูดประโยคเดียวกันกับชื่อเพลง “We Have All the Time in the World” เราก็ยังไม่เอะใจ แต่พอเรื่องดำเนินไป กระทั่งถึงจุดสำคัญที่ “ความลับ” หลายอย่างถูกเปิดเผย เราก็เริ่มจะเข้าใจว่าบอนด์ “No Time to Die” เพราะอะไร เรียกว่าเป็นการสรุปเส้นทางความรักของบอนด์ได้อย่างลึกซึ้งและกินใจมาก

      เอาเป็นว่าโดยรวม “No Time to Die” #ดูสนุก ทีเดียว แม้จะมีจุดเนือยๆ บ้าง รวมถึงบทบาทตัวร้ายของเรื่อง ซึ่งรับบทโดย “รามี มาเลค” ที่น่าผิดหวังสักหน่อย เพราะออกมาน้อยกว่าที่คิด แต่ภาพรวมก็ชวนติดตามทีเดียว งานโปรดักชั่นและคิวบู๊ต่างๆ คงไม่ต้องพูดถึง เพราะอลังการเหมือนแทบทุกภาคที่ผ่านมา

      "รามี มาเลค" วายร้ายของภาค

      แต่ที่น่าประทับใจสุดคงเป็นการอำลาตำแหน่ง “เจมส์ บอนด์” อย่างสมศักดิ์ศรีของ “แดเนียล เคร็ก” ที่แม้จะทำให้เราใจหาย แต่ก็น่าจะเป็น “พยัคฆ์ร้าย 007” ที่จะอยู่ในใจของเราไปอีกนาน

      You will definitely be missed!

      มาดามอองทัวร์
      Twitter: @MadamAutuer

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        No Time To Die#NoTimeToDie#007James Bond 007#JamesBondพยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะมาดูกับมาดามมาดามอองทัวร์หนังใหม่ 2021แดเนียล เคร็กลีอา เซย์ดูซ์บิลลี่ เอลลิชรามี มาเลคลาชานา ลินช์อนา เดอ อาร์มัส

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 10:47 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์