ดูอะไรกันดีใน Disney+ Hotstar จากซีรีส์บ้าพลัง ถึงหนังหว่องกาไว

ข่าว

    ดูอะไรกันดีใน Disney+ Hotstar จากซีรีส์บ้าพลัง ถึงหนังหว่องกาไว

    ไทยรัฐออนไลน์

    8 ก.ค. 2564 18:01 น.

    • แม้สตรีมมิง Disney+ Hotstar เปิดบริการในไทยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังมีคอนเทนต์อีกมากที่แม้จะไม่ได้รับการโปรโมตเทียบเท่ากับคอนเทนต์ของค่ายดิสนีย์ แต่ก็มีความน่าสนใจและคุ้มค่าที่จะเปิดดู ทั้งกลุ่มหนังเอเชียที่มีการบอกเล่าเรื่องราวอันแสนงดงามจากผู้กำกับระดับโลก, กลุ่มหนังสารคดีที่พาเราไปรู้จัก ‘โลก’ อันน่าสนใจใบอื่นๆ และกลุ่มซีรีส์สั้นบ้างยาวบ้าง ที่มีรสชาติหลากหลาย ทั้งสุข เศร้า เหงา ตลก


    สตรีมมิง Disney+ Hotstar เปิดบริการในไทยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งคอนเทนต์ที่ผู้ชมหลายคนเฝ้ารอเป็นอันดับต้นๆ ก็คือหนังแอนิเมชันจากดิสนีย์เอง ทั้งรุ่นคลาสสิกและรุ่นใหม่, หนัง/ซีรีส์จากจักรวาล Star Wars กับ Marvel รวมถึงหนังฮอลลีวูดจากค่าย 20th Century Fox และค่ายชื่อดังอื่นๆ

    แต่นอกเหนือจากนั้น ยังมีคอนเทนต์อีกมากที่แม้จะไม่ได้รับการโปรโมตเทียบเท่ากัน แต่ก็มีความน่าสนใจและคุ้มค่าที่จะเปิดดู ซึ่งเราได้รวบรวมตัวอย่างมาให้เปิดหูเปิดตากัน

    Happy Together
    Happy Together


    หนังเอเชีย : ดราม่า ความรัก เรื่องเล่าย้อนวัย

    ใน Disney+ Hotstar มีหนังเอเชียเข้าฉายหลายเรื่อง (ส่วนใหญ่เป็นหนังของค่ายสหมงคลฟิล์ม) โดยหนังที่หลายคนรู้จักกันดีก็มีตั้งแต่หนังบล็อกบัสเตอร์ยุคใหม่อย่าง Seo Bok, Shin Godzilla, Train to Busan, Along with the Gods; หนังบล็อกบัสเตอร์ยุคเก่าอย่าง The Stormriders, Infernal Affairs; ไปจนถึงหนังดราม่าสุดประทับใจอย่าง Kim Ji-young: Born 1982, Tomorrow I Will Date With Yesterday's You, Let Me Eat Your Pancreas เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากนั้นยังมีหนังคุณภาพที่เราอยากแนะนำอีกดังนี้

    In the Mood for Love
    In the Mood for Love


    กลุ่มแรกคือหนังของผู้กำกับออเตอร์ (Auteur) หรือผู้กำกับที่มีสไตล์ของตัวเองชัดเจน - คนแรกคือผู้กำกับฮ่องกงที่โด่งดังในระดับโลกอย่าง หว่องกาไว ซึ่งมีหนังเข้าฉายถึง 2 เรื่อง ได้แก่ Happy Together (1997) หนังดราม่าที่เล่าเรื่องราวของคู่รักชาย-ชายจากฮ่องกง ที่ต้องมาระหองระแหงกันระหว่างการเดินทางอยู่ในอาร์เจนตินา และ In the Mood for Love (2000) เรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างชายหญิงผู้แต่งงานแล้วในฮ่องกงยุค 60 โดยทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่โด่งดังและได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของเขา อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึง ‘ลายเซ็น’ ได้อย่างชัดเจน เช่น งานภาพที่สวยงามมีสไตล์ หรือบรรยากาศแสนเหงาและร้าวราน ซึ่งเป็นที่มาของสำนวน “กระทำความหว่อง” ที่คอหนังบ้านเรานิยมใช้กัน

    Like Father, Like Son
    Like Father, Like Son
    After the Storm
    After the Storm


    ผู้กำกับที่โด่งดังในระดับโลกอีกคนที่มีหนังใน Disney+ Hotstar คือ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ คนทำหนังญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ โดยเรื่องแรกคือ Like Father, Like Son (2013) ที่ว่าด้วยเรื่องราวหลังจากที่ลูกชายของสองครอบครัวได้สลับตัวกันตอนแรกเกิด ซึ่งแม้พวกเขาจะรู้ความจริงในอีกหลายปีถัดมา และได้พยายามจัดการปัญหานี้ร่วมกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเกี่ยวกับความรู้สึกผูกพันของคนในครอบครัว ส่วนเรื่องที่สองคือ After the Storm (2016) ที่เล่าถึงอดีตนักเขียนอัจฉริยะที่มีชีวิตตกอับในวัยกลางคนและพยายามจัดการกับความยุ่งเหยิงภายในครอบครัวตัวเอง -- หนังทั้ง 2 เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของผู้กำกับ โดยเฉพาะวิธีการถ่ายทอดเรื่องเล่าที่เรียบนิ่ง สมจริง และลึกซึ้ง ซึ่งผนวกเข้ากับประเด็นความไม่สมบูรณ์แบบของครอบครัวที่สมาชิกแต่ละคนต่างก็พยายามหาทางประคับประคองเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า

     You Are the Apple of My Eye
    You Are the Apple of My Eye


    หนังกลุ่มต่อมาได้แก่หนังไต้หวันคุณภาพ ซึ่งเรื่องที่โดดเด่นก็คือ You Are the Apple of My Eye (2011) หนังรักโรแมนติกวัยรุ่นที่จับจ้องไปยังความสัมพันธ์อันไม่ราบรื่นของคู่รักผู้เต็มไปด้วยความแตกต่างตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมและยังคงเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องไปอีกหลายปี มันเป็นหนังที่ทำเงินถล่มทลายในไต้หวัน รวมถึงสามารถสร้างกระแสฟีเวอร์ได้ในหลายประเทศ (ในไทย หนังไม่เคยเข้าฉายในโรงอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีหลายคนรู้จักดี) และส่งอิทธิพลต่อหนังวัยรุ่นยุคนั้นอีกมาก โดยจุดเด่นของหนังอยู่ที่การผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างแง่มุมโรแมนติก มุกตลก และบรรยากาศย้อนวัยที่ชวนให้ผู้ชมหวนรำลึกถึงความทรงจำในช่วงมัธยม

    Nina Wu
    Nina Wu


    นอกจากนั้น ยังมีหนังที่ได้รางวัลจากเวทีม้าทองคำอีก 3 เรื่อง ได้แก่ Nina Wu (2019) หนังดราม่าจิตวิทยาแฝงประเด็นเฟมินิสต์ (ซึ่งคล้ายคลึงกับหนังอย่าง Black Swan) เรื่องราวของหญิงสาวตัวประกอบที่มีโอกาสรับบทนำในหนังเรื่องหนึ่ง แต่โอกาสดังกล่าวกลับกลายเป็นฝันร้ายเมื่อเธอได้รับแรงกดดันสารพัดจากผู้กำกับ รวมถึงถูกล่วงละเมิดสารพัดจากความเป็นเพศหญิง มันเป็นหนังที่สะท้อนถึงสถานการณ์ในยุค #MeToo ที่บรรดานักแสดงสาวออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจากผู้ชายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศหลอกหลอนกดดันได้อย่างน่าจดจำ ซึ่งถือเป็นก้าวที่แตกต่างของผู้กำกับ มิดิ ซี (The Road to Mandalay) ที่ผลงานเรื่องก่อนๆ ของเขามักเป็นหนังแนวเรียบนิ่งสมจริง

    The Bold, The Corrupt, and the Beautiful
    The Bold, The Corrupt, and the Beautiful


    The Bold, The Corrupt, and the Beautiful (2017) หนังแนวลึกลับ/อาชญากรรมที่เล่าเรื่องของคุณนายหัวหน้าครอบครัวที่พยายามรักษาผลประโยชน์จากธุรกิจค้าของเก่า เมื่อครอบครัวมิตรสหายใกล้ชิดของเธอถูกฆาตกรรม ส่งผลให้การคอร์รัปชัน เกมแย่งชิงอำนาจ และความลับอันดำมืดที่เคยซ่อนอยู่ใต้พรม ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน นี่คือหนังสะท้อนสังคมที่คอหนังไม่ควรพลาด

    The Silent Forest
    The Silent Forest


    และ The Silent Forest (2020) หนังแนวทริลเลอร์จิตวิทยาที่กะเทาะปัญหาสังคม สร้างจากเหตุการณ์จริงสุดอื้อฉาวอย่างการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนคนหูหนวก โดยหนังเล่าเรื่องราวของเด็กใหม่ในโรงเรียนสอนคนหูหนวกที่พบว่าภายในโรงเรียนนั้นมีวัฒนธรรมความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศแอบแฝงอยู่ ตัวเอกได้ต่อสู้กับเรื่องดังกล่าว และพยายามบอกให้คนนอกได้รู้ หนังรักษาบรรยากาศตึงเครียดกดดัน รวมถึงสะท้อนประเด็นความรุนแรงในโรงเรียนออกมาได้เป็นอย่างดี

    Youth
    Youth


    หนังกลุ่มต่อมาได้แก่หนังจีนแผ่นดินใหญ่สะท้อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหนังสองเรื่องที่น่าสนใจดังนี้ เรื่องแรกคือ Youth (2017) ของผู้กำกับ เฝิงเสี่ยวกัง (I Am Not Madame Bovary, Aftershock) ที่พูดถึงหนุ่มสาวในกลุ่มนาฏศิลป์ของกองทัพของจีนยุค 70 เมื่อประธาน เหมาเจ๋อตุง เสียชีวิตและยุคปฏิวัติวัฒนธรรมได้สิ้นสุดลง ชีวิตของพวกเขาก็ได้ผันผวนไปตามความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ความโดดเด่นของหนังอยู่ที่การถ่ายทอดให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ซ้อนทับไปกับชะตากรรมของประเทศ

    The Golden Era
    The Golden Era


    ส่วนหนังเรื่องที่สองคือ The Golden Era (2014) ของผู้กำกับ แอนน์ ฮุย (A Simple Life) ที่สร้างจากชีวิตจริงของ เซียวหง นักเขียนหญิงหัวก้าวหน้าซึ่งมีผลงานโดดเด่นในยุค 1930 เธอมีความฝันในการมีชีวิตอย่างสงบเพื่อเขียนวรรณกรรมชิ้นเอก แต่ชีวิตของเธอก็พลิกผันไปอย่างไม่คาดคิด ทั้งจากการกระทำของคนรักและความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง นับตั้งแต่สงครามจีนกับญี่ปุ่น ไปจนถึงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หนังแสดงให้เห็นภาพของหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญที่สุดของจีนในศตวรรษที่ 20 ได้อย่างน่าสนใจ โดยสอดแทรกประเด็นเรื่องเฟมินิสต์และประวัติศาสตร์ลงไปได้อย่างลงตัว

    Free Solo
    Free Solo


    หนังสารคดี : ผู้คน สังคม และโลกใบอื่น

    อีกหนึ่งคอนเทนต์ที่โดดเด่นใน Disney+ Hotstar ก็คือสารคดีจาก National Geographic (ซึ่งดิสนีย์ได้ลิขสิทธิ์มาจากการซื้อคอนเทนต์ทั้งหมดของค่ายฟ็อกซ์) ซึ่งภาพจำที่หลายคนมีสำหรับคอนเทนต์ประเภทนี้คือ สารคดีสัตว์ป่าที่ฉายทางทีวี แต่ที่จริงแล้วยังมีหนังสารคดีอื่นๆ ที่หลากหลายและดูสนุกน่าติดตามไม่แพ้หนังฟิกชั่น ซึ่งเราขอแนะนำหนังสารคดีที่ได้รับเสียงชื่นชม และได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ 3 เรื่องดังนี้

    Free Solo (2018) ที่คว้ารางวัลออสการ์หนังสารคดียอดเยี่ยมมาครองได้ โดยผู้จัดจำหน่ายในบ้านเราอย่าง Documentary Club เคยเอาหนังเรื่องนี้เข้าฉายโรงมาแล้ว หนังเล่าเรื่องราวของ อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ แชมป์นักไต่เขาด้วยมือเปล่ากับความพยายามในการทำภารกิจปีนหน้าผาเอลแคพิตันในอุทยานโยเซมิตี้ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่โหดหินเสี่ยงตาย ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน โดยนอกเหนือจากการถ่ายทอดภารกิจดังกล่าวแบบเกาะติดจนผู้ชมหลายคนต้องลุ้นระทึกแทบหยุดหายใจระหว่างรับชมแล้ว จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ยังอยู่ที่การถ่ายทอดเบื้องหลังภารกิจดังกล่าวที่ฮอนโนลด์ต้องฝึกซ้อม วางแผน และเตรียมตัวอย่างรัดกุมเข้มข้น หนังแสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันที่ทำให้เขากล้ากระทำการท้าความตาย อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงผู้คนรอบตัวเขาที่เป็นแรงผลักดันให้ด้วย นั่นทำให้ Free Solo กลายเป็นสารคดีที่เข้าถึงง่าย ดูสนุก และสร้างแรงบันดาลใจได้มากมาย แม้แต่กับผู้ชมที่ไม่สนใจเรื่องการปีนเขาเลย

    Jane
    Jane


    Jane
    (2017) ที่ถ่ายทอดชีวิตของ เจน กูลดัล หญิงชาวอังกฤษผู้อุทิศตัวเองให้กับการศึกษาชิมแปนซีในแอฟริกามาตั้งแต่ยุค 60 ซึ่งเธอถือเป็นผู้บุกเบิกในสิ่งที่แทบจะไม่มีใครเคยศึกษามาก่อน ผลงานของเธอส่งผลกระทบสำคัญต่อการศึกษาเรื่องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และพลิกมุมมองที่ผู้คนมีต่อธรรมชาติเสียใหม่ เธอเป็นไอคอนคนสำคัญทั้งในฐานะนักวิชาการหญิงที่โดดเด่นในแวดวงที่มักถูกยึดครองโดยเพศชาย เป็นผู้ขับเคลื่อนขบวนการอนุรักษ์สัตว์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การสำรวจชีวิตของเธออย่างรอบด้านตลอดเวลาเกือบ 60 ปี โดยหนังเต็มไปด้วยฟุตเทจที่สวยงามและหาดูยาก

    The Cave
    The Cave


    และ The Cave (2019) ที่มีฉากหลังอยู่ในสงครามกลางเมืองซีเรีย โดยซับเจกต์หลักของหนังคือ ‘ถ้ำ’ หรือโรงพยาบาลลับซึ่งก่อตั้งโดย อาร์มานี บาร์ลัวร์ และแพทย์หญิงคนอื่นๆ พวกเธอได้ท้าทายสังคมปิตาธิปไตยและความรุนแรงจากสงครามผ่านการเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บมากมาย จนกระทั่งโรงพยาบาลแห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวซีเรีย ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องการนำผู้ชมไปอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนเพื่อร่วมรับรู้ถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายในโลกใบนี้ โดยหนังเต็มไปด้วยฟุตเทจมากมายที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าเศร้า อีกทั้งยังโยนคำถาม (ซึ่งยากจะหาคำตอบ) ให้ผู้ชมกลับไปคิดอีกหลายอย่าง

    Folklore: The Long Pond Studio Sessions
    Folklore: The Long Pond Studio Sessions


    นอกจากนี้ ยังมีสารคดีอีกกลุ่มที่น่าสนใจ นั่นคือกลุ่มสารคดีนักดนตรี ซึ่งเราขอแนะนำ 2 เรื่อง คือ

    เรื่องแรกคือ Folklore: The Long Pond Studio Sessions (2020) ที่ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานของนักร้อง/นักแต่งเพลงชื่อดังแห่งยุค เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในอัลบั้มชุดที่แปดอย่าง Folklore (เธอรับหน้าที่กำกับสารคดีเรื่องนี้เองด้วย) ซึ่งเป็นการทำงานในสตูดิโอบันทึกเสียงที่แยกตัวอยู่ท่ามกลางป่าในช่วงที่กำลังมีการล็อกดาวน์เนื่องจากโรคระบาด จุดเด่นของสารคดีเรื่องนี้คือการที่เธอแสดงสดบทเพลงต่างๆ ในอัลบั้มนี้อย่างจุใจ และการได้เห็นถึงกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของเธอกับทีมงานอย่างใกล้ชิด

    Disney My Music Story: Yoshiki
    Disney My Music Story: Yoshiki


    และเรื่องที่สองคือ Disney My Music Story: Yoshiki (2019) สารคดีขนาดสั้นที่พาไปชมชีวิตและการทำงานของหัวหน้าวง X Japan อย่าง โยชิกิ ในปี 2019 ซึ่งเขาเดินทางไปกลับระหว่างอเมริกากับญี่ปุ่นหลายครั้ง หนังถ่ายทอดมุมมองของเขาที่มีต่อดนตรี รวมถึงการแสดงดนตรีของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลงดิสนีย์อย่าง Can You Feel the Love Tonight และ Let It Go ซึ่งนอกจากตอนของโยชิกิ ก็ยังมี My Music Story ตอนที่ถ่ายทอดเรื่องราวของวง Perfume ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

    แถมท้ายด้วยซีรีส์สารคดีที่ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานของดิสนีย์ในส่วนต่างๆ อาทิ Disney Insider, Prop Culture, Inside Pixar, Marvel Studio Assembled, One Day at Disney รวมถึงหนังสารคดีอย่าง Be Water ที่เล่าเรื่องราวของ บรูซ ลี นักแสดงมาร์เชียลอาร์ตฮ่องกงที่โด่งดังระดับโลก และ Jiro Dreams of Sushi ที่พูดถึงเชฟซูชิชื่อดังและงานครัวของเขา

    Devs
    Devs


    ซีรีส์ : วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ปรัชญาชีวิต

    Disney+ Hotstar มีซีรีส์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง ซึ่งนอกจากซีรีส์ระดับขึ้นหิ้งอย่าง The Simpson (มาครบทั้ง 704 ตอน!), The X-Files, Homeland, Lost, The Walking Dead, 24, Grey’s Anatomy, American Horror Story, How I Met Your Mother, Modern Family, Criminal Minds และซีรีส์มาแรงจาก Marvel/Star Wars อย่าง WandaVision, Loki, The Falcon and the Winter Soldier, The Mandalorian แล้ว ก็ยังมีซีรีส์ที่เราอยากแนะนำอีก 4 เรื่อง

    Devs (2020, 8 ตอนจบ) : ซีรีส์แนวไซ-ไฟจากผู้เขียนบท/ผู้กำกับ อเล็กซ์ การ์แลนด์ (Ex Machina, Annihilation) เล่าถึงหญิงสาวที่เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ในบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง และพบว่าแฟนของเธอ-ซึ่งทำงานในบริษัทเดียวกันและได้เข้าร่วมโครงการทดลองลับของบริษัท-เกิดหายตัวไปอย่างลึกลับ เธอจึงพยายามสืบหาสาเหตุการหายตัวของแฟน รวมถึงสืบค้นว่าโครงการลับของบริษัทคืออะไร โดยนอกจากงานภาพ โปรดักชั่น และการสร้างบรรยากาศที่แปลกตาแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังมีเนื้อหาเชิงปรัชญาเกี่ยวข้องกับการที่มนุษย์กล้าท้าทายพระเจ้า และการสำรวจว่าชะตากรรมมนุษย์นั้นถูกกำหนดไว้แล้วจากเบื้องบน หรือมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตัวเองได้ ซึ่งก็ทำให้มันเป็นผลงานที่คอซีรีส์แนวไซ-ไฟท้าทายสมองไม่ควรพลาด

    Mrs. America
    Mrs. America


    Mrs. America
    (2020, 9 ตอนจบ) : ซีรีส์ดราม่าย้อนยุคที่บอกเล่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างการเคลื่อนไหวเพื่อขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิความเสมอภาค (Equal Rights Amendment) ในยุค 70 ซึ่งถูกโต้กลับโดยแอ็กติวิสต์หัวอนุรักษนิยมอย่าง ฟิลลิส ชลาฟลาย โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของเหล่าเฟมินิสต์คนสำคัญในยุคนั้น และสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศการต่อสู้ทางการเมืองในยุคนั้น-ซึ่งมีความดุเดือดสูงและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองสหรัฐอเมริกาไปตลอดกาล-ได้อย่างครอบคลุมและเต็มไปด้วยรายละเอียด จุดเด่นของซีรีส์ยังรวมถึงเหล่าบรรดานักแสดงฝีมือเยี่ยมที่มารับบทในเรื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็น เคต แบลนเชตต์, โรส เบิร์น, เอลิซาเบธ แบงค์, ซาราห์ พอลสัน หรือ อูโซ อาดูบา

    It’s Always Sunny in Philadelphia
    It’s Always Sunny in Philadelphia


    It’s Always Sunny in Philadelphia (2005 - ปัจจุบัน, 14 ซีซั่น) : เรื่องราวของคนสุดวายป่วง 5 คนที่จับมือกันเปิดผับไอริชในเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งกลายมาเป็นซีรีส์ซิตคอมสุดฮิตที่หลายคนคุ้นเคยจากภาพมีมต่างๆ โดยมีมุกตลกสุดเพี้ยนและการเสียดสียั่วล้อประเด็นทางสังคมในระดับ ‘ทะลุเพดาน’ ปราศจากฉากซึ้งๆ หรือบทเรียนชีวิต ปัจจุบัน ซีรีส์นี้ได้รับอนุมัติให้สร้างถึงซีซั่น 18 ทำให้มันสร้างสถิติเป็นซีรีส์ตลกแบบคนแสดงที่ออกอากาศทางทีวีได้ยาวนานที่สุด

    Fresh Off the Boat
    Fresh Off the Boat


    Fresh Off the Boat (2015 - 2020, 6 ซีซั่น) : ซิตคอมที่สร้างจากหนังสืออัตชีวประวัติขายดี โดยบอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวไต้หวัน 6 ชีวิต (พ่อ, แม่, ย่า และลูก 3 คน) ในอเมริกา ที่ย้ายจากเมืองใหญ่อย่างวอชิงตันไปอยู่ออร์แลนโดในช่วงยุค 90 เพื่อให้หัวหน้าครอบครัวมาตามหาความฝันในการเปิดกิจการร้านอาหาร มันเป็นซิตคอมอเมริกันเรื่องแรกในรอบ 20 ปีที่มีตัวละครหลักทั้งหมดเป็นคนเอเชีย ทั้งยังสามารถถ่ายทอดชีวิตของผู้อพยพชาวเอเชียออกมาได้อย่างมีสีสัน สอดแทรกเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม การตามหาความฝัน การปรับตัวใหม่ และความพยายามรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวเอาไว้

    ถือเป็นซิตคอมเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมเอเชียในหมู่ชาวอเมริกัน และช่วยปูทางให้มีหนัง/ซีรีส์ที่มีตัวละครหลักเป็นเอเชียตามมาอีกหลายเรื่อง.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      Disney+ Hotstarภาพยนตร์เทย์เลอร์ สวิฟต์หว่องกาไวหนังเอเชียIn the Mood for LoveHappy Togetherspecial contentpremium contentLike Father Like SonAfter the StormYou Are the Apple of My EyeFree SoloX JapanDevsIt’s Always Sunny in Philadelphia

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เวลา 02:23 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์