รีวิวซีรีส์ WandaVision – ดราม่าชีวิตวันด้าวิสชั่นหลัง Endgame

ข่าว

    รีวิวซีรีส์ WandaVision – ดราม่าชีวิตวันด้าวิสชั่นหลัง Endgame

    ตีตั๋วชนโรง

      5 ก.ค. 2564 10:01 น.

      สิ้นสุดการรอคอยเสียที เมื่อ Disney+ Hotstar ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ เริ่มต้นช่วงเวลาที่แฟนๆ จะได้ตามเก็บซีรีส์เรื่องใหม่ของ Marvel ไม่ว่าจะเป็น WandaVision, The Falcon and the Winter Soldier (ที่จบซีซั่นไปแล้ว) และที่มาใหม่ล่าสุดอย่าง LOKI


      แม้สงครามใหญ่ใน Avengers: Endgame จะจบลงไปแล้ว แต่ชีวิตของตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ที่เราติดตามกันมาตลอดนั้นยังไม่จบ และซีรีส์ WandaVision (วันด้าวิสชั่น) ก็คือจุดเริ่มต้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวหลังจากนั้น ที่มีชื่อของ แจ็ก เชเฟอร์ ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์และเขียนบท ความน่าสนใจคือเธอเป็นผู้เขียนบทและวางทิศทางให้กับฮีโร่พลังหญิงของ Marvel มาแล้วถึง 2 เรื่อง นั่นก็คือ Captain Marvel (2019) และ Black Widow ที่มีกำหนดเข้าฉายใน ก.ค. นี้ (ถ้าไม่เลื่อนอีกล่ะนะ) ด้านงานกำกับก็เป็นหน้าที่ของ แมตต์ แชกแมน ที่มีดีกรีกำกับทีวีซีรีส์มากมาย ที่คุ้นชื่อหน่อยก็เช่น Fargo และ Game of Thrones

      WandaVision (วันด้าวิสชั่น) เล่าเรื่องราวของ วันด้า (อลิซาเบธ โอลเซน) หลังเหตุการณ์ใน Endgame เป็นทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าแปลกใจเมื่อ วิสชั่น (พอล เบตตานีย์) ที่เข้าใจว่าจากไปแล้ว กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้ง 2 มีชีวิตครอบครัวที่สุขสันต์ในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อเวสต์วิว ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่นดีแต่กลับมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนให้สงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นมันไม่ปกติ กระทั่งการมาของ S.W.O.R.D หน่วยงานที่ทำหน้าที่จับตาดูเหล่าผู้มีพลังพิเศษ กำลังสืบคดีการหายตัวปริศนาของคนจำนวนมาก ได้พบเบาะแสที่โยงไปที่ตัวของวันด้า จนเป็นจุดเริ่มต้นสู่เหตุการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนจักรวาล MCU (Marvel Cinematic Universe)

      ซิตคอมอเมริกัน สีสันพิศวง

      WandaVision โดดเด่นกับรูปแบบการนำเสนอ ที่ใช้สไตล์ซิตคอมอเมริกันยุคคลาสสิก ตั้งแต่ไตเติลเปิด คอสตูมย้อนยุค ภาพขาว-ดำ สัดส่วนภาพ 4:3 เพลงและดนตรีประกอบ แล้วค่อยๆ ไปสู่ยุคคัลเลอร์ เติมสีสันเข้าไป ในตอนต่อ 2 และจากตอนที่ 3 ก็ไล่ทศวรรษมาเรื่อยๆ จนมาถึงยุคมิลเลนเนียม และปรับสัดส่วนภาพไปเป็น 16:9 ทั้งหมดกลายเป็นจุดขายสำคัญของซีรีส์และยังเป็นการคารวะต่องานซิตคอมอเมริกันตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย

      ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จากตลกซิตคอม ไต่ระดับความจริงจังขึ้นไป จนเราได้เห็นทุกที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ก็ทำให้เราได้เข้าใจถึงเหตุ และผลว่าทำไม ซีรีส์ WandaVision ถึงเลือกรูปแบบซิตคอมในการนำเสนอ เป็นกระบวนการคิดและสร้างสรรค์ที่ทำให้เนื้อเรื่องและวิธีการนำเสนอสอดคล้องไปด้วยกันได้อย่างน่าทึ่ง

      เน้นเล่าเรื่องลดทอนฉากแอ็กชั่น

      ในเมื่อให้น้ำหนักกับสไตล์และสีสันในการนำเสนอ ทำให้ WandaVision กลายเป็นซีรีส์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่เน้นเล่าเรื่องมากกว่าฉากแอ็กชั่น ซึ่งหากใครไม่อินกับเรื่องราวของวันด้า กับชีวิตที่ต้องอยู่กับความสูญเสียหลัง Endgame, การติดตามเหตุการณ์พิศวงพลิกผันไปมา ที่ต้องหาคำตอบว่าใช่ฝีมือของวันด้าจริงหรือไม่?, การปรากฎตัวของหน่วยงาน S.W.O.R.D และ Easter Egg ทั้งที่บอกกันตรงๆ กับที่แฝงไว้ตามทาง... ก็คงจะรู้สึกว่ากว่า WandaVision จะกลับมาสนุกในแบบซุปเปอร์ฮีโร่ที่คุ้นเคยก็คงจะเป็น 2 ตอนสุดท้าย

      แม้จะเป็นงานซีรีส์ที่เน้นเล่าเรื่อง แต่การนำเสนอฉากแอ็กชั่นก็ไม่รู้สึกว่ามันถูกลดเกรดลงไปแต่อย่างใด เมื่อถึงเวลาก็จัดหนักจัดเต็มให้ในแบบที่ควรจะเป็น การออกแบบฉากแอ็กชั่นยังเป็นสเกลใหญ่ เทคนิคพิเศษด้านภาพก็สวยงามสมราคา Marvel เป็นแอ็กชั่นที่มาน้อยแต่มากด้วยคุณภาพ

      ชีวิตใหม่ของวันด้าวิสชั่น

      จากศัตรสู่มิตรหนึ่งในทีม Avengers ในหนังเวลาของเธอมีไม่มาก ส่งผลให้เราไม่ได้รู้จักเธอมากนัก แต่ใน WandaVision ทำให้เราได้รู้จักเธอในมิติต่างๆ มากขึ้น การแสดงของ อลิซาเบธ โอลเซน สามารถถ่ายทอดบทบาทของ วันด้า แม็กซิมอฟฟ์ ผู้สูญเสียที่พยายามก้าวข้ามเรื่องราวอดีตได้ดีมากๆ เช่นเดียวกับ พอล เบตตานีย์ ในบทวิสชั่น ที่ทำให้แฟนๆ ได้เห็นตัวละครนี้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง? ทำให้รู้สึกผูกพันกับตัวละครทั้งสองมากขึ้น และนี่คือข้อดีและข้อได้เปรียบของการเล่าเรื่องในแบบซีรีส์

      เชื่อมโยงสู่เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

      แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนๆ ไม่ควรพลาดหนังหรือซีรีส์ใดๆ ในจักรวาล Marvel ก็เพราะทุกงานที่ออกสู่สายตาคือหนึ่งภาพที่สมบูรณ์ในตัวในขณะเดียวกันก็ยังเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของภาพที่ใหญ่กว่า ซึ่งใน WandaVision ก็เช่นกัน ที่บทสรุปของเรื่องราวคือการปูทางไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า ที่ชัดเจนแล้วก็คือหนัง The Marvels ชื่อภาคต่อของ Captain Marvel 2 และ Doctor Strange in the Multiverse of Madness ชื่อภาคต่อของ Doctor Strange

      สรุปแล้วซีรีส์ WandaVision เป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามของ MCU (Marvel Cinematic Universe) เฟสที่ 4 ที่เฟสนี้ Marvel เลือกเดิน 2 สาย ทั้งหนังและซีรีส์ไปพร้อมๆ กัน เป็นสไตล์ใหม่ในการนำเสนอเรื่องราวของซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่จำกัดจุดขายอยู่แต่ฉากแอ็กชั่น แต่เลือกสร้างทางเดินใหม่ไม่เดินวนย้ำความสำเร็จของตัวเอง ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับแฟนๆ ว่าจะเปิดใจรับแนวทางใหม่นี้ได้มากน้อยแค่ไหน

      Twitter @Chamanz13

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        ตีตั๋วชนโรงWanda Visionวันด้าวิสชั่นรีวิวซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันพุธที่ 8 ธันวาคม 2564 เวลา 11:23 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์