ไลฟ์สไตล์
100 year

‘เหรียญสองด้าน’ ที่เราควรตระหนักจาก Seaspiracy หนังสารคดีจี้ปมประมงโลกสุดฉาว

ไทยรัฐออนไลน์
13 เม.ย. 2564 16:55 น.
SHARE
Closed in: 45

“ท้องทะเลกำลังจะตาย!”
“การประมงพาณิชย์ทั่วโลกควรยุติ!”
“มนุษย์ต้องเลิกกินปลาได้แล้ว!”

นี่คือบางความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา และ Seaspiracy หนังสารคดีจาก Netflix คือตัวจุดชนวนคำถามของผู้ชมเหล่านี้ที่มีต่อ ‘การประมงพาณิชย์’ ที่ถูกมองว่ากำลังทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ถูกกล่าวถึงในหนังเรื่องนี้อย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน

ข่าวแนะนำ

Seaspiracy ตามติดคนทำหนังรุ่นใหม่ที่บุกบั่นข้ามน้ำข้ามทวีปไปตามประเทศต่างๆ อย่างญี่ปุ่น, ฮ่องกง, ไลบีเรีย, สกอตแลนด์ หรือแม้แต่ไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง ‘ภัยคุกคาม’ หลากหลายมิติที่อุตสาหกรรมการประมงได้นำพามาสู่สรรพชีวิตบนท้องทะเล โดยเฉพาะกับบรรดาสัตว์น้ำที่พำนักอาศัยอยู่และแรงงานมนุษย์ที่ล่องเรือออกไปทำมาหากินไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งเป็นภัยที่กระทบกับระบบนิเวศของโลกทั้งใบและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทุกเชื้อชาติอย่างใหญ่หลวง

แต่กระนั้น แม้ว่าการประมงพาณิชย์จะส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมตามที่หนังกล่าวอ้าง จนทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึก ‘หดหู่’ และ ‘กราดเกรี้ยว’ กับสิ่งที่ได้เห็นบนหน้าจอถึงเพียงนี้ ทว่ายังมีผู้ที่คลุกคลีกับท้องทะเลอีกส่วนหนึ่งออกมาปรามว่า ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อนกว่าที่เราคิด และไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ตามที่คนทำหนังเสนอแนะเอาไว้อย่างสุดโต่ง ทั้งการเลิกบริโภคปลาและการยุติประมงพาณิชย์ 

...ซึ่งถัดจากนี้คือ ‘เหรียญสองด้าน’ ที่เราอยากให้ผู้ชมได้ตระหนักมากพอๆ กันจากการรับชมหนังสารคดีสุดอื้อฉาวเรื่องดังกล่าว


ด้านแรกของเหรียญ: ปัญหาร้อยแปดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานจาก ‘การประมงพาณิชย์’ มีอยู่จริง...


เป็นจริงดังที่ อาลี แทบริซี ผู้กำกับหนังสารคดี Seaspiracy ได้กล่าวไว้ ว่า มหาสมุทร คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก และระบบนิเวศทางทะเลก็ถูกมนุษย์เข้ารุกล้ำทำลายมาเนิ่นนานผ่านวิถีประมงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการแสวงหา สินค้าปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน โดยเขาอ้างว่า การประมงทำให้ ‘ปลาใหญ่’ หรือสัตว์น้ำขนาดใหญ่บนโลกหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็มีทั้งวาฬ โลมา และพอร์พอยส์ (วาฬขนาดเล็กที่คล้ายโลมา) ที่ต้องตายไประหว่างกระบวนการทำประมงอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจราวปีละ 300,000 ตัว

รวมถึงฉลามที่ถูกสังหารด้วยสาเหตุเดียวกันมากถึงชั่วโมงละ 11,000 - 30,000 ตัว ทั้งที่วาฬมีส่วนช่วยในกระบวนการเติบโตของพืชแพลงก์ตอนที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างออกซิเจนได้ ส่วนฉลามก็ช่วยกินปลาที่เล็กกว่าเพื่อควบคุมระบบนิเวศไม่ให้มีปลากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีจำนวนมากเกินไป - ซึ่งจากการสูญเสียปลาไปอย่างมหาศาลโดยใช่เหตุในกิจการประมงทุกวันนี้ (เฉลี่ยนาทีละ 5 ล้านตัวทั่วโลก) ทำให้มีการคาดการณ์ว่า หากตัวเลขยังเป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง แนวปะการังใต้ทะเล ที่เติบโตได้เพราะการขับถ่ายของเสียจากปลาถึง 90 เปอร์เซ็นต์ก็จะถูกทำลายลงจนสิ้นซากไปด้วยภายในปี 2050 

หนังยังแสดงให้เห็นว่า ชาวประมงในหลายประเทศมีกิจกรรมอันโหดร้ายทารุณ ที่ส่งผลเสียต่อท้องทะเลและสัตว์น้ำ เช่น การล่าวาฬและโลมาในไทจิภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างลับๆ โดยมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 700 ตัวที่ต้องตายไปในแต่ละปี เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันมาแย่งส่วนแบ่งของปลาไปจากชาวประมง พร้อมกันนั้น พวกเขายังจับสัตว์น้ำอายุน้อยจำนวนมากมาใช้กับงานโชว์ตัวในสวนน้ำ และยังฆ่าฉลามเพื่อนำครีบไปขายให้ร้านอาหารในเอเชียปรุงเป็นหูฉลามที่ทำเงินได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เสียด้วย 

โดยนอกเหนือไปจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว การประมงยังเป็นธุรกิจที่มีรายงานว่าทำให้คนทำงานถูกละเมิดสิทธิแรงงานพื้นฐานใน 47 ประเทศ และถึงขั้นต้องเสียชีวิตไประหว่างการทำงานเป็นจำนวนมากเฉลี่ย 24,000 รายต่อปี ซึ่งก็ยังไม่รวมถึงผู้สังเกตการณ์ทางทะเลที่คอยตรวจสอบความยั่งยืนในการทำประมงตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ที่ต้องหายสาบสูญไปถึง 18 คนในรอบ 5 ปี หรือถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมไปเลยก็มี - ตามที่หนังได้รวบรวมข้อมูลไว้

นอกจากนี้ สืบเนื่องจากที่เนื้อหาบางส่วนของหนังได้อ้างอิงถึงปัญหาของการประมงพาณิชย์ในประเทศไทย ทำให้มีผู้ชมหลายรายลุกขึ้นมาตั้งคำถามในโซเชียลมีเดียอย่าง ทวิตเตอร์ ถึงความโปร่งใสในการควบคุมดูแลกิจการประมงบนน่านน้ำไทย โดยเฉพาะการทำประมงที่ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวราคาถูกมาทำงานอย่างกดขี่ และหลายครั้งก็ถึงขนาดปล่อยให้เจ็บป่วยล้มตายอยู่กลางทะเล ซึ่งละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง

โดยในประเด็นนี้ ภาครัฐของบ้านเราก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ ทั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แสดงความไม่พอใจกับข้อกล่าวหาในเนื้อหาของสารคดีและการลักลอบถ่ายทำในเมืองไทยของผู้สร้าง รวมถึงโฆษกของ ศรชล. หรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (Thai Maritime Enforcement Command Center) ที่ตั้งโต๊ะแถลงแก้ข่าวไปเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ว่าหนังเรื่องดังกล่าวถ่ายทำเสร็จไปตั้งแต่ 6-7 ปีก่อน และในปัจจุบัน รัฐบาลก็ได้แก้ปัญหานี้ให้คลี่คลายขึ้นแล้วนับตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา โดยผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการประมงและใช้แรงงานบนเรือจากสหภาพยุโรปจนอยู่ในระดับที่ ‘รับได้’ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ Seaspiracy ได้นำเสนอมาไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม นี่คงเป็นประเด็นปัญหาอันเปราะบางที่ทั้งประชาชนและสื่อมวลชนคงต้องคอยตรวจสอบและติดตามความคืบหน้ากันต่อไป


อีกด้านของเหรียญ : ...แต่นี่คือปัญหาใหญ่ที่อาจถอดรหัสได้ ‘ไม่ง่าย’ เหมือนในหนังสารคดี


ถือเป็นเรื่องดีที่ Seaspiracy กลายเป็นสารคดีที่ช่วย ‘ปลุกใจ’ ให้ผู้ชมหันมาตระหนักถึงสารพัดปัญหาที่เกิดจากการทำประมงพาณิชย์ของมนุษย์โลก หากแต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างแทบริซีสรุปรวบยอดให้เราฟังในหนังสารคดีความยาวชั่วโมงครึ่งอย่างมั่นอกมั่นใจนั้น ก็ชวนให้น่าตั้งคำถามต่อเช่นกันว่า เราสามารถเหมารวมปัญหาบนท้องทะเลว่ามีต้นตอสำคัญมาจากการประมงพาณิชย์ และสามารถแก้ไขมันอย่าง ‘ง่ายๆ’ ตามที่หนังชี้นำได้จริงๆ หรือ?


สืบเนื่องจากข้อเสนอแนะในการช่วยกอบกู้มหาสมุทรของแทบริซี มีทั้งการเรียกร้องให้คนหันมาบริโภคอาหารจากพืชเป็นหลัก (plant-based diet), ให้รัฐออกกฎบังคับหน่วยงานอนุรักษ์ทางทะเลปกป้องดูแลมหาสมุทรให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 และให้ทุกฝ่ายหยุดสนับสนุนการประมงพาณิชย์ โดยเฉพาะภาครัฐและภาคเอกชนที่เอาแต่สนใจเม็ดเงิน และคอยเอื้อประโยชน์กันไปมาจนลืมคิดถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาในภายหลัง - กล่าวโดยสรุปก็คือ แทบริซีต้องการให้เราทุกคนร่วมกัน ‘เลิกบริโภคปลา’ และ ‘ยุติการประมงพาณิชย์’ อย่างเต็มรูปแบบ เพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่อันตรายต่อท้องทะเลมากกว่าปัญหาขยะพลาสติกในสายตาเขา


ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลหลายคนจึงออกมาตั้งคำถามกับข้อเสนอแนะอันสุดโต่งนี้ของ Seaspiracy เพราะมันเป็นการมองปัญหาด้วยสายตาที่ ‘ไร้เดียงสา’ เกินไปสักหน่อย
เพราะประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในหนังถือเป็น ‘ปัญหาอันซับซ้อน’ ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมกำลังพยายามศึกษาและถกเถียงเพื่อหาวิธีแก้ไขกันมาโดยตลอด แถมข้อมูลสถิติตัวเลขที่หนังยกมากล่าวอ้างในข้างต้น ก็มีบางส่วนที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าปลาจะสูญพันธุ์หมดจากทะเลในปี 2048 (ทั้งที่ในความเป็นจริง ปลาเริ่มกลับมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปีจากปัจจัยหลายอย่าง) หรือการตัดสินว่าการเพาะเลี้ยงปลาทะเลเพื่อการบริโภคไม่ใช่การทำประมงอย่างยั่งยืน (ทั้งที่ในปัจจุบัน หลายแห่งมีการปรับปรุงวิธีการเพาะเลี้ยงที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง)

...ซึ่งเหนืออื่นใด ปัจจัยใหญ่ยักษ์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศของหลายชีวิตบนท้องทะเลอย่างมองข้ามไปไม่ได้ ก็คือ ‘ภาวะโลกร้อน’ ซึ่งแทบริซีอ้างถึงในหนังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และแม้แต่เหล่าซับเจกต์ (subject) หรือผู้ที่ยอมให้สัมภาษณ์ในสารคดีก็ยังออกมาเผยว่า พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่างที่หนังนำเสนอ เพราะผู้กำกับได้ตัดทอนความคิดเห็นเพียงบางส่วนของพวกเขาไปใช้ในหนัง เพียงเพื่อต้องการสนับสนุนแนวคิดสุดขั้วของตัวเองในประเด็นต่างๆ จนทำให้ผู้ชมอาจตีความเจตนาของพวกเขาผิดไป 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ผู้ชมอย่างเราควรต้องระมัดระวังในการเสพข้อมูลจากหนังเรื่องนี้ ก็คือวิธีการเล่าเรื่องของแทบริซีด้วยท่าทีที่พยายามทำให้ตัวเองดูเป็น ‘ฮีโร่’ ผู้กล้าที่ออกไปเสี่ยงภัยเพื่อเปิดโปงกระบวนการทำประมงอันโหดร้ายในสายตาผู้ชม ทั้งการใช้งานภาพ, คอมพิวเตอร์ กราฟิก, การตัดต่อ และดนตรีประกอบที่สร้างอารมณ์เร่งเร้าตลอดเวลาระหว่างการรับชม รวมถึงการเน้นให้กล้องจับสีหน้าท่าทางและพฤติกรรมของตัวเองในฐานะของ ‘คนดี’ ที่ต้องต่อสู้กับ ‘คนเลว’ อย่างการประมงพาณิชย์และผู้คนที่คอยสนับสนุนวงจรนี้ ซึ่งแทบไม่ต่างจากหนังสืบสวนลุ้นระทึกจากเรื่องแต่งเลย

นับตั้งแต่ความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งที่แทบริซีมีต่อการสูญเสียของสัตว์ทะเล โดยมีหลายฉากที่กล้องจับภาพน้ำตา สายตาวิตกกังวล และความเกรี้ยวกราดบนใบหน้าของเขา; การลงมือแก้ปัญหาโดยปฏิเสธการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งในวิถีชีวิตประจำวัน การโทรจิกร้านอาหารให้เลิกใช้หลอดพลาสติก หรือการออกเดินเก็บขยะตามชายหาด; การลักลอบหิ้วกล้องแอบถ่ายออกเดินทางไปแฉผู้คนตามน่านน้ำต่างๆ ทั่วโลก; พฤติกรรมเสี่ยงภัยอย่างการร่วมออกเรือไปจับตาดูการทำประมงผิดกฎหมาย หรือการปลอมตัวเข้าไปล้วงข้อมูลลับๆ ในงานพบปะสำหรับคนในแวดวงอุตสาหกรรมประมง; ไล่มาจนถึงการจับภาพท่าทางที่ไม่น่าไว้วางใจระหว่างการเผชิญหน้ากัน หรือใบหน้าที่งุนงงกับคำถามจนเกือบจะดูโง่เง่าของผู้คน ‘ฝั่งตรงข้าม’ ในพื้นที่/องค์กรที่เขาสัมภาษณ์ ซึ่งล้วนแตกต่างจากใบหน้าคมเข้มของผู้กำกับหนุ่มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและอารมณ์มากกว่าจนผู้ชมสามารถ ‘รู้สึกร่วม’ ด้วยได้ง่าย

การเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงยิ่งใหญ่ที่ทำให้ดูเหมือนว่าแทบริซีเป็น ‘พระเอก’ ที่คอยคัดง้างกับความชั่วร้ายอยู่นั้น กำลังทำให้ผู้ชมคล้อยตามและเชื่อถือข้อมูลทุกอย่างที่เขานำเสนอ โดยปราศจากการฉุกคิดเพื่อไตร่ตรองหรือตั้งคำถามต่อยอด เพราะดังที่ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลได้กล่าวไว้ว่า ปัญหาที่ปรากฏใน Seaspiracy มันซับซ้อนกว่านั้นมาก เราจึงไม่อาจตัดสินแบบทื่อๆ ได้ว่าการประมงพาณิชย์มีสถานะเป็น ‘ผู้ร้าย’ ไปเสียทั้งหมด ตราบใดที่คนจำนวนไม่น้อยบนโลกยังต้องพึ่งพิงกับวงจรนี้ ทั้งในฐานะของผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต้องทำมาหากินและหล่อเลี้ยงชีวิตจากมัน

แถมส่วนหนึ่งในนั้น ยังเป็นกลุ่มคนที่พยายามปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำกินของตัวเองให้ส่งผลเสียกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นข้อมูลอีกฝั่งที่แทบริซีไม่ได้อ้างถึง เช่น กลุ่มชาวเกาะมาร์แชลล์ผู้ย้ายไปตั้งรกรากในโอกลาโฮมาที่ยังผูกพันกับท้องทะเลและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมการประมงแบบดั้งเดิม หรือชุมชนคนทำประมงในอะแลสกาที่พยายามแบ่งปันอาหารทะเลระหว่างกันเพื่อจัดสรรทรัพยากรที่อาจมีล้นเกินในแต่ละวันให้คุ้มค่ามากที่สุด

ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องตระหนักให้มากกว่าการเอาแต่ชี้นิ้วตัดสินไปยังจุดใดจุดหนึ่ง ก็คือการกวาดตามองปัญหาให้รอบด้านว่า มีปัจจัยอื่นใดอีกบ้างในขอบข่ายของปัญหานั้นๆ และเราจะสามารถแก้ไขมันไปทีละเปลาะได้อย่างไร เพราะแนวคิดอุดมคติอย่างการเลิกกินปลาหรือการต่อต้านประมงพาณิชย์โดยไม่ศึกษาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างบนโลกให้ถ้วนถี่มากกว่าสิ่งที่สารคดีนำเสนอนั้น ก็อาจก่อปัญหาร้ายแรงในแง่มุมอื่นๆ ได้เช่นกัน

และเราก็อาจกลายเป็นแค่คนที่ตัดสินอะไรอย่างง่ายๆ เพียงเพราะถูกเร้าอารมณ์จากสื่อหนัง โดยลืมที่จะตรวจสอบ ไตร่ตรอง หรือวิพากษ์กลับเพื่อต่อยอดไปให้ไกลกว่านั้น ซึ่งคงไม่ต่างอะไรกับชาวประมงหรือคนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลผู้ ‘มักง่าย’ ที่เราพากันก่นด่าระหว่างรับชม Seaspiracy นั่นเอง

อ้างอิง : Wikipedia, Hakai, Sustainable Fisheries, Impakter

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SeaspiracyNetflixหนังสารคดีประมงพาณิชย์ประมงปลาภาวะโลกร้อนคนทำหนังการเล่าเรื่องspecial contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564 เวลา 12:35 น.