ทุกคนรู้ คนอ่านรู้ โลกรู้ แต่มาดามอาจไม่รู้ตัวเองว่าควรเขียนรีวิวซีรีส์เกาหลีนานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงที่ทุกคนเก็บตัวอยู่บ้านเมื่อสองเดือนก่อน
เอาจริงๆ เราดูซีรีส์เยอะมาก ทั้งที่เป็นกระแสและไม่เป็น แน่นอนว่าคนอ่านหลายท่านอาจจะอยากอ่านรีวิว ‘The King: Eternal Monarch’ or ‘The World of Marriage Couple’ เพราะน่าจะเป็นกระแสมากที่สุดเวลานี้ แต่เราคิดว่าคงมีคนสปอยล์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสองเรื่องนั้นไปมากแล้ว เราเลยอยากเสนอซีรีส์เรื่องอื่นๆ บ้างที่รับรองเลยว่าดีงามไม่แพ้กัน
สำหรับภาคแรกนี้เราจะขอนำเสนอซีรีส์ 3 เรื่องของผู้กำกับ “ชินวอนโฮ” (Shin Won-Ho) ที่ทำให้เราแทบละสายตาจากจอไม่ได้ตลอดการดู เพราะมันทั้งสนุก ดราม่า ให้ความรู้ ให้แง่คิด รวมถึงทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำว่า “ศิลปะในการเล่าเรื่อง” ที่แท้ทรู
อ่านรีวิวถึงตรงนี้หลายคนคงบอกว่า...มาดามเว่อร์ละ ซึ่งเราจะไม่ปฏิเสธเพราะซีรีส์ทั้งสามของผู้กำกับคนนี้ทำให้เราทึ่งมากจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างตัวละคร การเลือกเนื้อหาที่แปลกใหม่ (และร่วมสมัย) วิธีและลำดับการเล่า แต่ที่เราประทับใจที่สุดคือ “บท” และการ “จัดสรร” บทบาทตัวละคร (ที่มีเยอะมาก) ให้มีน้ำหนักได้อย่างเท่าเทียมและสมเหตุสมผลกันมากๆ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาเริ่มที่เรื่องแรกกันก่อน เราขอเปิดด้วยซีรีส์ที่สร้างชื่อให้เขาก่อนละกัน
...
Reply 1988 (2016)
เอาจริงๆ เรื่องนี้...ครั้งแรกที่เห็นหน้าหนัง...ไม่ดึงดูดเลย เพราะส่วนตัวเราชอบซีรีส์แอ็กชั่น บู๊ดุ หรือไม่ก็สืบสวนสอบสวน แนวดราม่าหรือโรแมนติกไม่ค่อยจะเข้าตากรรมการในระยะหลัง (แต่ก็ดูบ้างเพราะอยากเกาะเทรนด์) และเรื่องนี้เราก็ขอสารภาพว่าไม่ได้คาดหวัง แต่...มันกลับสนุกและชวนให้ยิ้มไม่หุบตลอดเรื่อง
ซีรีส์เรื่องนี้เริ่มเรื่องในยุค 80s ส่วนตัวเราคิดว่าผู้สร้างและผู้เขียนบท "อีอูจอง" (Lee Woo-Jeong) จงใจเลือกปีนี้มาเล่าเพราะช่วง 10 ปีนี้ (และ 10 ปีหลังจากนี้) เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในประเทศเกาหลี ซึ่งก็นับว่า “เข้าใจเลือก” เพราะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากจริงๆ ทั้งเรื่องที่เราเคยอ่านผ่านตาจากหนังสือและเรื่องที่เราไม่คาดคิดมาก่อน นับเป็นการให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แบบเนียนๆ ไม่แพ้ซีรีส์ย้อนยุคเรื่องอื่นทีเดียว
นอกจากจะจงใจเลือกปีมาเล่า (สำคัญขนาดอยู่ในชื่อเรื่อง) ตัวละครก็เป็นอีกองค์ประกอบที่น่าสนใจ และส่วนตัวก็คิดว่าเป็น “หัวใจ” ของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เพราะตัวละครมีเสน่ห์และน่ารักน่าชังมาก
เราจะไม่สปอยล์แต่จะเล่าคร่าวๆ ว่าตัวละครหลักเรื่องนี้เป็นกลุ่มเพื่อนชาย 4 หญิง 1 ที่อาศัยในละแวกย่านเก่าของกรุงโซล มิตรภาพของตัวละครทั้ง 5 คนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดของเรื่องนี้ ทุกฉากทุกตอนที่ทั้งห้าคนรวมตัวกันทำให้เกิดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ แต่ที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดคือ “บท” และการเล่าเรื่องราวที่ทำให้เราลุ้นหนักมากว่าใครจะได้เป็นแฟนกับ “อีด็อกซอน” หรือสมาชิกหญิงคนเดียวของกลุ่ม
ต้องยอมรับว่า “ศิลปะการสับขาหลอก” เรื่องนี้โดดเด่นมาก เพราะตัวละครชายทั้ง 4 คนในกลุ่มต่างก็มี “ความเป็นไปได้” จะได้เป็นแฟน “อีด็อกซอน” สมาชิกหญิงคนเดียวของกลุ่ม แต่ที่เจ๋งคือเรื่องนี้เขาไม่ได้ “สับขาหลอก” แค่เรื่องแอบรักอย่างเดียว...เรื่องอื่นๆ จุดเปลี่ยนของตัวละครร่วมอื่นๆ หรือแม้แต่ “ตัวละครลับ” ของเรื่องนี้ก็ตบตาเราได้อย่างน่าประทับใจและแนบเนียนมาก
...
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการ “จัดสรร” แบ่งบทบาทตัวละครให้มีความสำคัญอย่างเท่าเทียม การผูกเรื่องราวอย่างสมเหตุสมผล ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ ปมของตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้นๆ คือลงตัวมาก รวมถึงตัวละครที่มีความ “กลม” และ “เสถียร” ทำให้เรื่องราวมีน้ำหนักและน่าติดตาม ไหนจะการลำดับเรื่องราวและการเก็บรายละเอียดต่างๆ (ทั้งเรื่องของผู้คนและฉากหลัง) ที่ทำให้เรา “หวนคิดถึงอดีต” อย่างไม่น่าเชื่อ ต้องยอมรับเลยว่าทีมผู้สร้างทำการบ้านมาหนักมากจริงๆ เพื่อเล่าเรื่องราวของผู้คนในยุค 80s-90s ของเกาหลีได้อย่างละเอียดลออและน่าติดตาม ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ก็ได้กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นจนกลายเป็น 1 ใน 5 ซีรีส์ที่ได้เรตติ้งดีที่สุดตลอดกาลในเกาหลี
เอาเป็นว่า...ถ้าอยากทำความรู้จักเกาหลีมากขึ้น หรืออยากลองดูแนวดราม่าครอบครัว (ซึ่งขอบอกเลยว่าจากประสบการณ์การเป็นติ่งเกาหลีมานาน ซีรีส์แนวนี้ของเขาจัดว่าสตรองมากถึงมากที่สุด) เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียวแหละ
...
แต่ถ้าอยาก Niche กว่านี้อีกหน่อย...ก็ขอให้ลองเรื่องถัดไปค่ะ ^^
Prison Playbook (2018)
ที่บอกว่า Niche เพราะเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่หน้าปกไม่ดึงดูดเลย ทั้งชื่อเรื่องที่บ่งบอกว่าเรากำลังจะได้ดูชีวิตของคนในคุก แถมตัวเอกของเรื่องยังเป็นนักเบสบอลอาชีพอีก ซึ่งบอกเลยว่าเราไม่ค่อยจะอิน
แต่ก็เพราะชื่อผู้กำกับ “ชินวอนโฮ” ทำให้เราตั้งความหวังและเปิดใจ หลังจากประทับใจมากกับ “Reply 1988” เราก็ตัดสินใจดูเรื่องนี้ แล้วก็ต้องอุทานเป็นระยะๆ ตลอดการดูว่า...เฮ้ยยย...มันดีอะ
...
อย่างที่เกริ่นว่าเรื่องนี้เล่าเรื่อง “คนในคุก” ซึ่งไม่ได้มีแค่กลุ่มนักโทษ แต่หมายรวมถึงทุกชีวิตที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในคุกด้วย ผ่านตัวละครเอกอย่าง “คิม เจฮยอง” (รับบทโดย พัคเฮซู) นักเบสบอลมืออาชีพที่ต้องติดคุก 1 ปี ด้วยข้อหาพยายามฆ่า
จะบอกว่าแค่ข้อหาของ “เจฮยอง” ก็เจ๋งละ เขาสร้างให้ตัวเอกคนนี้ติดคุกเพราะข้อหาพยายามฆ่า แต่จริงๆ คือเขาพลั้งมือฆ่าคนร้ายที่พยายามจะข่มขืนน้องสาวคนเดียวของเขาถึงในห้องพัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราพอจะทำความเข้าใจได้ว่าเขา “พลั้งมือ” เพราะอะไร ตามมาด้วยความอยากรู้ด้วยว่าที่จริงแล้ว...เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่?
จุดเด่นและหัวใจของเรื่องคงเป็นการสร้างตัวละครเหมือนเคย เขาไม่ได้สร้างให้ “คิม เจฮยอง” สมบูรณ์แบบ เป็นนักกีฬาคนดังที่ได้สิทธิพิเศษหรือยกเว้นโทษ แต่กลับทำให้มัน “สมดุล” คือเขายังต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันสถานะความเป็นคนดังของเขาก็ทำให้เขาได้ “สิทธิพิเศษ” บางอย่างในคุก ซึ่งนั่น...ส่วนตัวคิดว่าเป็นความเรียลของเรื่อง เพราะ “สิทธิพิเศษ” ที่ว่าเจฮยองก็ต้องแลกมากับความ “ฝืนใจ” บางอย่างเช่นกัน
นอกจากชีวิต “คิม เจฮยอง” ที่ได้ศึกษาผู้คนและสัจธรรมหลายอย่างจากการใช้ชีวิตในคุก กระทั่งได้ค้นพบว่าชีวิตเขาไม่ได้มีแค่เบสบอล แต่มีอะไรอีกหลายอย่างที่เขาได้เรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ เรายังได้เห็นชีวิตคนอื่น...นักโทษคนอื่น รวมถึงเหล่าคนทำงานในคุก โดยเฉพาะพัศดีในเรือนจำว่าต้องมีชีวิตแบบไหน
เรื่องนี้โทนจะเรียบๆ เนือยๆ ช่วงแรก ถ้าผ่านตอน 4-5 ไปได้เรื่องจะเริ่มน่าติดตามและเข้มข้นขึ้น เราจะได้ลุ้นกับการ “สับขาหลอก” และวิธีรับมือคนประเภทต่างๆ ในคุกของเจฮยอง ซึ่งขอบอกเลยว่าน่าสนใจมาก ใครจะเชื่อว่าชีวิตคนในคุก (ที่ไม่ได้มีความคิดจะแหกคุก) แค่มีใช้ชีวิตวันๆ เพื่อให้พ้นโทษจะสนุกและชวนติดตามขนาดนี้
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการเล่าเรื่องราวแปลกใหม่ และ “ชินวอนโฮ” ก็เล่าได้ดี ทั้งดราม่า สอดแทรกอารมณ์ขันและเหน็บแนมสังคมได้อย่างลงตัว ผ่านตัวละครมากมาย ซึ่งขอบอกเลยว่า ตัวละครรับเชิญเหล่านั้นรับบทโดยดาราดังคุณภาพทั้งนั้น แวะเวียนกันมาเป็นบททดสอบให้เจฮยองและสร้างสีสันให้เรื่อง
อ้อ...เรื่องนี้ก็แอบมีดราม่ารักกุ๊กกิ๊กด้วยนะ พอเป็นกระษัย ไม่ได้เยอะแยะแต่ก็ซีนคุณภาพแหละ ส่วนตัวคิดว่าก็น่ารักน่าเอ็นดู ไม่ได้ฟินจิ้นเว่อร์แต่ก็ทำให้เรายิ้มตามได้แทบทุกฉาก โดยเฉพาะฉากที่ผู้ชายซื่อบื้ออย่างเจฮยองอยู่กับแฟน เราว่าน่าเอ็นดูมาก มีความกรุ้มกริ่ม ที่สำคัญการแสดงของพัคเฮซู ทำให้เราเชื่อว่าคนแบบนี้ก็มีอารมณ์แบบนี้ได้ ...กล่าวคือ...ตัวละครไม่กระโดดนั่นแหละ แบบนึกภาพออกว่าคนแบบนี้...ถ้าจะมีความรักกุ๊กกิ๊กก็คงเป็นแบบนี้
นอกจาก “คิม เจฮยอง” และผองเพื่อนในคุกที่ทำให้เรื่องมีสีสัน เจฮยองยังมี “เพื่อนแท้ เพื่อนตาย” (ที่น่าจะเป็นความบังเอิญเดียวของเรื่องนี้) คอยช่วยเหลือในคุก ซึ่งก็คือ “จุนโฮ” (รับบทโดย จองคยองโฮ) เพื่อนรักของเขาที่เลิกเล่นเบสบอลเพราะอุบัติเหตุสมัยมัธยม แล้วผันตัวเองมาเป็นพัศดี
ต้องบอกว่า “จุนโฮ” ก็เป็นอีกตัวละครที่น่าประทับใจ เป็นมิตรแท้ของเจฮยองที่โผล่มาทันทุกครั้งโดยที่แทบไม่มีใครในคุกจะระแคะระคายว่าทั้งคู่ไม่ใช่แค่ “นักเบสบอลมืออาชีพ-แฟนคลับ” แต่เป็นเพื่อนรักที่รู้จักกันมานาน แต่ส่วนตัวคิดว่าการแสดงของ “จองคยองโฮ” นั้นน่าประทับใจมากกว่าในเรื่องต่อไปที่เราจะรีวิว ซึ่งก็เป็นผลงานของ “ชินวอนโฮ” เช่นกัน
Hospital Playlist (2020)
เรื่องนี้เป็นผลงานล่าสุดของ “ชินวอนโฮ” ที่เพิ่งจบซีซั่น 1 เป็นซีรีส์สั้นๆแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เลือกมาเล่า เราดูซีรีส์แพทย์สัญชาติเกาหลีมาก็หลายเรื่อง ทั้งรักกุ๊กกิ๊กดราม่าระหว่างหมอ สืบสวนสอบสวน แอ็กชั่นแฟนตาซี เรื่องย้อนยุค หรือกระทั่งการทุจริตในวงการแพทย์ แต่ยังไม่เคยมีเรื่องไหนเล่าเรื่องหมอๆ ได้ Naked ขนาดนี้ มีความ inside กราบใจคนเขียนบท (อีอูจอง) และคนหาข้อมูลจริงๆ
อย่างที่เกริ่น หนึ่งในตัวละครจาก Prison Playbook (2018) ก็โผล่มาเป็นตัวเอกเรื่องนี้ด้วย (และมีอีกหลายๆ คนจากเรื่องเดียวกันโผล่มารับเชิญเป็นระยะๆ ด้วย) ซึ่งก็คือ “จองคยองโฮ” จากพัศดีหนุ่มท่าทางสุภาพและอารมณ์ดี มาเป็น “จุนวาน” ศัลยแพทย์รูปหล่อ 1 ในตัวเอก 5 คนของเรื่องนี้
นอกจาก “จองคยองโฮ” นักแสดงหลักอีก 4 คน ได้แก่ “โจจองซอก” รับบท “อิกจุน”, “ยูยอกซอน” รับบท “จองวอน”, “จอนมีโด” รับบท “ซงฮวา” และ “คิมแดมยอง” รับบท “ซอกฮยอง” ก็ร่วมเล่นในซีรีส์เรื่องนี้ด้วย
บอกแค่ชื่อน่าจะยังไม่คุ้นหรืออาจนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าได้เห็นรูปหรือได้ดูก็น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาบางคนบ้าง โดยเฉพาะ “โจจองซอก” ผู้รับบท “อิกจุน” ศัลยแพทย์หนุ่มผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน ที่แว่วมาว่าเขาถึงขั้นยอมลดค่าตัวเพื่อมารับบทนี้เลยทีเดียว
ส่วนคนอื่นๆ เราก็คุ้นๆ ว่าเคยเห็นเขาจากเรื่องอื่นมาบ้าง แต่ใดๆ ก็ตามต้องบอกว่าเคมีของทั้ง 5 คนดีงามล้ำเลิศมาก ทุกฉากที่ทั้ง 5 คนมารวมตัวกันคือดีงามพระรามแปด มีความน่ารัก อบอุ่น และชวนให้คิดถึงการสังสรรค์ของเพื่อนในกลุ่มอย่างอดไม่ได้
จะว่าไปการสร้างคาแรกเตอร์ ผูกเรื่องและผูกปมระหว่างเพื่อนก็น่าจะเป็นอีก signature ของ “ชินวอนโฮ” ผู้กำกับเรื่องนี้ รวมถึงผู้เขียนบทคู่บุญอย่าง “อีอูจอง” ที่ทำงานด้วยกันมาหลายเรื่องตั้งแต่ Reply 1988 คือมันดีมาก...กระทั่งกลบเรื่องรักโรแมนติกระหว่างหนุ่มสาวไปได้ และส่วนตัวก็คิดว่ามันเรียล เข้าถึงและฟินกว่าด้วยซ้ำเพราะชีวิตจริง...เราก็ไม่ได้จิ้นฟินเว่อร์ตลอดเวลา เราก็แค่อยากได้พลังงานดีๆ จากคนรอบตัว และมันก็จะดีมากถ้าพลังงานเหล่านั้นมาจากเพื่อนหรือคนที่เรารัก
นอกจากเคมีระหว่างนักแสดงร่วม ที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือเนื้อหาสะท้อนชีวิตเหล่าแพทย์ที่ไม่เหมือนซีรีส์การแพทย์เรื่องอื่นๆ ที่เคยดู...
เราอาจจะคุ้นเคยกับฉากตื่นเต้น หัวใจแทบหยุดเต้นกับการผ่าตัดสุดระทึก การรักษาเคสที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ รวมทั้งฉากบีบเค้นอารมณ์วัดใจจรรยาบรรณแพทย์จากซีรีส์แพทย์เรื่องอื่นๆ แต่สำหรับ Hospital Playlist แม้เราจะยังได้เห็นฉากเหล่านี้ (ซึ่งก็มีเคสแปลกๆ ยากๆ นะ) แต่หนังจะโฟกัสที่อารมณ์และความรู้สึกของตัวแพทย์มากกว่า ทำให้เรารู้และเข้าใจ เห็นภาพชัดขึ้นว่าวันๆ พวกหมอนี่เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง
แต่ที่สำคัญกว่า นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ ซีรีส์เรื่องนี้ยังตีแผ่เรื่องราวคนเป็นหมอในฐานะคนคนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจ...ชีวิตหมอที่ไม่ได้มีแค่เรื่องในโรงพยาบาลแต่มีเรื่องส่วนตัวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งส่วนตัวเรามองว่าดี อย่างน้อยก็ทำให้เห็นมุมมองที่แตกต่างว่าจริงๆ แล้วคนเป็นหมอก็ใช่ว่าจะไม่ลำบาก (ใจ)...บางทีความเป็นหมอก็ทำให้เขามีอุปสรรค (มากมายเหลือเกิน) ในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ความรัก หรือกระทั่งการดีลกับคนไข้ ญาติคนไข้ที่ดาหน้ากันมาในหลากหลายรูปแบบ
อ่านมาทั้งหมดเหมือนจะไม่ใช่ซีรีส์สาย Mass ...ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่อยากชวนทุกคนมา “เปิดใจ” ลองดูซีรีส์แนวดราม่าชีวิตกันบ้าง ส่วนตัวเราว่ามันไม่ได้แนวบีบเค้นอารมณ์หรือบีบน้ำตานะ ออกจะ Inspired หรือว่าสร้างแรงบันดาลใจหรือสอนเรื่องแนวคิดสำคัญต่อการใช้ชีวิตมากกว่า ยิ่งในสถานการณ์โลกช่วงนี้ การดูซีรีส์ดีๆ ก็น่าจะเป็น “การเยียวยา” ที่ดี
เอาเป็นว่าของเขาดีจริง 4-5 ตอนแรกอาจจะเนือยสักหน่อยทั้ง 3 เรื่อง (เป็นเรื่องปกติของซีรีส์เกาหลี) แต่หลังจากนั้นรับรองว่าจะต้องติดใจเพราะฟีลลิ่งของเรื่องจะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ บิลด์ ค่อยๆ เค้น และลากเราไปถึงตอนจบ (ที่อาจจะค้างๆ หากว่าเป็นตอนจบซีซั่น) ในที่สุด
ภาคนี้เอาไป 3 เรื่องก่อน เจอกันตอนต่อไปนะคะ
มาดามอองทัวร์
@MadamAutuer