มองผ่าน ๆ อาจคิดว่า Gemini Man (เจมิไน แมน) คือหนังขายแอ็กชั่นแนวไล่ล่าทั่วไป ที่นำแสดงโดย วิล สมิธ กำกับโดย อัง ลี และคุมงานสร้างโดย เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เป็นจุดขายอย่างแท้จริงของหนัง ก็คือเทคนิคงานสร้าง โดยเฉพาะงานภาพ ที่ถ่ายหนังด้วยระบบ 3D+ HFR (3D Plus High Frame Rate) และการเนรมิต วิล สมิธ ในวัยหนุ่ม ที่ทำออกมาได้เนียนตา กลายเป็นประสบการณ์การดูหนังที่ทำให้รู้สึก "ทึ่ง" กับเทคโนโลยีการสร้างหนังที่ก้าวไปไกล


3D+ HFR คืออะไร ผลที่ได้คือ?

ว่ากันสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ การถ่ายทำหนังด้วยความเร็ว 120 เฟรมต่อวินาที ซึ่งการถ่ายหนังแบบมาตรฐานปกติจะอยู่ที่ 24 เฟรมต่อวินาที (คือภาพ 24 ภาพเรียงต่อเนื่องจนเป็นภาพเคลื่อนไหว) หรือก็คือเร็วกว่าเดิม 5 เท่า นอกจากนี้ยังใช้

...

ความละเอียดของภาพระดับ 4K และถ่ายทำในรูปแบบ 3D เมื่อรวม ๆ กัน จึงถูกตั้งชื่อใหม่ว่า 3D+ HFR


ซึ่งต้องให้ข้อมูลไว้ก่อน แม้หนังจะถ่ายด้วยระบบ 3D+ HFR 120 เฟรมต่อวินาที แต่โรงหนังในบ้านเรา ยังรองรับได้เพียง 60 เฟรมต่อวินาทีเท่านั้น ก็แอบห่วงว่าจะถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาได้ดีแค่ไหน


เมื่อได้ดู สิ่งที่เห็นก็คือ งานภาพต่อเนื่องไหลลื่น เห็นมิติของภาพลึกตื้น ละเอียด คมชัด ความรู้สึกระหว่างดูก็คือ "ความสมจริง" ที่ไม่ใช่ความสมจริงในแบบปกติที่เราเคยดูกันมาในโรงภาพยนตร์ แต่เป็นความสมจริงในแบบที่รู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหนัง มันเกิดอยู่ต่อหน้าเรา ฉากต่าง ๆ ในเรื่อง ก็สวยสมจริงมาก ๆ นี่ขนาดระบบฉายของโรงหนังบ้านเรายังแค่มี 60 เฟรมต่อวินาที ยังมอบประสบการณ์ที่ดีขนาดนี้ ถ้าได้ดูในระบบฉาย 120 เฟรมต่อวินาที จะยอดเยี่ยมมากกว่านี้อีกแค่ไหน



วิล สมิธ แก่ VS วิล สมิธ หนุ่ม

ชื่อนักแสดงเบอร์ใหญ่อย่าง "วิล สมิธ" คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันอีก ด้วยเทคโนโลยีทำให้เราได้เห็นเขาในปัจจุบันบู๊กับวัยหนุ่ม เชื่อว่าเป็นอะไรที่แฟนหนังวิล สมิธ คงฟินไปตาม ๆ กัน วิล สมิธ ในวัยหนุ่มที่สมจริง (ก็ขอบอกกันตรง ๆ ก็มีบางฉากที่รู้สึกมันดูหลอก ๆ อยู่เหมือนกัน) ทำให้เราเหมือนได้ย้อนเวลาไปยังช่วงพีค ๆ ในชีวิตทางการแสดงของเขาอีกครั้ง อย่าง Bad Boys, ID4 หรือ Men in Black


ฉากแอ็กชั่นในหนังถือเป็นไฮไลต์อีกอย่างในหนังเรื่องนี้ ฉากไล่ล่าในเรื่อง ดุเดือดสมจริง มันสะใจมาก หรือการต่อสู้ประชิดตัวต่อตัว ล้วนแล้วแต่งดงาม มีชั้นเชิง ที่ทำให้เราเชื่อว่า ตัวละคร "เฮนรี่ โบรแกน" ที่ วิล สมิธ สวมบทบาท คือมือสังหารระดับหัวกะทิจริง ๆ และเป็นการตอบคำถามในหนังว่าทำไมจึงต้องให้เขามีร่างวัยหนุ่มขึ้นมา ยิ่งได้งานภาพ 3D+ HFR ทำให้ได้ฉากแอ็กชั่นที่สมจริง เห็นรายละเอียดชัดเจน เป็นประสบการณ์การดูหนังแอ็กชั่นที่ตื่นตาและสดใหม่มาก

...



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะชื่นชอบในงานภาพหรือฉากแอ็กชั่นแค่ไหน แต่เชื่อว่าทุกคนที่ได้ดู Gemini Man จะรู้สึกตรงกัน ก็คือ บทภาพยนตร์ไม่โดดเด่น หนังปูเรื่องไว้น่าสนใจ ดูใหญ่ มีรายละเอียดที่วางไว้น่าติดตามสุด ๆ ประกอบกับนักแสดงสมทบชั้นดี แมรี่ เอลิซาเบธ วินสตีด, เบเนดิคต์ หว่อง, ไคลฟ์ โอเว่น และ ลินดา อีมอนด์ มันน่าจะทำให้เราได้หนังแอ็กชั่นปัง ๆ อีกเรื่อง

...



แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่รู้เพราะทุนสร้างที่ลงไปกับเทคโนโลยีมากเกินไป จนขยายเรื่องงานโปรดักชั่นด้านอื่นไม่ได้ หรือเพราะบทที่ตามสูตรไปนิด เมื่อดูไปเรื่อย ๆ พลังของหนังก็ค่อย ๆ ลดลงไป โดยเฉพาะไคลแมกซ์ตอนท้าย ที่แม้แอ็กชั่นจะมันสะใจงานภาพตื่นตา แต่บทสรุปที่หนังให้ก็แอบรู้สึกเสียดายที่น่าจะทำในสิ่งที่หนังปูทางไว้ตั้งแต่ต้นได้ดีกว่านี้


สุดท้าย Gemini Man อาจจะเป็นหนังแอ็กชั่นที่ไม่ได้โดดเด่น ในแบบหนังแอ็กชั่นขึ้นหิ้งหลาย ๆ เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้หนังเป็นที่จดจำในอนาคต ก็คืองานสร้างที่เป็นการยกระดับงานด้านภาพขึ้นไปอีกขั้น เป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างภาพยนตร์ ให้หนังเรื่องอื่น ๆ ที่จะใช้งานภาพ 3D+ HFR เดินตาม

ในแง่ของคนที่ชอบดูหนัง นี่คือหนังเรื่องที่มอบประสบการณ์การดูหนังที่แปลกใหม่ เป็น "คำตอบ" ต่อคำถามที่ว่า ทำไมเรายังต้องดูหนังกันในโรงภาพยนตร์...

...

อ่านรีวิวหนัง ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่น ๆ

ชา ตีตั๋วชนโรง

Twitter @Chamanz13

Facebook: ตีตั๋วชนโรง