ฉากหัวเราะคนเดียวคือสะเทือนใจมาก...เป็นเสียงหัวเราะที่เราขำไม่ออกตลอดทั้งเรื่อง จัดว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยได้จากเรื่องไหน

น่าจะเป็นหนังอีกเรื่องที่หลายคนรอคอย สำหรับ “Joker” เรื่องราวของวายร้ายคนดังจากค่าย DC เจ้าของตำนานความบ้าคลั่งที่แม้แต่แบทแมทยังปวดประสาท ครั้งนี้เราจะได้รู้เรื่องราวของเขา ที่มาของความบ้าคลั่งที่อาจทำให้คุณๆ มองเขาเปลี่ยนไป


ต้องบอกก่อนว่าเป็นหนังที่มีกระแสแรงมากตั้งแต่ก่อนเข้าฉาย ตัวเราก็พลอยตื่นเต้น ส่วนหนึ่งก็อยากรู้ว่าครั้งนี้ตัวละคร “Joker” จะถูกตีความไปในทิศทางไหน และอีกส่วนก็อยากดู “Joaquin Phoenix” ผู้มารับบท “Joker” ว่าจะทำออกมาได้ดีขนาดไหน เพราะที่ผ่านมานักแสดงที่มารับบทนี้ต่างก็ขึ้นหิ้งและได้รับการยกย่องว่าฝีไม้ลายมือการแสดงระดับแทบทั้งนั้น

...

แล้วเราก็ไม่ผิดหวังเพราะ “Joaquin Phoenix” สวมบท “Joker” ได้บ้าคลั่งระดับมงกุฎเพชร โดยเฉพาะฉากหัวเราะคนเดียว คือ...สะเทือนใจมาก เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้เราขำไม่ออกทั้งเรื่อง ส่วนตัวถือว่าว่าเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหนังเรื่องไหน

ในส่วนของการตีความ “Joker” ก็ทำได้ดี จากที่เรารู้จักแค่ความบ้าคลั่งของเขาในหนังเรื่องอื่นๆ ของ DC เรื่องนี้จะทำให้เราเห็นที่มาของความบ้าคลั่งนี้ ตัวตนแท้จริงของ “Joker” หรือ “Arthur Fleck” ที่เราไม่เคยรู้จัก

เราว่าหนังตีความความเป็น “Joker” ได้ดี มีความลึกในทุกอณู ทั้งพื้นฐานครอบครัวและสิ่งที่เขาพบเจอในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องอิงการ์ตูนต้นฉบับ แต่เราว่ามันก็ make sense ดี ทุกอย่างที่แวดล้อม ทั้งคนรอบตัวและสังคม ล้วนหล่อหลอมให้เขากลายเป็น “Joker”

เรียกได้ว่าหนังทำให้เราเห็นอกเห็นใจตัวละคร “Joker” มากกว่าที่เคย แม้สิ่งที่เขาเป็นจะไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมยินดี แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ก็ได้แต่ฝากกำลังใจไปให้แบทแมนว่าจะเอาชนะความบ้าคลั่งของ “Joker” ได้หากเขามีโอกาสได้เจอกัน

...

นอกจากหัวใจของเรื่องอย่าง “Joaquin Phoenix” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “Joker” ออกมาได้ดีแล้ว องค์ประกอบเพื่อการเล่าเรื่องอื่นๆ ก็ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะงานแสงและดนตรีประกอบ แม้จะหม่นๆ เหมือนจะให้ความรู้สึกรวดร้าวอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เข้ากับเรื่องได้ ช่วยถ่ายทอดความบ้าคลั่งได้ดีมากๆ

ที่สำคัญทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้อยู่รวมกันได้อย่างดี มีการสับขาหลอกเราบ้าง (ตามความมโนของคนที่มีอาการทางจิตอย่าง Joker) แต่ก็ดู smooth ดี ช่วยให้เราดำดิ่งกับตัวละครมากขึ้นด้วย ออกจากโรงมาด้วยความรู้สึกที่ว่า...รักชีวิตตัวเองขึ้นมากมาย

...

เอาเป็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายจะถ่ายทอดเรื่องราวคนที่ป่วยทั้งทางจิตและถูกสังคมทำร้าย แถมมีกลิ่นอายโรคซึมเศร้า ซึ่งจัดว่าอัปเดตมากๆ แต่ก็ทำให้ Mass ยากด้วยเช่นกัน แต่หนังก็ทำได้ดีทีเดียว ทำเอาเราดิ่งไปด้วยตลอดสองชั่วโมง

จัดว่า #ไม่น่าพลาด และเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเรื่องไหน เรียนเชิญพิสูจน์ความบ้าคลั่งระดับมงกุฎเพชรกันได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์นะคะ

มาดามอองทัวร์
@MadamAutuer