แม้เหตุการณ์ใน Avengers: End Game จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบในจักรวาลหนัง Marvel ยังคงมีอยู่ และเป็นที่ถกเถียงของแฟน ๆ ว่า จักรวาลหนังที่พวกเขารักจะไปในทิศทางใดนับจากนี้ ซึ่งคงไม่มีซูเปอร์คนไหนอีกแล้ว ที่จะบอกเล่าได้ดีไปกว่าบุคคลที่ Iron Man ผู้เป็นตำนานให้ความสำคัญ นั่นก็คือ Spider-Man กับภาคต่อ สไปเดอร์-แมน ของ ทอม ฮอลแลนด์ ใน Spider-Man: Far From Home

Spider-Man: Far From Home เผยให้เห็นถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ใน End Game ที่ทำให้ชีวิตผู้คนบนโลกเปลี่ยนไป ในขณะที่ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ และผองเพื่อน กำลังจะไปทริปที่ยุโรป เรื่องวุ่น ๆ จากภัยร้ายครั้งใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นทำให้ นิค ฟิวรี่ ต้องมาขอความร่วมมือจาก Spider-Man ในการหยุดยั้งภัยครั้งนี้ ด้วยความช่วยเหลือของฮีโร่คนใหม่นาม มิสเตริโอ อันนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องเติบโตขึ้น ทั้งในฐานะ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ และ สไปเดอร์-แมน 

...

ก้าวข้ามซูเปอร์ฮีโร่เพื่อนบ้านผู้แสนดี

เรื่องราวเน้นไปที่ชีวิตของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยเรียน อยากไปท่องเที่ยวกับเพื่อน ในขณะที่ก็หาทางมัดใจ เอ็มเจ สาวที่ตัวเองแอบรัก การที่ต้องมาแบกหน้าที่ของ Spider-Man ตามคำขอของนิค ฟิวรี่ ในการยับยั้งภัยร้ายครั้งใหม่ มันเลยเป็นสิ่งที่น่าหนักใจ และทำให้ต้องตั้งคำถามถึงคุณค่าของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในตัวเอง 

จะว่าไปเนื้อเรื่องก็ดูไม่มีอะไรแตกต่างกับ Spider-Man หลาย ๆ ภาคก่อนหน้าที่ผ่านมา ซึ่ง Marvel Studios ก็รู้ดี จึงได้สร้างเส้นทางใหม่ ด้วยการเติม Iron Man ที่เป็นสัญลักษณ์ของซูเปอร์ฮีโร่ผู้เสียสละ และซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ มิสเตริโอ ที่เหมือนเป็นภาพสะท้อนของ Iron Man ในสายตาของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ที่ดูเหมาะสมกับการเป็นฮีโร่มากกว่าเขา

ทำให้ Far From Home เป็นบททดสอบของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่หนักหน่วงขึ้น ขณะเดียวกันเราคนดูก็ได้เห็นการพัฒนาของ Spider-Man ที่ต้องเติบโตขึ้น เพื่อก้าวข้ามซูเปอร์ฮีโร่เพื่อนบ้านผู้แสนดี

แอ็กชั่นสนุก เหนือจินตนาการ

ต้องยอมรับว่าหลาย ๆ ภาค ของหนัง Marvel Studios ช่วงหลัง ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ แม้กระทั่งตัวอย่างหนัง หลาย ๆ อย่างถูกสร้างเพื่อให้แฟนหนังและแฟนคอมมิกเดาทางไม่ได้ ใน Far From Home ก็เช่นกัน การมี นิค ฟิวรี่ และ มิสเตริโอ มีส่วนทำให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้น ล่อหลอกคนดู และยากจะคาดเดาทิศทางของเรื่อง

ซึ่งนั่นก็ลามมาถึงฉากแอ็กชั่นในภาคนี้ ที่เน้นเล่นกับจินตนาการและการคาดเดา จนได้ฉากแอ็กชั่นที่มหัศจรรย์และงดงาม ซึ่งคงไม่เกินเลยไปหากจะบอกว่าฉากแอ็กชั่นไฮไลต์ใน Far From Home ให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ในระดับน้อง ๆ ฉาก “Open Your Mind” ของ Doctor Strange เลยทีเดียว

...

ด้านลบของการมี “ซูเปอร์ฮีโร่”

จุดหนึ่งที่ Spider-Man: Homecoming และ Spider-Man: Far From Home เหมือนกัน ก็คือการเผยให้เห็นผลกระทบจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับจักรวาลหนัง Marvel ใน Homecoming ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากหนัง Avengers ภาคแรก ในขณะที่ Far From Home ก็มาจาก End Game ที่นอกจากให้เห็นโลกหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ยังเผยให้เห็นถึงการกำเนิด “ศัตรู” ของซูเปอร์ฮีโร่ในอีกรูปแบบ ที่แสดงให้เห็นว่าการมีอยู่ของซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้มีแต่ด้านบวก ด้านลบก็มี และอาจกลายเป็นภัยร้ายแรงต่ออนาคตได้เช่นกัน

ปิดจักรวาลหนัง Marvel เฟส 3 เริ่มต้นสู่เฟส 4

เมื่อได้ดูจึงได้เข้าใจ ว่าทำไม Far From Home ถึงถูกกำหนดให้เป็นหนังปิดเฟส 3 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งของ Marvel Studios ซึ่งฉาก End Credit อีก 2 ตัวในเรื่อง ก็ยิ่งทำให้เป็นการปิดเฟส 3 และเริ่มต้นสู่เฟส 4 ที่หวือหวาและชวนติดตามมาก ๆ

...

สุดท้ายนี้ Spider-Man: Far From Home ก็เป็นหนึ่งในหนังที่พลาดไม่ได้ ทั้งแฟนหนัง Marvel และแฟนสไปเดอร์-แมน แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกกับหนัง Marvel ช่วงหลังก็คือ การที่หนังแต่ละเรื่องเป็นเหมือนจิกซอว์ของภาพประกอบใหญ่ ทำให้ความเป็น “หนังเดี่ยว” หรือ “หนังภาคต่อ” มันค่อย ๆ หายไป หนังจึงไม่เหมาะกับคนที่ไม่ได้ติดตามหนัง Marvel มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เชื่อว่าคงมีน้อยคนนักที่ไม่ได้ติดตาม ในยุคที่อาจบอกได้ว่าหนัง Marvel คือ King of the World

...

อ่านรีวิวหนัง ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่น ๆ
ชา ตีตั๋วชนโรง
Twitter @Chamanz13
Facebook: ตีตั๋วชนโรง