หลังจาก Godzilla ฉบับฮอลลีวูดเมื่อปี 2014 และ Kong: Skull Island เมื่อปี 2017 มันคือการปลุกชีพตำนานหนังสงครามอสุรกายขนาดยักษ์ขึ้นมาได้สำเร็จอีกครั้ง และทิศทางที่หนังทั้งสองมุ่งไป ก็นำพาเรามาถึง Godzilla: King of the Monsters หรือในชื่อไทยว่า ก็อดซิลล่า 2 ราชันแห่งมอนสเตอร์ ที่ต้องนิยามว่ามันคือความบันเทิงในแบบ "วินาศสันตะโร" อีกครั้งบนโลกภาพยนตร์

หนังเล่าเรื่องราวต่อจาก Godzilla เมื่อโลกได้รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเหล่าอสุรกายยักษ์ คำถามสำคัญของมนุษย์ก็คือ จะหาทางอาศัยอยู่ร่วมกันหรือจะทำลาย? องค์กรลับโมนาร์คได้เผยให้เราได้รู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่ ก็อดซิลล่า หรือ คิงคอง อีกต่อไป แต่มีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่จำศีลอยู่อีกเยอะมาก

ดร.เอ็มม่า ได้สร้างเครื่องมือนาม Orca ที่สามารถใช้สื่อสารกับเหล่าสัตว์ประหลาดยักษ์ได้ แต่เครื่องมือนี้กลับถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยการปลุก "คิง กิโดร่า" มังกร 3 หัวในตำนานขึ้นมา ทำให้ ก็อดซิลล่า ต้องกลับมาบนโลกอีกครั้ง เพื่อต่อกรกับคู่ปรับที่น่ากลัวที่สุด

...

หนังไคจู (สัตว์ประหลาด) ต่อสู้กันเต็มรูปแบบ

เพียงตัวอย่างและภาพโปรโมทต่างๆ ของ Godzilla: King of the Monsters ก็คงไม่ต้องขยายความอะไรมากมาย หนังเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา เพราะมันถูกวางตัวให้เป็นหนังแอ็กชั่นสัตว์ประหลาดต่อสู้กันอย่างเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อย ใครที่จะหาความลึกซึ้งของเนื้อเรื่องที่มากกว่านั้นอาจจะต้องผิดหวัง หนังเต็มไปด้วยเหล่าไคจูมากมาย เด่นๆ ก็เช่น มอธร่า, โรแดน และ คิง กิโดร่า ซึ่งในหนังจริงๆ มีมากกว่านั้น แต่ไคจูอะไรโผล่มาอีกบ้าง ต้องไปลุ้นกันเองในโรงภาพยนตร์

ความเป็นมนุษย์ยังมี

แม้หนังจะถูกวางเป็นสัตว์ประหลาดต่อสู้กัน แต่ด้านเรื่องราวของมนุษย์ใน Godzilla: King of the Monsters ก็ไม่ได้แย่ เรื่องของครอบครัวรัซเซลที่เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่อง Orca ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจ การแสดงของ ไคลย์ แชนเลอร์, เวรา ฟาร์มิกา หรือ เคน วาตานาเบ้ ที่มีฉากซึ้งๆ ให้ได้ประทับใจ ซึ่งจะว่าไปหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยนักแสดงมีชื่อทั้งนั้น แซลลี่ ฮอว์กินส์ จาก The Shape of Water, มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ จาก Stranger Things และ ชาร์ลส แดนซ์ จาก Game of Thrones ซึ่งทุกคนมาช่วยเพิ่มมิติในด้านมนุษย์ ไม่ให้ถูกเรื่องราวของสัตว์ประหลาดกลบหายไปหมด

ความมันในแบบวินาศสันตะโร

สิ่งที่แอบคาดหวังหลังจากที่เห็นตัวอย่างหนังก็คือ ฉากแอ็กชั่นไคจูมันๆ ซึ่ง "ไม่ผิดหวังเลย" หนังจัดเต็มด้วยฉากแอ็กชั่นแบบไม่มีกั๊ก แต่ละฉากใช้ซีจีหนักหน่วง ซึ่งก็ทำให้ได้ภาพที่สมจริง บ้านเมืองพังทลาย แอ็กชั่นสัตว์ประหลาดรุนแรง ความหายนะที่ปรากฏในเรื่องอยู่ในแบบวินาศสันตะโร เว่อร์วัง อลังการและสะใจมาก ให้อารมณ์ไม่ต่างจากดูหนังแนวหายนะโลกเลย

...

คารวะต้นฉบับของญี่ปุ่น

ดูเหมือนผู้กำกับ ไมเคิล โดเฮอร์ตี้ และทีมเขียนบทใน Godzilla: King of the Monsters น่าจะเป็นแฟนตัวยงของหนัง Godzilla ไม่ก็ต้องเป็นการทำการบ้านมาอย่างดี ทำให้หนังภาคนี้เหมือนเป็นงาน "คารวะครู" ที่หลายสิ่งหลายอย่างในเรื่องได้รับการอ้างอิงจาก Godzilla ต้นฉบับของญี่ปุ่น ที่ถูกแต่งแต้มตามทางตลอดเวลา 2 ชั่วโมง 11 นาที ในแบบที่ใครสถาปนาตัวเองว่าเป็นแฟน "ก็อดซิลล่า" บอกเลยว่าห้ามพลาด เพราะ Easter Egg ที่มีอยู่ในเรื่องรับรองว่าฟินและทำให้นึกถึงหนัง Godzilla ภาคต่างๆ แน่นอน

Godzilla vs Kong

อย่างที่แฟนๆ หรือผู้ที่ติตดามข่าวหนังเป็นประจำน่าจะทราบกันดี ว่าในปี 2020 เราจะได้ดู Godzilla vs Kong ซึ่งในหนังก็ใส่รายละเอียดที่โยงไปถึง "คิงคอง" เยอะมาก Skull Island ถูกอ้างอิงอยู่ตลอดเรื่อง ซึ่งหนังก็ยังไม่เผยมูลเหตุที่นำไปสู่การเผชิญหน้ากันของทั้งสองแบบตรงไปตรงมา แต่ก็ให้ข้อมูลในแบบที่ทำให้แฟนๆ ได้สนุกไปกับการคาดเดา ว่าสุดท้ายใครคือ "ราชา" หรือ "พระเจ้า" ของเหล่ามอนสเตอร์ที่แท้จริง อ่อ..หนังเรื่องนี้มี End Credit ดูจบแล้วอย่าเพิ่งรีบลุก

...

แม้จะแอบเสียดายที่หนังหย่อนความลุ่มลึกคมคายของบทลงไปกว่าภาคแรก แต่สิ่งที่ได้มาแทนจาก Godzilla: King of the Monsters ก็คือ ความบันเทิงในแบบ "วินาศสันตะโร" ในแบบที่หนัง Godzilla มีศักยภาพที่สามารถทำได้ ซึ่งสิ่งที่หนังมอบให้ก็คุ้มค่าที่จะเสียเงินตีตั๋วเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์

อ่านรีวิวหนัง ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่นๆ
ชา ตีตั๋วชนโรง
Twitter: @Chamanz13
Facebook: ตีตั๋วชนโรง

...