สตรองกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ทั้งบทบาทในหนังและฝีมือการแสดงของ “เฟลิซิตี้ โจนส์”

จุดแรกที่ดึงเราให้สนใจเรื่องนี้คงเป็นนักแสดงนำ...ชื่นชอบการแสดงของ “เฟลิซิตี้ โจนส์” มาตั้งแต่ “The Theory of Everything” (2014) ยัน “Rogue One: A Star Wars Story” (2016) บทบาททั้งสองล้วนท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องแรกที่ทำให้เธอได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีนั้นด้วย

“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” รับบทโดย  “เฟลิซิตี้ โจนส์”
“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” รับบทโดย “เฟลิซิตี้ โจนส์”

มาถึงปีนี้ 2019 “เฟลิซิตี้ โจนส์” ก็ได้รับบทบาทสุดจี๊ดใน “On the Basis of Sex” ต้องบอกว่า “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” เป็นตัวจี๊ดในวงการกฎหมายและแวดวงการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเพื่อความเสมอภาคทีเดียว และสิ่งที่เธอทำและทุ่มเทก็ทำให้มีผลต่อกระแสการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมทางเพศจนถึงวันนี้

...


นอกเหนือจากฝีมือการแสดงของ “เฟลิซิตี้ โจนส์” ที่ต้องรับบทตั้งแต่สาวยันแก่ สิ่งที่ชื่นชอบมากของเรื่องคงเป็นเรื่องราวระหว่างทางในหนัง ซึ่งไม่ได้พูดแค่เรื่องกฎหมายซึ่งยากจะเข้าถึง แต่แฝงด้วยเรื่อง “สิทธิและเสรีภาพ” ในการแสดงความคิดเห็น การถกเถียงซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) ท่ามกลางเหล่านักศึกษาชายในโรงเรียนกฎหมายชั้นนำของโลก
“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) ท่ามกลางเหล่านักศึกษาชายในโรงเรียนกฎหมายชั้นนำของโลก

“On the Basis of Sex” หรือชื่อไทย “สตรีพลิกโลก” เป็นเรื่องราวเหตุการณ์จริงของ “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) นักกฎหมายและอาจารย์มหาวิทยาลัยตัวเล็กๆ ที่คิดเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญ

บรรยากาศการประท้วงร่วมยุค 1970s
บรรยากาศการประท้วงร่วมยุค 1970s

ฟังดูเหมือนหนังจะหนักและซีเรียสมาก ในส่วนของเนื้อหาและไฮไลต์ของเรื่องก็ถือว่าหนักหนาเอาการ ทำเอาคนไม่ชินภาษาและศัพท์กฎหมายแทบทรุดหลังออกจากโรง แต่ที่ทำให้หนังมีสีสันกว่านั้นส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องการถกเถียงระหว่างตัวละคร ถกกันทั้งเรื่องใกล้ตัว ส่วนตัวและไกลตัวจนเราต้องทึ่งพร้อมฉุกใจคิด...ว่าเราได้ถกเถียงหรือ “ติเพื่อก่อ” ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

...

(ซ้าย) “มาร์ติน กินส์เบิร์ก” (อาร์มี่ แฮมเมอร์) สามีสุดที่รักของ “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” จะเรียกว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเธอก็ได้ เพราะเขารักและสนับสนุนทุกอย่างที่เธอทำ
(ซ้าย) “มาร์ติน กินส์เบิร์ก” (อาร์มี่ แฮมเมอร์) สามีสุดที่รักของ “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” จะเรียกว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเธอก็ได้ เพราะเขารักและสนับสนุนทุกอย่างที่เธอทำ

“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) กับเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานในองค์กรกฎหมาย หนึ่งในคนสำคัญที่ทำให้เธอมีโอกาสต่อสู้บนเวทีศาล
“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) กับเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานในองค์กรกฎหมาย หนึ่งในคนสำคัญที่ทำให้เธอมีโอกาสต่อสู้บนเวทีศาล

...

หนึ่งในฉากที่ชอบมากคือ เมื่อตัวละคร “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” เถียงกับลูกสาว “เจน กินส์เบิร์ก” ถึงเรื่องผลงานเรียงความที่ได้รับเกรด A+ แต่ในสายตาคนเป็นแม่ที่เป็นอาจารย์สอนวิชากกฎหมายอย่างรูทกลับมีบางอย่างที่ต้องท้วง แน่นอนว่าลูกสาวของเธอค้านสุดพลัง แถมตะโกนใส่หน้าแม่ว่าเป็นพวกชอบหักหน้าคนอื่น ไม่เคยยอมแพ้แม้แต่ลูกตัวเอง

“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) กับสุนทรพจน์ที่แทบทำให้ทุกคนลืมหายใจ
“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” (เฟลิซิตี้ โจนส์) กับสุนทรพจน์ที่แทบทำให้ทุกคนลืมหายใจ

ส่วนตัวคิดว่าเป็นฉากทรงพลังฉากหนึ่งของเรื่องทีเดียว เพราะการถกเถียงที่เต็มไปด้วยอคติและความอยากเอาชนะอย่างไม่ลืมหูลืมตา...หรือง่ายๆ คือ “ไม่มีสติ” มักนำไปสู่หายนะเสมอ กว่าลูกกับแม่จะเข้าใจกันก็ต้องพึ่งมือพ่ออย่าง “มาร์ติน กินส์เบิร์ก” (อาร์มี่ แฮมเมอร์) ช่วยเปิดตาเปิดใจว่าการถกเถียงก็เหมือนการเปิดหัวใจ เป็นการแลกเปลี่ยนเหตุผลและ “ความรัก” ที่ทำให้หัวสมองและความคิดของเราขยับขยายมากกว่าจะวนกับที่

...

“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” ตัวจริง ทุกวันนี้เธอได้เป็นผู้พิพากษาและได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกโดยนิตยสารไทม์ปี 2558
“รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” ตัวจริง ทุกวันนี้เธอได้เป็นผู้พิพากษาและได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกโดยนิตยสารไทม์ปี 2558

นอกเหนือจากฉากแม่ลูกทรงพลัง การต่อสู้บนเวทีศาลของ “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” เพื่อความเท่าเทียมก็น่าประทับใจมาก ชวนให้ฮึกเหิมและลุ้นสุดตัวให้นางได้ชัยชนะเหนืออคติของเหล่าผู้พิพากษาหัวโบราณทั้งหลาย

รวมๆ เราว่าหนังมีความดีความชอบทีเดียว #ไม่น่าพลาด นอกจากเล่าเรื่องจริงในประวัติศาสตร์กฎหมายอเมริกัน ยังพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมได้อย่างทรงพลัง เราว่าตัวละครเอกอย่าง “รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก” นั้นน่าสนใจมากๆ ทีเดียว ความหัวก้าวหน้าของเธอทำให้ผู้ชมอย่างเราซึ่งเป็นคนยุคนี้เข้าถึงง่ายและเอาใจช่วยโดยไม่ต้องพยายามอะไรมาก เรียกได้ว่าสตรองมากทั้งสารของเรื่องและการแสดงของ “เฟลิซิตี้ โจนส์”

จนกว่าจะพบกันใหม่

มาดามอองทัวร์
@MadamAutuer