Halloween 2018 คือหนังที่นักดูหนังรุ่นใหม่อาจไม่ได้รู้สึกถึงความน่าดูมากนัก แต่กับคนรุ่นเก๋าที่เกิดยุค 80-90 นี่คืออีกหนึ่งหนังระดับตำนานที่กลับมาให้เราระลึกความหลังกันอีกครั้ง ซึ่งตัวหนังในภาคนี้ ถ้าให้สรุปสั้นๆ มันก็เหมือนกับคนที่เคยหลงทางกลางทะเลกว่า 40 ปี แต่สุดท้ายก็สามารถกลับเข้าฝั่งได้ในที่สุด... ที่มาพร้อมกับดำเนินเรื่องราวในทิศทางที่น่าสนใจ กับรายละเอียดที่คนดูยุคปัจจุบันน่าจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ที่บอกว่าหลงทางกว่า 40 ปี นั่นก็เพราะตั้งแต่หนัง Halloween เวอร์ชั่นปี 1978 ของ “จอห์น คาร์เพนเตอร์” ที่คงไม่ต้องมาบรรยายสรรพคุณความดีงาม หรือความเป็นออริจินัลกันอีก หลังจากนั้นแม้จะมีภาคที่น่าพอใจสำหรับแฟนๆ อยู่บ้าง และเรื่องราวก็ไปไกลสุดกู่ จนยากที่จะกู้ชีพหนังคลาสสิกมาทำใหม่อีกครั้งตามสมัยนิยม Halloween 2018 จึงถือว่าโละภาพจำเก่าๆ ที่ผ่านมาออกจนหมด และให้ภาค 2018 เป็นภาคต่อจากปี 1978 และคืนชีพปีศาจในหน้ากากขึ้นมาได้ในที่สุด
...
สิ่งหนึ่งที่หนังภาคนี้ต้องทำให้สำเร็จและเป็นส่วนสำคัญๆ มากก็คือ การทำให้คนดูเชื่อว่า “ไมเคิล ไมเออร์ส” นั้นเป็นบุคคลอันตรายและน่าสะพรึงขนาดไหน แม้เวลาจะผ่านไปมากกว่า 40 ปี ซึ่งหนังก็ให้เวลากับจุดนี้มากพอสมควร โดยมีเรื่องของทางการแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ในอีกด้านหนังก็เล่าถึงอีกหนึ่งตัวละครสำคัญอย่าง “ลอรี สโตรด” ที่เผยให้เห็นว่าอดีตอันเลวร้าย มันส่งผลชีวิตปัจจุบันของเธอและครอบครัวอย่างไร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน กับการปรับเปลี่ยนจากผู้ถูกล่ามาเป็นผู้ล่า นั่นทำให้ช่วงต้นของหนังดำเนินเรื่องราวไปอย่างเนิบช้าอยู่บ้าง แต่พอปูเรื่องเรียบร้อย ความลุ้นระทึกในแบบที่คุ้นเคยก็กลับคืนมา
ความโดดเด่นที่หนังทำได้ดีอย่างเห็นได้ชัด คือการสร้างบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ แม้จะรู้ว่าตัวละครไมเคิล ไม่ได้มีอาวุธร้ายแรง หรือมีพลังพิเศษ (ความอึดถึกขอไม่นับ) แต่กลับทำให้รู้สึกว่าการดูผ่านแต่ฉากเต็มไปด้วยความระแวงว่ามันจะโจมตีมาจากทิศทางใด เมื่อดนตรีประกอบสุดคลาสสิกดังขึ้น มันเหมือนเป็นสัญญาณที่บอกให้คนดูเตรียมพร้อมรับความระทึกขวัญได้เลย ซึ่งหนังก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีมาก นำพาความคลาสสิกระดับตำนานกลับมา ทั้งการล่าเหยื่อ การล่อหลอก และการสังหารโหดนั้น เต็มไปด้วยความรุนแรงในระดับ 18+ (หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะที่ผู้ปกครองจะพาเด็กๆ ไปดู)
หลายฉากเป็นการคารวะฉากตำนานในภาคแรก ที่ค่อยๆ เพิ่มดีกรีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนทำเอาลุ้นหายใจไม่ทั่วท้อง! อย่างไรก็ดี หนังก็แอบมีอารมณ์ขันอยู่บ้างกับมุกตลกร้าย ที่พอดูจบแล้วมาย้อนนึกถึงก็รู้สึกขำดี แต่ระหว่างดู ความลุ้นกดดันในเรื่องมันหนักกว่า จนขำไม่ออกเลยจริงๆ
แต่ปัญหาของหนัง Halloween ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ซึ่งทั้งหมดล้วนไปปรากฏอยู่กับตัวละครใหม่ ที่เหมือนถูกสร้างมาเพื่อให้เป็นเหยื่อโดยเฉพาะ แม้จะปรากฏตัวละครที่สร้างเซอร์ไพรส์และเป็นตัวแปรสำคัญของเหตุการณ์ในเรื่อง ที่หากวางสถานการณ์ ประกอบกับความสมเหตุสมผลของการกระทำของตัวละครดีๆ นี่จะเป็นวัตถุดิบชั้นดี ที่จะต่อยอดไปสู่ภาคต่อไปได้แบบสบายๆ แต่แล้วกลับถูกใช้อย่างเปล่าประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย
...
คงไม่อาจปฏิเสธว่า อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของหนัง Halloween ก็คือนักแสดงอย่าง “เจมี ลี เคอร์ติส” กับบทบาท ลอรี สโตรค ซึ่งส่วนนี้คือสิ่งที่ชอบที่สุดในหนังภาคนี้ ด้วยการทำให้เรื่องราวมันไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ล่ากับผู้ถูกล่า หรือฆาตกรกับเหยื่อเท่านั้น บทลอรี สโตรค ในภาคนี้คือทิศทางที่ไม่จำเจและทำให้เรื่องมิติมากขึ้น กับการเปลี่ยนบทบาทให้เป็นเรื่องระหว่างผู้ล่ากับผู้ล่าที่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเพื่อทำลาย อีกฝ่ายเพื่อปกป้อง และนี่คือสิ่งที่ทำให้หนังภาคนี้ดูสนุกและชวนติดตามมากยิ่งขึ้น
...
ผู้กำกับ “เดวิด กอร์ดอน กรีน” ที่เคยทำหนังดราม่าที่โดนใจนักวิจารณ์อย่าง Stronger (2017) และ Joe (2013) นับว่าปลุกชีพตำนานไล่เชือดได้สำเร็จ แม้หนังจะมีสรุปที่ลงตัวดีแล้วในระดับหนึ่ง แต่มันก็ยังพอมีทางสานต่อเรื่องราวได้อีก (ถ้าหากต้องการจะทำ) แต่โดยรวมแล้ว ถือว่า เดวิด กอร์ดอน กรีน ช่วยวางทิศทางของ Halloween ให้กลับมาอยู่เส้นทางที่มันควรจะเป็นได้เป็นผลสำเร็จ
สำหรับแฟนหนัง Halloween นี่คือการกลับมาอีกครั้งที่น่าพอใจ และสำหรับแฟนหนังหน้าใหม่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้ได้รู้ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ ถึงเป็นตำนานหนังไล่เชือดที่อยู่ในใจแฟนหนังต่อเนื่องมากว่า 40 ปี
**Halloween เปิดรอบพิเศษหลัง 2 ทุ่ม ตั้งแต่วันนี้ - 30 ตุลาคม ฉายจริง 31 ตุลาคม 2561
อ่านรีวิวหนัง ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่นๆ
...
ชา ตีตั๋วชนโรง
Twitter: @Chamanz13