หลายปีนี้หนังแนวสัตว์ประหลาดยักษ์ถล่มเมือง มีออกมาให้นักดูหนังที่ชอบความบันเทิงสไตล์ “วินาศสันตะโร” ได้ดูกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ Godzilla, Kong: Skull Island และอาจนับหนังอย่าง Jurassic World เข้าไปด้วยก็ได้ ซึ่งล่าสุดนี้ เมื่อปลายมีนาคมที่ผ่านมา เราก็เพิ่งผ่านตาหนัง Pacific Rim: Uprising ที่จัดหนักความมันกันไปแล้ว แต่หากคุณยังไม่เบื่อ? ก็ขอแนะนำ Rampage อีกหนึ่งหนังยักษ์ถล่มเมือง ที่มาเพื่อตอบสนองด้านความบันเทิงกันแบบเน้นๆ
ก่อนอื่นเลย ต้องรู้ก่อนว่าที่มาที่ไปของหนังเรื่อง Rampage นั้น มาจากเกมตู้อาเขตที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งมีจุดขายตรง “สัตว์ยักษ์ถล่มเมือง” (ซึ่งน้อยคนในไทยที่จะรู้จักเกมนี้ ตัวผู้เขียนรู้จักเกมนี้ครั้งแรกก็สมัยเครื่อง PlayStation 1) ผ่านไป 32 ปี เกม Rampage จึงถูกนำมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การนำเกมที่ดูไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไร มาดัดแปลงใส่เรื่องราวให้ออกมาเป็นหนังเกือบ 2 ชั่วโมง จะทำได้ดีแค่ไหน
...
ก่อนอื่นเลย ต้องรู้ก่อนว่าที่มาที่ไปของหนังเรื่อง Rampage นั้น มาจากเกมตู้อาเขตที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งมีจุดขายตรง “สัตว์ยักษ์ถล่มเมือง” ผ่านไป 32 ปี เกม Rampage จึงถูกนำมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การนำเกมที่ดูไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไร มาดัดแปลงใส่เรื่องราวให้ออกมาเป็นหนังเกือบ 2 ชั่วโมง จะทำออกมาได้ดีขนาดไหน
Rampage เล่าเรื่องราวของ ดาวิส โอโคเย นักไพรเมตวิทยา หรือ วานรวิทยา ที่มีนิสัยไม่ค่อยผูกสัมพันธ์กับคนเท่าไหร่ แต่เขามีเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ก็คือ “จอร์จ” กอริลลาเผือกที่เขาเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่มันเกิด แต่แล้ววันหนึ่งบนสถานีอวกาศได้เกิดการทดลองผิดพลาดจนสถานีอวกาศระเบิด ยานลี้ภัยที่กำลังพานักบินอวกาศกลับสู่โลกได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้หลอดเคมี 3 หลอดตกลงสู่พื้นโลก หนึ่งในนั้นตกใกล้กับเขตอนุรักษ์สัตว์ที่ดาวิสดูแลอยู่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของจอร์จ ทำให้มันได้รับสารเคมีปริศนา ที่ปลุกความดุร้ายของมันขึ้นมา และทำให้มันขยายร่างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยังมีอีก 2 หลอดที่ตกสู่พื้นโลก ก็ทำให้เกิด หมาป่าและจระเข้ยักษ์ขึ้น ซึ่งสัตว์ประหลาดยักษ์ทั้ง 3 ได้ถูกเรียกด้วยคลื่นเสียงความถี่พิเศษให้เข้ามาที่เมืองชิคาโก ที่ซึ่งมีตึกสูงและประชาชนมหาศาล ดาวิส โอโคเย จึงต้องหาทางหยุดยั้งภัยจากสัตว์ประหลาดถล่มเมือง ซึ่งหนึ่งในนั้นเคยเป็นเพื่อนของเขา
หนังมาในแนวทางเดียวกับ Godzilla, Kong: Skull Island ที่ต้นเรื่องก็เป็นการปูพื้นเรื่องราวที่เป็นอีกครั้งที่วิทยาศาสตร์ที่ถูกนำเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นมุกเดิมๆ ของหนังแนวนี้ที่ใช้งานได้ดีทุกครั้ง แม้จะยังไม่จัดหนักเท่าไหร่ แต่ฉากการตามล่าหมาป่ายักษ์ของหน่วยล่าสังหาร ก็ทำออกมาได้ตื่นเต้นและชวนสยองมากๆ ซึ่งเป็นฉากที่ส่งเสริมความน่ากลัวของเหล่าสัตว์ยักษ์ให้มากขึ้น ก่อนจะนำไปสู่ฉากแอ็กชั่นถล่มเมืองตอนท้าย ที่จัดหนักความบันเทิงแบบวินาศสันตะโร
...
ที่ครั้งนี้ไม่มีหุ่นยนต์มาช่วยสู้ ไม่มีสัตว์ประหลาดมาพิทักษ์ เราจึงได้เห็นการต่อสู้และการหาทางเอาชนะสัตว์ยักษ์ด้วยวิธีทางการทหารในแบบที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดแล้ว หากโลกนี้มีสัตว์ประหลาดมาบุกเมืองจริงๆ ซึ่งงานภาพและเทคนิคพิเศษในหนังเรื่องนี้ที่ทำออกมาได้ดีมากๆ รวมไปถึงการตัดต่อฉากแอ็กชั่นถล่มเมืองต่างๆ ที่ทำได้ถึง รวมไปถึงสัตว์ประหลาดอย่าง หมาป่า และ จระเข้ (ไม่นับจอร์จ) ต่างก็มีพิษสงในแบบของตัวเองที่หลายๆ ฉากทำให้เราต้องว้าวว่าคนเขียนบทมันคิดได้ไง! ซึ่งทั้งหมดมันตอบโจทย์ความสนุกของหนังแนวนี้ได้อย่างเต็มที่
อีกสิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้กัน ก็คือ เจสัน ไลส์ ที่รับหน้าที่เป็น “จอร์จ” ด้วยเทคนิค Motion Capture ซึ่งเขาสามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของกอริลลาจอร์จออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับตัวละครกอริลลาเผือก ซึ่งเข้าคู่กันได้ดีกับ ดเวย์น จอห์นสัน ซึ่งปัจจุบันถือว่าเขาเป็นซุปเปอร์สตาร์รุ่นใหญ่คนหนึ่งของฮอลลีวูด ซึ่งการแสดงที่มีเสน่ห์ของดเวย์นและทีมนักแสดงนำ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงและทำให้เราติดตามหนังไปได้เรื่อยๆ ท่ามกลางเรื่องราวที่แอบเนือยบ้างเล็กน้อยในช่วงครึ่งเรื่องแรก
...
แม้บทหนังจะมีเรื่องราวและถือว่าทำได้ดีทีเดียวสำหรับหนังที่สร้างมาจาก “เกมทุบตึก” ที่ไม่ได้มีเนื้อเรื่องมากมายอะไร มาดัดแปลงให้มีเรื่องราวในแบบที่เป็นอยู่ การวางเรื่องที่ให้เหล่าสัตว์ยักษ์ต้องมาทุบตึก ทำให้สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเกมนี้จากตัวหนัง แม้ไม่เคยเล่นเกมมาก่อนก็ตาม นั่นหมายความว่าใครที่ไม่เคยเล่นเกมนี้มาก่อน ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่อินหรือไม่เข้าใจเรื่องราว แต่หนังแบบนี้ทีไร มันก็จะมีสูตรสำเร็จความบกพร่อง เช่น การกระทำของตัวละครที่ไร้เหตุผล ฉากเว่อร์ๆ น่าเหลือเชื่อ รวมไปถึงทางออกของเรื่องที่ง่ายดาย
อย่างไรก็ตามภาพรวมของหนังก็มีบวกมากกว่าลบ ใครเป็นแฟนหนังแนวนี้อยู่แล้ว หรือดูหนังอย่าง Godzilla, Kong: Skull Island, Pacific Rim แล้วชอบ! Rampage ก็จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตอบโจทย์ของคนรักหนังสัตว์ประหลาดถล่มเมือง และตอบโจทย์ด้านความบันเทิงอย่างสมบูรณ์
...
สุดท้าย ใครที่จะตีตั๋วไปดูหนังในช่วงหยุดยาวนี้ ก็ขอแนะนำโรง Samsung LED Cinema ที่ใช้จอ LED แบบใหม่ ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ 3 ที่มีโรง Samsung LED Cinema (ต่อจากเกาหลีใต้และจีน) ซึ่งส่วนตัวผมมีโอกาสได้สัมผัสโรงนี้เรียบร้อยแล้วกับรอบสื่อของ Rampage ซึ่งยอมรับเลยว่าภาพในหนังที่เห็นนั้นคมกริบมาก และระบบเสียงก็ดี กระหึ่มในแบบที่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนเลยทีเดียว ใครที่พอมีงบและอยากลองประสบการณ์ใหม่ๆ ในการดูหนัง ก็แนะนำให้ไปลองตีตั๋วโรง Samsung LED Cinema กันดูนะครับ ที่โรง 6 พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ที่เดียว!
อ่านบทความ ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่นๆ
--- ชาแมน ---