Prince เจ้าชายแห่งโลกดนตรี และศิลปินอัจฉริยะหลากสีสัน

ข่าว

Prince เจ้าชายแห่งโลกดนตรี และศิลปินอัจฉริยะหลากสีสัน

ไทยรัฐออนไลน์

30 ก.ค. 2564 12:50 น.

  • ปรินซ์ (Prince) เป็นศิลปินชาวอเมริกันระดับตำนานที่แต่งเพลงทุกวันแทบไม่เคยหยุด จนส่งผลให้เขามีผลงานเพลงที่แต่งให้ตัวเองและแต่งให้ศิลปินคนอื่นรวมกันแล้วเป็นจำนวนหลายร้อยเพลง ซึ่งยังไม่นับรวมเพลงอีกมากที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน

  • อัลบั้มของปรินซ์ที่เป็นผลงานเพลง ‘ขึ้นหิ้ง’ ในแนวฟังก์, ป๊อป และอาร์แอนด์บี มีอยู่หลายชุด ไม่ว่าจะเป็น Dirty Mind (1980), Controversy (1981), 1999 (1982), Purple Rain (1984) หรือ Sign o’ the Times (1987) แต่สิ่งที่ถือว่าเป็น ‘มรดกตกทอด’ จากปรินซ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับวงการดนตรีโลกก็คือ Minneapolis Sound หรือ ‘สุ้มเสียงแบบมินนีแอโพลิส’ ซึ่งเป็น ‘แนวย่อย’ (Subgenre) ของดนตรีแนวฟังก์อีกทีหนึ่ง

  • ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เป็นวันปล่อย Welcome 2 America อัลบั้มชุดล่าสุดของปรินซ์ -ผู้ล่วงลับไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2016 ด้วยวัย 57 ปี- โดยทุกเพลงถูกบันทึกเสียงเก็บไว้ในปี 2010 แต่ไม่เคยถูกนำออกมาจากห้องอัดให้ใครได้ฟังเลย ซึ่ง อเล็กซิส เพทริดิส นักวิจารณ์เพลงจาก The Guardian ที่มีโอกาสฟังเพลงทั้งอัลบั้มแล้ว ได้แสดงความเห็นว่า นี่คืองานเพลงที่ดีที่สุดของปรินซ์ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง


นับตั้งแต่ ปรินซ์ (Prince) แต่งเพลง เพลงแรกที่มีชื่อว่า Funk Machine ด้วยวัยเพียง 7 ปี ...หลังจากนั้น เขาก็ไม่สามารถหยุดแต่งเพลงได้อีกเลย

เพราะขณะที่ จิมี เฮนดริกซ์ -มือกีตาร์ที่ปรินซ์ชื่นชอบมากคนหนึ่ง- มีผลงานเพลงเพียง 3 อัลบั้มเท่านั้น ส่วนวง The Beatles -ที่โด่งดังไปทั่วโลก- ก็มีอายุวงแค่ 8 ปี (โดยมีอัลบั้มออกมา 13 ชุด) แต่ปรินซ์แต่งเพลงทุกวันแทบไม่เคยหยุด จนส่งผลให้เขามีผลงานเพลงที่แต่งให้ตัวเองและแต่งให้ศิลปินคนอื่นรวมกันแล้วเป็นจำนวนหลายร้อยเพลง ซึ่งยังไม่นับรวมเพลงอีกมากที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน

เคอร์รี กอร์ดี อดีตผู้จัดการของปรินซ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ศิลปินคนนี้เป็นคนที่ ‘ช่างจินตนาการ’ อยู่แล้ว แถมยังมีบาดแผลภายในจิตใจมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ การเขียนเพลงจึงถือเป็น ‘การเยียวยาบาดแผล’ ที่ดีที่สุด ซึ่งปรินซ์มักผสมทั้งสององค์ประกอบนี้เข้าด้วยกันในการแต่งเพลงเสมอ

จริงอยู่ที่สไตล์ดนตรีหลักๆ ของปรินซ์คือแนว ‘ฟังก์’ แต่งานเพลงของเขาก็มีส่วนผสมของดนตรีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร็อก, นิวเวฟ, โซล, ซินธ์ป๊อป, แจ๊ซ ไปจนถึงฮิปฮอป โดยสิ่งที่น่าทึ่งก็คือแนวเพลงที่หลากหลายเหล่านั้น บางครั้งก็ปรากฏอยู่ในเพลงเดียวกันด้วยซ้ำไป

เรนจ์เสียง (Range - ช่วงโน้ตจากต่ำสุดจนถึงสูงสุดที่สามารถร้องได้ดี) ของปรินซ์ที่กว้างมาก ทำให้เขามีเสียงร้องเฉพาะตัวที่เรียกได้ว่า ‘ฟ้าประทาน’ โดยแท้ เพราะการ ‘ปลอมเสียง’ หรือการร้องเพลงโดยใช้เสียงแบบ Falsetto (เสียงหลบ) ของเขานับว่าเป็น ‘เบอร์หนึ่ง’ ในวงการ เขาจึงสามารถร้องเพลงได้แทบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสียงร้องแบบนุ่มนวล, โหยหวน, ดุดัน, ซาบซึ้ง หรือหวนไห้

นอกจากนี้ เขายังเก่งกาจในการใช้อารมณ์ความรู้สึกแฝงลงไปในเสียงร้องด้วย ทั้งความเศร้า, ความสนุกสนาน, ความเย้ายวน, ความกราดเกรี้ยว หรือแม้กระทั่งเสียงแบบไซบอร์ก ทำให้เพลงของเขามีอรรถรสและมีความเป็นมนุษย์อยู่สูง ซึ่งมีศิลปินเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้ (หากจะยกตัวอย่างแบบเร็วๆ ก็คงมี ไมเคิล แจ็กสัน และ เจมส์ บราวน์ รวมอยู่ด้วย)

และด้วยความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด (กีตาร์, กลอง, เปียโน, คีย์บอร์ด, เบส, ฯลฯ) หากมีเวลาว่างมากพอ ปรินซ์ก็จะแต่งเพลงด้วยการเล่นเครื่องดนตรีเองทุกชิ้น ไม่ใช่เพราะต้องการเพลงฮิต แต่เป็นเพราะว่าการแต่งเพลงและเล่นดนตรีคือสิ่งที่เขาต้องทำเป็น ‘กิจวัตร’ อยู่แล้ว

“แรกๆ ผมคิดว่าเขาชอบซ้อมดนตรี แต่ปรินซ์ไม่เคยซ้อมดนตรี เพราะการเล่นดนตรีคือการใช้ชีวิตของเขา ...ดนตรีคือลมหายใจของเขา” ด็อกเตอร์ ฟิงก์ หรือ แม็ตต์ ฟิงก์ มือคีย์บอร์ดแห่งวง The Revolution ซึ่งเป็นวงแบ็กอัพของปรินซ์เคยกล่าวไว้เช่นนั้น


ปรินซ์ผู้มีชื่อจริงว่า ปรินซ์ โรเจอร์ เนลสัน เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปี 1985 ในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา

จอห์น เนลสัน พ่อของเขาทำงานในโรงงาน แต่ก็มีวงแจ๊ซที่ชื่อ Prince Roger Trio เป็นของตัวเองด้วย ซึ่งความรักในดนตรีของพ่อนี่เองที่มีส่วนปลูกฝังให้ลูกชายรักการเล่นดนตรีตาม และปรินซ์ก็ดูเหมือนจะแบกรับภาระนั้นเอาไว้กับตัวอยู่ตลอด โดยเนลสันเผยว่า เขาตั้งชื่อลูกชายด้วยคำว่า Prince ก็เพราะ “ลูกชายของผมจะได้ทำทุกอย่างที่ต้องการได้ตามใจปรารถนา” แต่ปรินซ์ไม่ชอบชื่อที่พ่อตั้งให้ จึงตั้งชื่อเล่นให้ตัวเองในวัยเด็กว่า สคิปเปอร์ (Skipper)

ขณะที่ แม็ตตี ชอว์ แม่ของปรินซ์ -ผู้เคยเป็นนักร้องที่ชื่นชอบศิลปินเพลงแจ๊ซอย่าง บิลลี ฮอลิเดย์ มาก่อน- คือคนที่ทำให้เขากล้าปลดปล่อย ‘สัญชาตญาณดิบ’ ของตัวเองออกมา “ผมรักความเป็นอิสระและการทำได้อย่างที่ใจต้องการของแม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็รักความสันโดษของพ่อเหมือนกัน ทั้งชีวิตส่วนตัวและงานเพลงของผมสะท้อนบุคลิกของพ่อแม่มาตลอด มันมีทั้งความโกรธเกรี้ยวและความสงบสุขอยู่ในนั้น”

แม่ของเขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Star Tribune สำนักข่าวประจำเมืองมินนีแอโพลิสว่า “สมัยที่ปรินซ์อายุราว 4-5 ขวบ ฉันพาเขาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า เขาไม่ชอบร้านของเล่น แต่จะเข้าไปในร้านขายเครื่องดนตรีที่มีเสียงเพลงดังออกมา เขาเล่นดนตรีทุกชิ้นในร้านอย่างไม่ประสีประสา แต่เขาชอบออร์แกนและเปียโนมากที่สุด จนสุดท้าย ฉันก็ต้องซื้อเปียโนให้เขา ซึ่งถึงจะมีเปียโนแล้ว พอโตขึ้น เขาก็จะไปขลุกอยู่ที่แผนกขายเครื่องดนตรีที่ห้างสรรพสินค้าอีกเหมือนเดิม เพราะมันมีเครื่องดนตรีทุกชนิดให้ได้เล่น”

จุดเปลี่ยนในชีวิตของปรินซ์เริ่มขึ้นหลังจากที่เขาได้ไปดูคอนเสิร์ตที่พ่อเล่นในโรงละครแห่งหนึ่ง ซึ่งการแสดงบนเวทีและเสียงกรีดร้องของผู้ชมได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่เขาอย่างมาก “นับตั้งแต่นั้นมา ผมคิดว่าสิ่งเดียวที่ผมอยากจะเป็นคือ ‘นักดนตรี’ ” เขากล่าว

การที่พ่อแม่นับถือคริสต์นิกาย Seventh-day Adventists ทำให้เขาต้องเข้าโบสถ์อยู่บ่อยๆ และทำให้เขาหลงใหลเสียงประสานแบบกอสเพล (Gospel) อันแสนไพเราะจากคณะประสานเสียงของที่นั่น รวมถึงอินไปกับหนังสือวิวรณ์เล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ที่เชื่อในการกลับมาอีกครั้งของพระคริสต์หลังวันสิ้นโลก -- สิ่งเหล่านี้ทำให้ปรินซ์สร้างสรรค์อัลบั้มชุด 1999 (ที่วางจำหน่ายในปี 1982) ขึ้นมา โดยเป็นผลงานที่เปลี่ยนบรรยากาศโลกยุคดิสโทเปียให้กลายเป็นงานเพลงแห่งการเฉลิมฉลองวันสิ้นโลก ส่วน Sign o’ the Times (1987) ก็ถูกหยิบมาจากชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของคริสต์นิกายดังกล่าวด้วย


อัลบั้มของปรินซ์ที่เป็นผลงานเพลง ‘ขึ้นหิ้ง’ ในแนวฟังก์, ป๊อป และอาร์แอนด์บี มีอยู่หลายชุด ไม่ว่าจะเป็น Dirty Mind (1980), Controversy (1981), 1999, Purple Rain (1984) หรือ Sign o’ the Times ซึ่งยังไม่นับรวมงานคลาสสิกหลายเพลงที่เขาแต่ง อาทิ Nothing Compares 2 U ที่กล่าวถึงความชอกช้ำที่ถูกคนรักทอดทิ้ง โดยเพลงที่เขาแต่งขึ้นสำหรับไซด์โปรเจกต์อย่าง The Family เพลงนี้ กลายเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกในปี 1990 หลังจากที่ ซีเนด โอคอนเนอร์ นำไปร้องคัฟเวอร์และใช้เป็นซิงเกิลที่สองของอัลบั้ม I Do Not Want What I Haven’t Got

แต่สิ่งที่ถือว่าเป็น ‘มรดกตกทอด’ จากปรินซ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับวงการดนตรีโลกก็คือ Minneapolis Sound หรือ ‘สุ้มเสียงแบบมินนีแอโพลิส’ ซึ่งเป็น ‘แนวย่อย’ (Subgenre) ของดนตรีแนวฟังก์อีกทีหนึ่ง

ดนตรีแนวนี้เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีฟังก์ที่เน้น ‘จังหวะ’ เป็นหลัก และดนตรีร็อกที่มีเสียงกีตาร์ในกลิ่นอายของดนตรีบลูส์และไซคีเดลิกเล็กน้อย มาผสมผสานไว้ด้วยกัน โดยมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ‘เสียงสังเคราะห์จากซินธิไซเซอร์’ ที่เข้ามาแทนที่เสียงเครื่องเป่า ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มักใช้กันในดนตรีแนวฟังก์ ส่วนจังหวะจากกลองจะเร็วกว่าดนตรีฟังก์ดั้งเดิม เนื่องจากได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีนิวเวฟ (เช่น วง The Blondie, Talking Heads และ The Cars) พร้อมเสียงกีตาร์เน้นจังหวะจากคอร์ดที่หลากหลายและให้เสียงที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีการใช้เสียงโซโล่กีตาร์อันหนักหน่วง พร้อมกับการลดบทบาทของจังหวะเบสที่ถือเป็นพระเอกของซาวนด์ดนตรีฟังก์ลง และการสร้างจังหวะกลองที่ซับซ้อนมากกว่าดนตรีฟังก์ทั่วๆ ไป โดยศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับปรินซ์ในการสร้างแนวดนตรีที่มีความ ‘เฉพาะตัว’ สูงนี้ขึ้นมาก็เช่น สตีวี วอนเดอร์, ไมล์ส เดวิส, จอร์จ คลินตัน, คาร์ลอส ซาตานา ไปจนถึง โจนี มิตเชลล์


ในช่วงเวลานั้น อาจแทบไม่มีใครเล็งเห็นว่า ปรินซ์เป็นศิลปินในแนว ‘กีตาร์ ฮีโร่’ แต่ในงาน Rock & Roll Hall of Fame เมื่อปี 2004 ที่ จอร์จ แฮร์ริสัน ได้รับการจารึกชื่อบนหอเกียรติยศหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว ปรินซ์-ที่ถูกจารึกชื่อในปีเดียวกัน-ได้ขึ้นเวทีเพื่อเล่นเพลง While My Guitar Gently Weeps (เพลงโดยวง The Beatles ของแฮร์ริสัน) ร่วมกับ ทอม เพ็ตตี, สมาชิกวง The Heartbreakers (เจฟฟ์ ลินน์ กับ สตีฟ วินวูด) และ ดานี แฮร์ริสัน (ลูกชายของแฮร์ริสัน) โดยเขาได้โชว์ทักษะการเล่นกีตาร์ที่เหนือชั้น จนหลายคนในงานแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ปรินซ์จะสามารถโซโล่กีตาร์ได้อย่างยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น

เทคนิคกีตาร์ที่เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงทว่าเป็นธรรมชาติของเขาในวันนั้น ทำให้มือกีตาร์ฮีโร่ในแนวร็อกตัวจริงยังต้องคารวะ ซึ่ง อีริก แคลปตัน น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่เห็นถึงพรสวรรค์ด้านกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาของปรินซ์มานานแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเมื่อปี 1980 นักข่าวเคยถามแคลปตันว่า “รู้สึกอย่างไรที่เป็นมือกีตาร์ที่เก่งที่สุดในโลก?” แต่เขากลับตอบนักข่าวไปว่า “ไม่รู้สิ คุณต้องไปถามปรินซ์ดูเอาเอง”

แต่ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม เพราะปรินซ์ยังเสพติดการใช้ยาแก้ปวดมานานหลายปี เนื่องจากเขามีอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่สะโพกจากการทัวร์คอนเสิร์ตติดต่อกันเป็นเวลานานจนร่างกายรับไม่ไหว ด้วยรูปร่างที่ค่อนข้างเล็ก แถมยังต้องสะพายกีตาร์บนเวทีอยู่ตลอด ทำให้เอวและสะโพกของเขาบอบช้ำมากขึ้นทุกที ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์อย่าง เฟนทานิล ที่ออกฤทธิ์กดประสาทอย่างรุนแรงไม่ต่างจากมอร์ฟีนของปรินซ์ ทำให้เขาเสพติดมัน

และในที่สุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2016 ปรินซ์ก็เสียชีวิตในวัย 57 ปีที่เพรสลีย์พาร์ก -ซึ่งเป็นบ้านและสตูดิโอส่วนตัวของเขาในเมืองมินนีแอโพลิส- จากการใช้ยาเฟนทานิลเกินขนาด เหลือไว้เพียงผลงานเพลงชั้นยอดให้นักดนตรีรุ่นหลังๆ ได้ศึกษาและดำเนินรอยตาม


อย่างไรก็ดี ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เป็นวันปล่อย Welcome 2 America อัลบั้มชุดล่าสุดของปรินซ์ผู้ล่วงลับ โดยทุกเพลงถูกบันทึกเสียงเก็บไว้ในปี 2010 แต่ไม่เคยถูกนำออกมาจากห้องอัดให้ใครได้ฟังเลย ซึ่ง อเล็กซิส เพทริดิส นักวิจารณ์เพลงจาก The Guardian ที่มีโอกาสฟังเพลงทั้งอัลบั้มแล้ว ได้แสดงความเห็นว่า นี่คืองานเพลงที่ดีที่สุดของปรินซ์ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง เพราะมันยังคงไว้ซึ่งดนตรีในแนวทาง Minneapolis Sound ที่อบอวลไปด้วยดนตรีฟังก์/โซลจากยุค 70 และกลิ่นอายของดนตรีป๊อป/นิวเวฟจากยุค 80 โดยมีเซอร์ไพรส์ที่น่าตื่นเต้นก็คือ การนำเพลง Stand Up and Be Strong ของวงอเมริกันร็อกยุค 90 อย่าง Soul Asylum มาคัฟเวอร์ด้วยดนตรีตามแบบฉบับของปรินซ์เองด้วย

เชื่อได้เลยว่าแฟนเพลงของ ‘เจ้าชาย’ แห่งโลกดนตรีคนนี้ จะได้สัมผัสกับจิตวิญญาณและอัจฉริยภาพหลากสีสันที่ไม่มีวันตายของเขาอีกครั้ง -- ถึงแม้ร่างกายของเขาจะคืนสู่ธรรมชาติมานานถึงกว่าครึ่งทศวรรษแล้วก็ตาม


อ้างอิง: Rolling Stone (1, 2), WSJ, The Guardian

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

PrinceWelcome 2 Americaศิลปินดนตรีสหรัฐอเมริกาspecial contentpremium content

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
Sonp logo
inet logo
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2564 เวลา 16:00 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์