ไลฟ์สไตล์
100 year

The Linda Lindas พลังไวรัลแบบวงพังก์ร็อกของกลุ่ม ‘เด็กหญิง’ วัยพรีทีน

ไทยรัฐออนไลน์
16 มิ.ย. 2564 15:53 น.
SHARE
  • The Linda Lindas เป็นชื่อของวงพังก์ร็อกที่มีสมาชิกเป็น ‘เด็กผู้หญิง’ วัยพรีทีน 4 คน โดยมีทั้งที่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดและด้วยมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ทั้งพี่น้องเชื้อสายจีน/ละตินอย่าง ลูเซีย (14) กับ มิลา (10) ที่เป็นมือเบสกับมือกลอง, เอหลุยส์ (13) ลูกพี่ลูกน้องของทั้งคู่ที่เป็นมือกีตาร์ และ เบลา (16) เพื่อนรุ่นพี่ของพวกเธอที่เป็นมือกีตาร์เช่นกัน

  • ชื่อของพวกเธอถูกพูดถึงไปทั่วทุกสารทิศ -ทั้งในหมู่คนทั่วไปและคนดัง- หลังจากที่ภาพบันทึกการแสดงสดของวงในงาน TEENtastic Tuesdays for AAPI Heritage Month ที่หอสมุดสาธารณะในลอสแอนเจลิส ได้ถูกเผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดียว่าเป็นวงพังก์ร็อกหญิงล้วนที่แสดงสดได้สนุกไม่แพ้ใคร

  • วงได้หยิบเอาชื่อของ Linda Linda Linda หนังญี่ปุ่นปี 2005 ของผู้กำกับ โนบุฮิโระ ยามาชิตะ ที่เล่าเรื่องของกลุ่มนักเรียนหญิงที่ฟอร์มวงขึ้นมาเพื่อคัฟเวอร์เพลงของ The Blue Hearts วงพังก์รุ่นใหญ่ของญี่ปุ่น (โดยเพลงเอกของวงนี้มีชื่อว่า Linda Linda) ซึ่งการนำเอาชื่อหนังเรื่องนี้มาตั้งเป็นชื่อวง ก็แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของ The Linda Lindas ที่มีความภูมิใจในการเป็นวงหญิงล้วน และสนใจเรื่องสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายได้อย่างชัดเจน


The Linda Lindas เป็นชื่อของวงพังก์ร็อกที่มีสมาชิกเป็น ‘เด็กผู้หญิง’ วัยพรีทีน 4 คน โดยมีทั้งที่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดและด้วยมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

ข่าวแนะนำ

เนื่องจาก มิลา มือกลองวัยเพียง 10 ปีนั้น มีศักดิ์เป็นน้องสาวของ ลูเซีย มือเบสวัย 14 ปี ขณะที่ เอหลุยส์ มือกีตาร์วัย 13 ปี ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของทั้งคู่อีกทีหนึ่ง โดยทั้ง 3 คนเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ส่วน เบลา มือกีตาร์วัย 16 ปีที่มีอายุมากที่สุดของวง ก็เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่มาร่วมเล่นดนตรีกับน้องๆ เหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวคือ ‘ความสนุก’ ซึ่งสิ่งที่น่าทึ่งก็คือ สมาชิกทุกคนในวงนี้สามารถร้องเพลง, แต่งเพลง และเล่นดนตรีสลับตำแหน่งกันได้


ชื่อของพวกเธอถูกพูดถึงไปทั่วทุกสารทิศ หลังจากที่ภาพบันทึกการแสดงสดของวงในงาน TEENtastic Tuesdays for AAPI Heritage Month อันเป็นคอนเสิร์ตสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของชาวอเมริกันจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งจัดขึ้นที่หอสมุดสาธารณะในลอสแอนเจลิส ได้ถูกเผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดียว่าเป็นวงพังก์ร็อกหญิงล้วนที่แสดงสดได้สนุกไม่แพ้ใคร โดยมีสไตล์การเล่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีนิวเวฟ, พังก์ และอาร์ตร็อกของวงรุ่นเก่าๆ อย่าง The Ramones, Blondie, Sonic Youth แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลิ่นอายของดนตรีตามแบบฉบับอินดี้ร็อกหญิงร่วมสมัยอย่าง Snail Mail, คอร์ตนีย์ บาร์เน็ตต์ และ Paramore เจืออยู่ด้วย

The Linda Lindas ฟอร์มวงกันมาตั้งแต่ปี 2018 และใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นในการสร้างชื่อให้กับตัวเอง เมื่อ Bikini Kill วงพังก์ร็อกเฟมินิสต์ระดับตำนานจากยุค 90 ที่กลับมารียูเนี่ยนและทัวร์คอนเสิร์ตกันอีกครั้งในปี 2019 เลือกให้เด็กๆ มาเล่นเป็นวงเปิดให้สำหรับโชว์ที่ฮอลลีวูด พัลลาเดียม ซึ่งเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตที่ถือว่าใหญ่มากๆ สำหรับวงเด็กหญิงวัยพรีทีนวงนี้

นอกจากนี้ ยังมีคนดังอีกมากที่ประทับใจในเพลงของพวกเธอจนต้องขอร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น อลิซ แบ็ก ศิลปินพังก์หญิงรุ่นใหญ่ผู้ก่อตั้งวง Bags ที่ชวนเด็กๆ มาเล่นเป็นวงเปิด แถมยังชวนมาทำเพลงในอัลบั้ม Sister Dynamite ด้วย, เบธานี โคเซนทิโน ร็อกเกอร์หญิงแห่งวงอินดี้ Best Coast ที่ขอให้เด็กๆ มาขึ้นโชว์บนเวทีกับทางวง หรือผู้กำกับ/นักแสดงตลกหญิง เอมี โพห์เลอร์ ที่ให้เด็กๆ นำเพลง Rebel Girl ของวง Bikini Kill มาเล่นคัฟเวอร์ในโชว์เล็กๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อหนังเรื่อง Moxie (2021) ที่โพห์เลอร์แสดงและกำกับเอง


3 คอร์ดทลายโลก และ ‘วิถีขบถ’ แบบเด็กหญิง

เสียงร้องที่โหวกเหวกโวยวาย, ซาวนด์กีตาร์ที่อัดดิสทอร์ชัน (Distortion หรือเสียงแผด) จนแตกพร่า และการเล่นด้วยคอร์ดง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเพียงไม่กี่คอร์ด บวกกับเนื้อหาของเพลงที่แสดงออกถึงเสียงเรียกร้องภายในใจของเด็กหญิงที่ต้องการทำลายกรอบกฎเกณฑ์ด้วยจิตวิญญาณขบถ ทำให้ The Linda Lindas กลายเป็นวงพังก์ร็อกหญิงล้วนแท้ๆ ที่ ‘มีอายุน้อยที่สุด’ ที่ได้เซ็นสัญญาทำเพลงกับ Epitaph Records ซึ่งเป็นค่ายเพลงแนวพังก์ที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในวงการ (Descendents, Alkaline Trio, Social Distortion และ Pennywise ซึ่งเป็นศิลปินในสังกัดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นวงพังก์รุ่นใหญ่ของวงการดนตรีอเมริกันทั้งสิ้น)

เบร็ต เกอร์วิตซ์ มือกีตาร์แห่งวงพังก์ระดับตำนานอย่าง Bad Religion เป็นผู้ร้องขอให้สมาชิกวงเซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัดด้วยตัวเองทันทีที่ได้ดูโชว์เพลง Racist, Sexist Boy จากหอสมุดแอลเอที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว “เราแทบจะรอให้เพลงใหม่ที่วง The Linda Lindas ทำกับทางค่ายผมเสร็จเร็วๆ ไม่ไหวแล้ว” เขาว่า และก็ไม่ได้มีเพียงเกอร์วิตซ์เท่านั้นที่ ‘ทึ่ง’ กับความสามารถที่ไม่ธรรมดาของเด็กๆ เพราะแม้กระทั่ง ทอม มอเรลโล มือกีตาร์ยอดฝีมือแห่งวง Rage Against the Machine และ เทิร์สทัน มัวร์ แห่งวง Sonic Youth ต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญวงพังก์ร็อกรุ่นหลานวงนี้กันอย่างพร้อมเพรียง

The Linda Lindas หยิบเอาชื่อของ Linda Linda Linda หนังญี่ปุ่นปี 2005 ของผู้กำกับ โนบุฮิโระ ยามาชิตะ ที่เล่าเรื่องของกลุ่มนักเรียนหญิงที่ฟอร์มวงขึ้นมาเพื่อคัฟเวอร์เพลงของ The Blue Hearts วงพังก์รุ่นใหญ่ของญี่ปุ่น (โดยเพลงเอกของวงนี้มีชื่อว่า Linda Linda) ซึ่งการนำเอาชื่อหนังที่ว่าด้วยการเล่นดนตรีพังก์ของนักเรียนหญิงล้วนมาตั้งเป็นชื่อวง ก็แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของ The Linda Lindas ที่มีความภูมิใจในการเป็นวงหญิงล้วน และสนใจเรื่องสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายได้อย่างชัดเจน

แต่ด้วยความที่สมาชิกอายุยังน้อย เนื้อหาของเพลงจึงไม่ได้ลึกซึ้งมากมายนัก หรือถึงขั้นโจมตีความอยุติธรรม-ต่อต้านสังคมอย่างหนักหน่วงเหมือนวงพังก์รุ่นใหญ่ทั่วไป โดยเพลงของวงมักพูดถึงเรื่องที่เรียบง่ายมากๆ ยกตัวอย่างเช่น ความหงุดหงิดใจที่ต้องมองนกบินจากภายในบ้านและไม่ได้ออกไปกินข้าวที่บ้านยายเพราะสถานการณ์โควิด-19 ในเพลง Missing You หรือความน่ารักน่าชังของแมวสยามที่เบลาเลี้ยงไว้ในเพลง Monica

อย่างไรก็ดี สำหรับเพลง Racist, Sexist Boy นั้นต่างออกไป เพราะมันเป็นเพลงที่มิลาและเอหลุยส์ร่วมกันแต่งขึ้น หลังจากที่มีเด็กผู้ชายเดินเข้ามาบอกมิลาว่า พ่อของเขาบอกว่าให้อยู่ห่างๆ จาก ‘คนจีน’ อย่างเธอ ซึ่งเพลงนี้เข้ากับสถานการณ์ที่คนผิวขาวในอเมริกาแสดงความเกลียดชังและเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียจนนำไปสู่ความรุนแรงซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนของสังคมอเมริกันได้พอดิบพอดี โดยการแสดงออกถึงจุดยืนในการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมและก่นด่าคนที่วางตัวเป็นผู้มีอำนาจที่เหนือกว่าเพียงเพราะชาติพันธุ์ ก็แสดงให้ผู้ฟังเห็นถึง ‘ความเป็นขบถ’ ของพวกเธอ -ซึ่งถือเป็นจิตวิญญาณของวัฒนธรรมพังก์- ได้อย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย


‘คิดเอง-ทำเอง’ ในแบบฉบับของ The Linda Lindas

หลังจากที่การแสดงโชว์เพลง Racist, Sexist Boy ของวงกลายเป็นกระแสไวรัลแบบหยุดไม่อยู่ เพียง 4 วัน The Guardian สื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศอังกฤษก็ได้ขอสัมภาษณ์เด็กๆ ที่สหรัฐอเมริกาทันที และด้วยทัศนคติของสมาชิกวงที่เกือบทั้งหมดยังไม่ถึงวัยเรียนไฮสคูลด้วยซ้ำ แต่กลับพูดถึงเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้อย่างน่ารัก ก็ยิ่งทำให้วงพังก์รุ่นเล็กวงนี้เป็นที่ ‘น่าจับตามอง’ มากขึ้น

“หนูหวังว่าเพลง Racist, Sexist Boy จะช่วยมอบพลังใจแก่ทุกคนที่กำลังถูกกดขี่-ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม-ให้มีพลังในการต่อสู้นะคะ” เอหลุยส์กล่าว “สิ่งที่หนูคิดว่าดีที่สุดสำหรับเพลงนี้ ก็คือการได้ตะโกนใส่ไมค์แบบสุดเสียง ปลดปล่อยอารมณ์โกรธเกรี้ยวออกมาให้เต็มที่ มันเป็นเพลงที่สนุกมากๆ ค่ะเวลาเล่นสด”

ส่วน มิลา มือกลองน้องเล็กก็เสริมว่า “หนูอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า ตัวเองไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหาเพียงลำพัง และมันอาจต้องระบายออกด้วยการพูดคำหยาบเสียบ้าง ซึ่งในชีวิตปกติ หนูไม่ชอบพูดหรอก แต่หนูบอกกับตัวเองผ่านเพลงนี้ว่า ถ้าเราไม่ชอบอะไร ก็อย่าเปิดใจรับมันเข้ามา และแค่หันหลังให้กับสิ่งที่ไม่อยากเห็นก็เท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ดี ก่อนที่เพลงนี้จะชื่อ Racist, Sexist Boy เดิมทีมันเคยมีชื่อว่า Idiotic Boy ซึ่งแปลว่า ‘ไอ้เด็กผู้ชายปัญญาอ่อน’ แต่เอหลุยส์ได้เปลี่ยนชื่อเพลงในภายหลัง เพราะคำว่า Idiotic เป็นคำที่สามารถตีความหมายไปในเชิง ‘เหยียด’ ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อตอบโต้ผู้ชายที่เหยียดเชื้อชาติและเหยียดเพศหญิง โดยเอหลุยส์ให้ความเห็นว่า คำพูดบางคำที่ไม่เหมาะสมก็สามารถทำร้ายจิตใจผู้อื่นได้ “หนูรู้สึกดีมากจริงๆ ที่เพลงนี้สามารถเข้าถึงผู้คนได้เยอะเลย มีคนส่งข้อความมาหาพวกเราเพื่อที่จะบอกว่าเพลงนี้มันเข้าถึงหัวจิตหัวใจของพวกเขาได้มากแค่ไหนด้วย” เบลาเผย

ทัศนคติที่ช่างคิดและตรงไปตรงมาของพวกเธอนี้ น่าจะเป็นผลมาจากแรงสนับสนุนอันแสนอบอุ่นและเปิดกว้างภายในบ้านนั่นเอง เพราะ คาร์ลอส เดอ ลา การ์ซา พ่อของมิลาและลูเซียนั้น เป็นถึงวิศวกรด้านเสียง (Sound Engineer) -เจ้าของรางวัลแกรมมี่ที่ทำงานเพลงเบื้องหลังให้กับวง Paramore และ Best Coast- ที่เคยเปิดโอกาสให้ลูกๆ ได้มีโอกาสเล่นดนตรีให้โคเซนทิโนแห่งวง Best Coast และ คาเรน โอ แห่งวงพังก์ชื่อดังอย่าง Yeah Yeah Yeahs ได้ฟัง ซึ่งก็สร้างความประทับใจให้กับร็อกเกอร์หญิงทั้งสองเป็นอย่างมาก ส่วนด้าน มาร์ติน หว่อง คุณพ่อของเอหลุยส์ ก็ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Giant Robot ซึ่งเป็นนิตยสารที่มีคอนเทนต์เกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อปของชาวเอเชียที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาด้วย

“เรามีพ่อแม่ที่เท่มากๆ ค่ะ” ลูเซียได้ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นในสวนหลังบ้าน ก่อนที่พ่อแม่ของเธอจะตะโกนออกมาจากด้านในว่า “แน่นอน!”

“ส่วนหนูโตมากับวัฒนธรรม DIY (Do It Yourself) ในแบบพังก์ มันเลยทำให้หนูต้องเรียนรู้ที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” เอหลุยส์ที่เพิ่งจบเกรด 7 เล่า “หนูชอบไปดูคอนเสิร์ตวงพังก์ อัดมิกซ์เทปของตัวเอง เพราะไอเดียที่ว่าเราสามารถทำทุกอย่างที่ต้องการได้ และพังก์ก็เป็นทุกสิ่งที่หนู-รวมถึงทุกคนในวง-อยากเป็น ซึ่งวัฒนธรรม DIY สอนให้เรารู้ว่ามันไม่ได้มีทางเดินแค่เพียงทางเดียวที่มุ่งไปสู่จุดหมายนั้น แต่มันยังมีทางให้เลือกเดินอีกหลายเส้น เราจะเลือกเดินไปทางไหนมันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง วัฒนธรรมพังก์เป็นแบบนั้นค่ะ”


ดนตรีคือ ‘ชีวิต’ ...พังก์ร็อกคือ ‘จิตวิญญาณ’

เบลาเริ่มเล่นดนตรีพังก์ร็อกตั้งแต่แรกเริ่ม ในขณะที่สมาชิกอีก 3 คนที่เหลือเริ่มจากการเล่นเปียโนคลาสสิก ซึ่งถึงแม้ว่าเด็กๆ จะไม่ได้เริ่มก้าวแรกจากการเล่นดนตรีในแนวทางเดียวกัน แต่ทุกคนต่างก็หลงรักดนตรีร็อกและสามารถเล่นดนตรีด้วยกันได้อย่างเข้าขา พวกเธอจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง นับจากการขึ้นเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกในงาน Save Music ที่ไชน่าทาวน์ หลังจากนั้น จึงเล่นเป็นวงเปิดให้กับ อลิซ แบ็ก เรื่อยมา โดยในช่วงแรกๆ ของการเดินสายเล่นสด นิ้วโป้งของมิลาเกิด ‘หัก’ จากอุบัติเหตุสกูตเตอร์ล้ม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอหยุดแสดงคอนเสิร์ต แต่กลับขึ้นเวทีเพื่อเล่นกลองด้วยมือเพียงข้างเดียว! (อนึ่ง ทุกวันนี้ พ่อแม่ของมิลาได้ตั้งกลองชุดถาวรเอาไว้ตรงห้องนั่งเล่นภายในบ้านแล้ว เพื่อที่เธอจะได้เล่นกลองได้ทุกเมื่อที่เธอต้องการ)

ลูเซียเล่าว่า “เราเริ่มเล่นดนตรีด้วยกันเมื่อ 3 ปีที่แล้วเพราะว่าดนตรีเป็นสิ่งที่พวกเราทำร่วมกันแล้วสนุกที่สุด แต่หลังจากที่เล่นคอนเสิร์ตเล็กๆ ได้ไม่นาน เราก็ได้เล่นเป็นวงเปิดให้กับวง Bikini Kill ซึ่งมันเป็นเรื่อง ‘ว้าว’ มากๆ ที่ได้เล่นในฮอลลีวูด พัลลาเดียม หลังจากนั้น เราถึงได้เล่นโชว์เล็กๆ ในหอสมุดที่กลายเป็นไวรัลวิดีโอ มันน่าประหลาดใจและเหนือความคาดหมายมากๆ ค่ะ” ส่วนทางด้านเบลาก็บอกว่า “ตอนที่หนูไปโรงเรียนเพื่อเอาหนังสือรุ่น มีแต่คนในโรงเรียนส่งเสียงเชียร์อย่างดัง ซึ่งก็ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกดีค่ะ”

และหากไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 วง The Linda Lindas ก็น่าจะกำลังเดินสายเล่นดนตรีโชว์ในสถานที่จัดคอนเสิร์ตท้องถิ่นหลายแห่งในแอลเอ แต่เพราะสถานการณ์ที่ยังไม่สู้ดีนัก โชว์เหล่านั้นจึงถูกยกเลิกหมด เด็กๆ จึงตัดสินใจจัดโชว์แบบ DIY ขึ้นที่สวนหลังบ้านของลูเซียในคืนวันฮาโลวีน ซึ่งก็ลงเอยด้วยการที่เพื่อนบ้านทนฟังเพลงพังก์ที่เล่นกันแบบมันสุดๆ ของวงไม่ไหว จนต้องโทรศัพท์แจ้งตำรวจกันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ วง The Linda Lindas ยังไม่รู้ว่า เด็กผู้ชายและพ่อเหยียดเพศของเขาจะได้ฟังเพลง Racist, Sexist Boy ที่พวกเขาเป็นต้นไอเดียแล้วหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ก็คือพวกเขาไม่เคยมาขอโทษเธอเลย “ตอนนี้ เพลงนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนนั้นอีกต่อไปแล้วแหละค่ะ มันไปไกลกว่านั้นมาก มันกลายเป็นเพลงที่ส่งสารเพื่อบอกไปยังผู้คนว่า สิ่งไหนที่ไม่ควรทำ และมันก็เป็นเพลงที่ทำให้เรามองย้อนกลับมามองที่วงว่า The Linda Lindas จะต้องกลายเป็นวงที่เจ๋งกว่านี้ได้อีก” ลูเซียเผยความรู้สึก ก่อนที่มิลาจะเสริมว่า “อย่าเป็นคนเหยียดคนอื่นเลยค่ะ แล้วมันก็ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แค่คุณอย่ารังเกียจความหลากหลายทางเพศ หรือเกลียดสิ่งที่แตกต่างไปจากความเชื่อ/ความชอบของตัวเองก็พอ”

ส่วนสิ่งที่สมาชิกวงทุกคนไม่ชอบเหมือนกันก็คือ การที่ใครต่อใครชอบบอกว่าพวกเธอ “น่ารักดี” เพราะพวกเธออยากให้ทุกคนโฟกัสไปยังงานเพลงมากกว่า และจนถึงตอนนี้ ลูเซียก็ยังคงสงสัยว่าที่วง The Linda Lindas โด่งดังขึ้นมาได้นั้น เป็นเพราะว่าพวกเธอยัง ‘อายุน้อย’ และเป็น ‘เด็กผู้หญิงลูกครึ่งเอเชีย/ละตินที่เล่นเพลงพังก์’ หรือเปล่า? และจะเกิดอะไรขึ้น หากพวกเธอต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่น่ารักน่าเอ็นดูอีกต่อไป?

“แต่เราก็พยายามมองโลกในแง่ดีนะคะ” ลูเซียว่า “เพราะถึงเพลงของวงเราจะเป็นเพลงพังก์ก็จริง แต่มันก็ไม่ได้มองโลกไปในทิศทางที่ย่ำแย่ไปเสียหมด สองสามวันที่ผ่านมา เราสนุกมากๆ กับการเล่นดนตรี เราเลยคิดว่าในเมื่อวันนี้มันดีแล้ว เราก็ควรมีความสุขอยู่กับปัจจุบันก็พอ และโปรเจกต์ต่อไปของเราก็คือการแต่งเพลงใหม่ๆ ออกมาอีก และยังคงสนุกไปกับการเล่นดนตรีให้เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา”

“ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ เราจะยังคงเล่นดนตรีพังก์กันต่อไปค่ะ”


อ้างอิง: Brooklyn Vegan, The Guardian

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

The Linda Lindasดนตรีพั้งค์ร็อกspecial contentpremium contentพังก์ร็อกดนตรีพังก์

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2564 เวลา 11:00 น.