จับทางไหนก็ปังไปหมด นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ “อิน–สาริน รณเกียรติ” ปั้นอาณาจักรธุรกิจร้านอาหารสุดฮิตอย่าง HOLIDAY PASTRY, ทาร์ตไข่ YOLK รวมถึงล่าสุดกับแบรนด์อาหารคาว “เส้นพาณิช” ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เปิดตลาดก๋วยเตี๋ยว ชูจุดขายเรื่องรสชาติที่สืบทอดมายาวนานกว่า 80 ปี ปักหมุดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตลอดเส้นทางในวงการบันเทิงกว่า 10 ปี ก็ผ่านผลงานหลากหลาย แจ้งเกิดจากการเป็นพระเอกซีรีส์ ลูกผู้ชาย ตอน ภูผา, บทบาท “พ่อเพิ่ม” ใน ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ไปจนถึงบท “เต้าหู้” ในซีรีส์วายเรื่อง คุณหมีปาฏิหาริย์ ซีรีส์วายเรื่องแรกของช่อง 3 ในช่วงไพรม์ไทม์ ก่อนจะก้าวสู่บ้าน GMMTV กับผลงาน จาฤกรติชา ล่าสุดชวน อิน สาริน มาอัปเดตมุมมองชีวิต พร้อมโปรเจกต์ธุรกิจรัวๆ จนหลายคนแอบแซวว่าผันตัวไปเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ทิ้งวงการบันเทิงแล้วหรือเปล่า เลยชวน “อิน สาริน” เปิดใจว่า
หลายคนสงสัยว่า มุ่งมั่นปั้นแบรนด์ธุรกิจจนหายหน้าจากวงการบันเทิง?
“ไม่ได้หายไปไหน แล้วก็ไม่ได้คิดเลิกครับ เพียงแต่ในชีวิตคำว่าโอกาสและจังหวะมันแล้วแต่จะไปทางไหน บางช่วงก็ได้โอกาสทางการแสดงเยอะ เราก็มีโอกาสได้เจอแฟนๆเยอะ บางช่วงชีวิตก็หมุนไปทางอื่นมากกว่าครับ”
ช่วงหลังคนฮือฮากับหุ่นที่ฟิตในไอจีเรากลายเป็นไวรัล?
“อ๋อ ตอนนี้ลีนแล้วนะ (ยิ้ม) ช่วงนั้นที่ออกกำลังกายเยอะ อินเป็นคนชอบเซตเป้าหมาย แล้วก็เอาตัวเองไปให้ถึง มันคือชาเลนจ์ครับ ไหนๆ ช่วงนี้เรายังไม่ได้มีงานแสดง ก็เลยลองฟิตดู ชอบคิดเป็นโปรเจกต์” การปั้นหุ่นร่างทอง มันยากขนาดไหน? “ไม่ง่ายเลยครับ โกลในชีวิตไม่เคยมีอะไรง่าย เราอยากลองไปให้สุด เลยไปเทรนกับ specialist ปรับการกิน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จบ แต่มันคือการทำทุกวัน ทั้งวัน มีช่วงที่ต้องสร้างให้ตัวใหญ่ขึ้นจาก 64 กิโลกรัม พุ่งไปถึง 79 กิโลกรัม แล้วตอนนี้ก็ลงมาเหลือ 69 กิโลกรัมเท่าที่อยากได้” การดูแลตัวเองแบบนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับงานแสดงด้วยไหม? “ใช่ครับ อยู่ในวงการเราต้องดูแลรูปร่างหน้าตาให้พร้อมอยู่เสมอ เราอยากนำเสนอตัวเองในมุมมองใหม่ๆ เหมือนตอนเล่นเรื่อง จาฤกรติชา บทมันต้องสวยงาม เราก็รีดน้ำหนักลงไปเหลือ 61-62 กิโลกรัม เรามองว่าเราเป็นนักแสดง เราอยากนำเสนอตัวเราเป็นผลิตภัณฑ์ให้คนดูได้เลือกในหลายๆเวอร์ชัน หลายๆแบบครับ”
ฟีดแบ็กเวลาลงรูปทีไรคือฮือฮาตลอด รู้สึกยังไงบ้าง?
“เราโชคดีอย่างหนึ่งคือ ถึงเราอาจจะไม่ได้มีมูฟเมนต์ในหน้าจอเยอะ แต่ทุกครั้งที่เราอัปโซเชียล เอนเกจเมนต์ยังดีมาก เหมือนคนยังมีผลงานอยู่ตลอด เพื่อนดาราและแฟนคลับน่ารักมากเข้ามาคอมเมนต์ อินคิดถึงผู้คนมากเลยนะ คิดถึงการแสดง คิดถึงกองถ่าย คิดถึงเพื่อนนักแสดง และคิดถึงแฟนคลับ มันเป็นพาร์ตหนึ่งที่อยู่มา 10 ปีแล้ว มันคือหนึ่งในสามของชีวิตและหัวใจเรา มันก็เหงานะ คือไม่ได้เหงาในชีวิตจริงเพราะมีเพื่อนมีครอบครัว แต่มันเป็นสัดส่วนที่ช่วงนี้มันหายไป เราก็ยังคิดถึงทุกวัน”
คนมองว่าธุรกิจแน่นจนไม่มีเวลาให้งานแสดงหรือเปล่า?
“อินเกิดและเติบโตมาจากการจัดสรรเวลาในการทำหลายๆอย่างในชีวิตให้ดีอยู่แล้วครับ เรื่องเวลามันจัดสรรได้ อยากเฮลตี้ก็ไปออกกำลังกาย อยากเรียนรู้ก็ไปเรียนหนังสือ คนเราอยู่ที่การจัดสรรเวลา ณ วันนี้พอยังไม่ได้มีโอกาสเรื่องการแสดง เราก็โฟกัสสิ่งที่ทำได้ แต่วันหนึ่งถ้าได้โอกาสการจัดสรรเวลาของอินทำได้แน่นอน และทำได้ดีด้วยครับ”
ถ้าให้เลือกบทบาทที่อยากเล่นตอนนี้?
“อาจจะตอบสวนทางกับนักแสดงคนอื่น ส่วนใหญ่เขาอยากได้บทยากๆ แต่เราอยากได้บทง่ายๆบ้าง (หัว เราะ) ตั้งแต่เรื่องแรกที่เป็นนักเลง ไปเล่นพีเรียดมา เล่นตลกก็แล้ว ดราม่าก็แล้ว หมอก็แล้ว ตอนนี้เลยอยากกลับไปเล่นอะไรที่เป็นปั๊ปปี้เลิฟ โรแมนติกบ้างครับ”
มองกระแสซีรีส์วายในปัจจุบันอย่างไรบ้าง?
“อินมองในมุมของทั้งอุตสาหกรรมครับ มองว่าเป็นจังหวะที่ดีมากๆของอุตสาหกรรมหนังไทยที่สามารถ Export ไปได้ไกล เราไม่ได้ส่งเสียงกันแค่ในไทยแล้วนะ แต่เรามีแฟนมีตติ้งไปถึงยุโรป อินเพิ่งไปอิตาลีมาก็รู้สึกแบบนั้นเลย มันพา Soft Power ของไทยไปได้เยอะมาก เหมาะกับประเทศไทยที่เป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวและอาหาร พอมันมีเอนเตอร์เทนเมนต์นี้เข้ามาเสริม ยิ่งทำให้ลงตัวสุดๆ นักท่องเที่ยวมาไทยได้ตามรอยดารา ดูหนัง ได้กินอาหาร ได้ท่องเที่ยว มันคือประเทศแห่งเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างแท้จริงครับ”
แล้วการแข่งขันที่สูงมากในฐานะนักแสดงยุคนี้ล่ะ?
“แน่นอน มันคือ Red Ocean ที่มีการแข่งขันสูงมาก ดารายุคนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่อยู่จอแก้วอย่างเดียว ดาราก็คือนักแสดงที่อยู่ใน Red Ocean ไม่ต่างอะไรกับการทำร้านอาหาร เพราะฉะนั้นมันเข้าได้ง่าย แต่การยืนระยะหรือพิสูจน์ว่าคุณเจ๋งจริงน่ะยาก สมัยนี้แสดงอย่างเดียวไม่พอ ทุกคนก้าวเข้ามาง่ายขึ้น คู่แข่งก็มากขึ้น เราเองก็ต้องมีความพร้อมและมีจุดเด่นในมุมของเรา ซึ่งถ้าเรื่องความพร้อม เราเต็มที่อยู่แล้วถ้ามีจังหวะเข้ามา”
ย้อนมองตัวเองตลอดเส้นทาง 10 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
“อินใช้ใจนำ และใช้ใจทำครับ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ มันทำให้เราเจอคนหลากหลายกลุ่มและหลากหลายระดับ ซึ่งเป็นสิ่งที่อินอยากได้มากๆ ต้องเข้าใจว่าตัวอินเองเกิดและโตมาในรัศมี 5 กิโลเมตร บ้านอยู่ไอคอนสยาม ข้ามฝั่งมาเรียนกรุงเทพคริสเตียนไปจุฬาฯ แล้วมาทำงานที่ออฟฟิศสาทร ชีวิตวนอยู่แค่นี้ เราเลยรู้จุดอ่อนตัวเองว่าเรายังเห็นโลกไม่กว้าง รู้จักคนกลุ่มไม่กว้าง แต่เราอยากเข้าได้กับทุกคน การเป็นดาราช่วยได้เยอะมาก ทำให้เราได้เจอตั้งแต่พี่ๆในกองถ่ายจนถึงลูกค้า เปิดมิติในการรู้จักคนให้กว้างขึ้น รวมถึงเรื่องการวางตัว วงการบันเทิงมันเชปเราครับ แต่อินอาจจะหัวโบราณนิดหนึ่งนะ ตรงที่ยังมองว่าดาราต้องเป็นแบบอย่างที่ดี แต่ในเมื่อเอนเตอร์เทนเมนต์มันมีได้หลากหลายรูปแบบ สำหรับตัวเรา เราขอเลือกเป็นแบบที่ตั้งใจจะเป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นแบบอย่างที่ดี”
เจอการย้ายค่าย ย้ายสังกัด หรือเจอเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เรารับมืออย่างไร?
“อินว่าการเปลี่ยนค่ายของนักแสดง ไม่ต่างอะไรกับการที่พนักงานบริษัทเปลี่ยนที่ทำงานเลยครับ เราไปอยู่ในบรรยากาศใหม่ๆ เซตติ้งใหม่ หัวหน้าใหม่ วิธีการทำงานใหม่ เราแค่วิเคราะห์และ เตรียมตัวเตรียมใจว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลง พอมีมายด์เซตแบบนี้ปุ๊บ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นมาก เรื่องคำวิจารณ์ที่มีผลกระทบ เราโชคดีที่ไม่ค่อยโดน อินมองว่ามันคืออาชีพและความรับผิดชอบ”
อะไรคือสิ่งที่ทำให้อินหลงใหลในวงการบันเทิง?
“อินชอบศิลปะครับ ชอบอาร์ตทุกแขนง ชอบดีไซน์บ้าน ดีไซน์รถ ดีไซน์แบรนด์ ดีไซน์ Experience ของลูกค้า และชอบศิลปะการแสดง อะไรที่เป็นอาร์ตมันสนุก ยิ่งนักแสดงคือความสนุกของการบาลานซ์ให้ได้ระหว่าง Art กับ Logic” ความท้าทายระหว่างบริหารธุรกิจกับงานแสดงต่างกันไหม? “ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ สิ่งที่ทั้งสองบทบาทต้องมีเหมือนกันแบบขาดไม่ได้เลยคือ ‘ความรับผิดชอบ ความตั้งใจ และความสม่ำเสมอ’ นอกนั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เมื่อก่อนคิดว่าน่าจะสลับทำสบายๆ โห จริงๆยากมาก นักแสดงคือการบริหารตัวเอง จิตใจ และร่างกาย ส่วนอีกอันคือการบริหารเอ็มไพร์ มันคนละสกิลกันเลยครับ” ในมุมมองของคนอื่นที่มองว่าเราเป็นคนเป๊ะ วางแผนกับทุกอย่าง มีเรื่องไหนที่ “ปล่อยจอย” ไม่ต้องคิดบ้างไหม? “(หัวเราะ) แทบไม่มีเลยครับ อินไม่ค่อยมีชีวิตส่วนตัว ที่บ้านจะรู้ดี”.
เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย


