เรียกว่าเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย สำหรับอาการป่วยของพระเอกหนุ่มเข้มวิกหมอชิต เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ หลังเกิดอาการวูบหมดสติ และหัวใจหยุดเต้นระหว่างไปงาน Big Debate ทางช่อง 7 ที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา และอาการวิกฤติ ก่อนที่แพทย์จะทำการรักษาจนอาการพ้นขีดอันตราย พักในห้องผู้ป่วยปกติแล้ว

ล่าสุด ครอบครัวเอส กันตพงศ์ ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงอาการป่วยของเอส ณ อาคารเอ ห้องคอนเฟอร์เรนซ์ เซ็นเตอร์ ชั้น 21 (คลินิก) รพ.บำรุงราษฎร์ โดยมี คุณแม่อชิรญาณ์ ศรีโสม คุณแม่ของเอส, นพ.อชิรวินทร์ จิรกมลชัยสิริ แพทย์ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ สถาบันโรคหัวใจ รพ.บำรุงราษฎร์, คิตตี้ คริสติน่า บำรุงรักษ์ ภรรยาเอส กันตพงศ์ และ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการส่วนตัว ร่วมแถลงข่าว

...

โดยคุณแม่อชิรญาณ์ เผยว่า ย้อนกลับไปวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา อาการที่เห็นได้ชัดตอนก่อนหมดสติ จะกระวนกระวายตลอด และช่วงที่หมดสติดีที่ไม่หัวฟาดเพราะมีคนรับไว้ และมีคุณหมอวิศรุตอยู่แถวนั้นและได้ช่วย CPR เห็นว่าตอนนั้นหยุดหายใจเลย ก็ปั๊มมาเรื่อยๆ จนถึง รพ.ตำรวจ ก่อนจะรักษาจนย้ายมา รพ.บำรุงราษฎร์ วันที่ 11 อาการโดยรวมยังคงรักษาตัวอยู่ 

ด้าน นพ.อชิรวินทร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ย้ายมา รพ. ทีมแพทย์โรคหัวใจและแพทย์เฉพาะทางตรวจและทำการรักษา สาเหตุของอาการคือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน ของคุณเอสเป็นขั้นรุนแรง ทำให้เกิดภาวะเต้นหัวใจผิดจังหวะขั้นรุนแรง เลยทำให้หัวใจหยุดเต้นลงไป หลังตรวจและประเมิน รพ.แรก คุณเอสใส่เครื่องพยุงชีพและหัวใจ อาการวิกฤติอย่างมาก หลังรักษามีการตอบสนองที่ดี ค่อยๆ ลดการใช้เครื่องช่วยหายใจและเครื่องพยุงชีพ 

ตอนนี้การทำงานของหัวใจใกล้ปกติ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ชำนาญเฉพาะทาง แต่เนื่องจากโลหิตหยุดทำงานไปช่วงนึง ทำให้สมอง ไต ได้รับความเสียหาย ส่วนไตตอนนี้ก็มีการพัฒนาขึ้น ปัสสาวะได้เอง ไม่ต้องฟอกไต ด้านสมอง การรับรู้ทางสมองดีขึ้นตามลำดับ ต้องทำการฟื้นฟู ตอนนี้อยู่ห้องผู้ป่วยปกติ ขอบคุณทางครอบครัวที่ให้ความไว้ใจทีมแพทย์ดูแลรักษา รวมถึงแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นด้วย

จากนั้น นพ.อชิรวินทร์ บอกว่า ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายให้เพียงพอ เคสนี้คนไข้มีอาการป่วยอยู่แล้ว พออยู่ในอาการร้อนก็อาจทำให้เกิดได้ง่ายขึ้น ตอนนี้พ้นวิกฤติแล้ว เป็นช่วงกราฟขาขึ้น ส่วนจะกลับมาปกติไหมยังไม่สามารถทำนายอนาคต ตอนนี้ต้องมีการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ประเมินวันต่อวันว่าเป็นยังไง ระยะการพักฟื้น ทางแพทย์ยังตอบไม่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของคนไข้แต่ละคน

ซึ่ง ณ วันนี้คนไข้ตื่น มีภาวะรับรู้ สื่อสารง่ายๆ ได้ โดยสรุปก่อนหน้านี้ เอสหยุดหายใจ 20 นาทีขึ้นไป แต่เป็นแค่การซักประวัติเบื้องต้น การกลับมาได้ขนาดนี้ถือว่าเป็นที่พอใจ ตอนนี้โฟกัสเรื่องการฟื้นฟู การเริ่มรักษา กายภาพ ก็หวังว่าจะกลับมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคุณเอสฟื้นตัวหลังจากเกิดเรื่อง 8 วัน เริ่มรู้สึกตัว มีการสื่อสารที่มีความหมาย

...

ด้าน คิตตี้ คริสติน่า ภรรยาของเอส เผยว่า วันที่คุณเอสรู้สึกตัว ตอนนั้นอยู่ในภาวะสับสนบ้าง คิดว่าตัวเองยังทำงานอยู่ ถามว่าเป็นปาฏิหาริย์ไหม เชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ การฟื้นขึ้นมาจนถึงตอนนี้ถือเป็นกำไรแล้ว ส่วนน้องวาเลนติน่า ลูกสาว ยากที่จะเข้าใจ การที่เห็นคุณพ่ออยู่ รพ. เขาคิดถึงการกลับไปวิ่งเล่น และเอสสนิทกับลูกสาวอยู่แล้ว

ถามว่าตอนที่เอสฟื้น พูดอะไรกับเอส ก็เรียกเขาว่าฮันนี่ ณ ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาจำไม่ได้ แต่ตอนนี้จำได้แล้ว ถามว่าฮีลใจตัวเองในช่วงยากลำบากยังไง เวลาใครมีปัญหา อีกคนต้องเป็นที่พึ่งพิง ก็ยึดลูกสาวและครอบครัวเป็นหลัก ไม่อ่อนแอต่อหน้าลูกสาว คาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นตามลำดับ ข้อความจากแฟนๆ ที่ให้กำลังใจ ก็ได้แจ้งเอสและเอสรับรู้ได้ ขอบคุณสำหรับกำลังใจ

ส่วน เอ ศุภชัย ได้เล่าว่า วันที่มาเยี่ยมเอส เอสจำได้ ก็รู้สึกว่าเป็นปาฏิหาริย์ เห็นแล้วอดน้ำตาไหลไม่ได้ ก็ได้พูดเรื่องวันที่ไปดูตัวพี่เอสวันแรก พูดเรื่องอดีต พี่เอสจะจำเรื่องในอดีตได้หมดเลย เรื่องการทำงานยังไม่รู้จะเริ่มได้เมื่อไหร่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องภาพ คุณแม่เล่าว่า พอดีวันนั้นทำสังฆทานกับทางวัด โดยมีหลวงพ่อมารับสังฆทานและถ่ายรูป แต่ไม่ทราบว่าจะเอาไปลง

...

ปิดท้ายการแถลงข่าว คุณแม่กล่าวว่า ขอบคุณทาง รพ. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่อง 7 ที่ดูแลตั้งแต่วันแรก ด้านคริสติน่าบอกว่า จริงๆ พูดไทยไม่เก่งมากนะคะ ก็อย่างแรกขอบคุณครอบครัว ทุกคนที่มีส่วนร่วม ทั้ง รพ.ตำรวจ รพ.บำรุงราษฎร์ ขอบคุณน้ำใจจากแฟนๆ ทุกคน รวมถึงสื่อมวลชน ขอโทษที่อาจไม่ได้อัปเดตตลอดเวลา ขอบคุณทุกความเข้าใจ หวังว่าเรื่องนี้จะมีแฮปปี้เอ็นดิ้ง จะอัปเดตให้เร็วที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม.