เป็นคอลัมน์พิเศษที่มาเล่าเบื้องหลัง เป็นเบื้องหลังแบบสัปดาห์แรกว่าด้วยเรื่อง อาเล็ก ธีรเดช ที่ให้เกียรติเราคุยลึกที่แรก ยิ่งคุยยิ่งบีบหัวใจมากๆ
กว่าเราจะติดต่อขอสัมภาษณ์ 'อาเล็ก ธีรเดช' พระเอกช่อง 3 ยิ่งอยู่ในช่วงที่กำลังมีข่าวเลิกกับนางเอกร่างเล็กมากเสน่ห์ เน็ตไอดอลรุ่นแรกของประเทศ 'เต้ย จรินทร์พร' ใช้เวลาสักระยะกว่าทางอาเล็กจะยืนยันไฟเขียว นัดคิวกันได้ลงตัว บรรยากาศวันสัมภาษณ์ อาเล็กมาในชุดสบายๆ คอนเซปต์เหมือนกำลังจะไปตกปลา แต่ด้วยใบหน้า หุ่น ส่วนสูง ที่กลมกลืนสมชื่อพระเอก ก็แทบทำให้ชุดตกปลากลายเป็นแฟชั่นบนรันเวย์ไปได้เลยจริงๆ
อาเล็กยืนยันกับทีม Thairath Talk ว่าเล่าได้หมดทุกเรื่อง ถามได้หมดทุกคำถาม ซึ่งทุกคำตอบของหนุ่มวัย 30 ปีคนนี้ เรายืนยันนั่งยันว่ากลั่นกรองมาจากใจ ชีวิตที่ไม่คิดจะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดง ละครที่เล่นแต่ไม่ปัง ความรักที่เจ็บช้ำ อาเล็กถ่ายทอดออกมาสวยงาม ถ้อยคำอาจจะติดขัด แต่แววตาสื่อสารความหมายได้ชัดเจน
ไม่คิดว่าจะมีวันนี้
Thairath Talk : คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงอาเล็กมาแบบไหน สบายๆ ไหม ด้วยฐานะที่พอมีพอกิน
ถามว่าสบายไหมไม่ต้องปากกัดตีนถีบก็ใช่นะ แต่ไม่ใช่ลูกคุณหนูนะ สอนให้เราใช้เงินให้เป็น ไม่ขีดเส้นอยากเป็นอะไร อยากทำอะไรก็แล้วแต่เรา แต่เขาจะกลัวเรื่องนอกลู่นอกทาง
...
Thairath Talk : ความฝันในวัยเด็กของคุณคือการเป็นดาราไหม
อยากเป็นนักบิน ผมจบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็จริง แต่ด้วยความที่ผมสูงหลังจากเรียนจบก็วางแผนจะไปเป็นสจ๊วตเก็บเงินไปเป็นนักบิน ตอนนั้นคิดแบบนี้ แต่ได้เข้าวงการซะก่อน
Thairath Talk : แล้วมันพลิกผันมาเป็นดาราได้อย่างไร
ตอนนั้นเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 4 มีคนเห็นแววให้ไปแคสต์ภาพยนตร์แล้วก็ได้ แล้วจึงได้เล่นละครช่อง 3 เลยเข้ามาตรงนี้ซะก่อนจะได้ไปเป็นสจ๊วตหรือนักบิน
Thairath Talk : นี่คือเป็นโชคชะตาหรือลมมันพัดพาเรามาตรงนี้
เราก็มีสิ่งที่เราอยากจะทำ แล้วก็เราก็ตั้งใจจะมุ่งไปหามัน แต่ระหว่างทางเราก็โชคดีที่เราเจอตรงนี้ระหว่างทาง เราก็คว้ามันไว้ ชีวิตทุกคนก็คงเป็นแบบนี้แหละ ถ้าเราไม่เจอตรงนี้ เราก็อยากจะไปตามฝัน
Thairath Talk : ยังฝันอยากเป็นนักบินอยู่ไหม
อยากเป็นอยู่ ขนาดได้ไปฟิตติ้งได้แต่งเป็นนักบินก็ดีใจ อยากเป็น (ทำหน้าปลื้มมาก)
ยึดอาชีพนักแสดง
ตอนเริ่มเข้าวงการเรื่องแรกๆ บอกตรงๆ เล่นไม่เป็นเลย แต่คือเราได้ไปเรียนแอ็กติ้ง ตอนนั้นเราไม่ได้อินกับการแสดง เลยไม่ได้ตั้งใจแบบทุกวันนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ผมย้อนไปดูภาพยนตร์เรื่องแรก ‘คุณนายโฮ’ ก็ด่าตัวเอง “มึงเล่นอะไรของมึง” คือแบบตาว่างเปล่ามาก เพราะเราไม่ได้ตั้งใจจะยึดเป็นอาชีพหลัก เลยทำให้เราแสดงแบบนั้นออกไป
Thairath Talk : คำว่านักแสดงอยู่ในหัวเราเมื่อไหร่
น่าจะช่วงเล่นละครเรื่องที่สอง ‘นางร้ายซัมเมอร์’ เจอผู้กำกับดุมาก โหดมาก เลยทำให้เราได้ทำหน้าที่นักแสดงจริงๆ มันคือทางและอาชีพของเราจริงๆ เราต้องทำมันให้ดี เริ่มเรียนรู้ ซึมซับขึ้นมาเรื่อยๆ
...
Thairath Talk : ให้คะแนนความเป็นนักแสดงของเราเท่าไร เต็มสิบ
สัก 6 มั้งครับ การแสดงมันคือศาสตร์ที่ซับซ้อน เพราะมันคืออารมณ์ของคน บางทีตัวเราเองคิดอะไรยังไม่เข้าใจเลย มันควบคุมไม่ได้ การแสดงมันคือศาสตร์ของความเป็นคน แต่สิ่งที่เล็กได้จากการแสดงคือ การเข้าใจคนอื่น เพราะว่า การที่เราจะเป็นตัวละครอะไรได้สักตัว คือเราต้องเข้าใจเขา 100% รู้ว่าเขาจะทำอะไร รู้ว่าเขาคิดอะไร รู้ว่าเขาจะพูดอะไรออกไป มันทำให้ทุกวันนี้เราพยายามเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น ทุกการกระทำมีเหตุผลครับ
ชีวิตเปลี่ยนไป
เพราะ ‘ละคร’
Thairath Talk : มาสเตอร์พีซของอาเล็กคืออะไร
สะใภ้จ้าวและหนี้รักในกรงไฟ แม้จะเป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้จัก เรื่องสะใภ้จ้าวนี่ ฉากแรกเกร็งมาก แต่พอไม่เกร็งแสดงเป็นตัวเราก็ดีเลย ชิลธรรมชาติมาก ส่วนหนี้รักในกรงไฟ เป็นบทที่ยากมาก ขนาดผ่านมาแล้วให้กลับไปเล่นใหม่ยังยากเลย บทมันหนักมาก เราเป็นลูกมาเฟียที่เคยยิงพ่อแม่นางเอกตาย รู้สึกผิดเลยคอยดูแลนางเอกอยู่ห่างๆ
...
Thairath Talk : เวลาที่เราเล่นอย่างเต็มที่ แต่มันไม่ดัง เสียใจไหม
มันก็คาดหวังอยู่แล้วแหละ อยากให้คนดูเยอะๆ อยากให้คนชอบ มันก็เสียดายแต่ว่าเล็กมองโลกในแง่ดี ถึงเราจะตั้งใจมาก แต่เราได้ประสบการณ์และได้พัฒนาตัวเอง อย่างน้อยทุกสิ่งที่เราทำมันมีข้อดีอยู่แล้ว
Thairath Talk : ละครเรื่องไหน ทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไป
มีสองเรื่องนะครับ ‘ก๊วนคานทอง’ กับ ‘สะใภ้จ้าว’ มีคู่จิ้นคนแรก กระแสดีมาก คนเริ่มรู้จักเราเยอะขึ้นมาก
Thairath Talk : การเล่นละครเยอะๆ ช่วยทำให้คุณเก่งขึ้น ถูกไหม
ถ้าเราไม่อินการแสดง มันจะติดนิสัยการแสดง การแสดงบ่อยๆ ถ้าเราไม่ได้เข้าใจในคาแรกเตอร์จริงๆ มันทำให้เราใช้แพตเทิร์นในการแสดง คือเล่นแบบนี้ ผู้กำกับให้ผ่านอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้เป็นตัวละครตัวนั้น มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่รู้ ซึ่งไม่ดีเลย เล็กรู้สึกว่าการแสดงทุกๆ เรื่องไม่ต้องพยายาม มันคือการที่เราเข้าใจในตัวละครตัวนี้มา รู้จักเขาให้เยอะที่สุดเท่าที่ได้ แล้วเอาเขามาใส่ในตัวเรา
...
Thairath Talk : ละครเรื่องใหม่ที่กำลังจะออนแอร์
ชื่อเรื่อง ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋ รับบทเป็น ‘โชคบดี’ ว่าด้วยเรื่องนางเอก (มิ้นต์ ชาลิดา) เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวง โหราศาสตร์ ศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวกับความตั้งใจของตัวเอง ส่วนตัวพระเอกเอาแต่เรื่องความตั้งใจ ไม่เชื่อเรื่องดวงเลย คือมันคนละขั้วกัน
เรื่องนี้เล็กเล่นสบายมากๆ คาแรกเตอร์ใกล้กับตัวเอง อดีตเคยอ้วนเหมือนกัน จิกกัดเก่ง แกล้งเก่ง เหมือนคอยสอนนางเอกด้วยการจิกกัด เพราะนางเอกชอบใช้โหราศาสตร์ช่วยในชีวิตประจำวัน
โลกถล่ม
วิวาห์ล่ม รักไม่พอ
Thairath Talk : คุณดูไม่เศร้าเลยนะ
ไม่จริงนะ สมมติพี่เครียดมาก เดินมา ทุกคนต้องรู้เหรอว่าพี่เครียด ไม่จำเป็น มันอยู่ข้างใน ถามว่าเศร้าไหม แต่มันเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำงาน ภายในคือเราต้องดูแลจิตใจตัวเอง เรานี่คือทั้งสองคนนะ เพราะเรารู้สึกแย่ทั้งคู่
Thairath Talk : ถามตรงๆ เสียดายไหม คบกันมาตั้ง 3 ปี
ต้องเสียดายอยู่แล้วครับ เสียใจด้วย แต่ว่ามันเป็น 3 ปีที่มีความสุข มีอะไรดีๆ ให้จดจำ เป็นสิ่งที่เราทั้งสองคนได้พัฒนาขึ้นในช่วงเวลา 3 ปีนั้น ได้ทั้งความคิดอะไรใหม่ๆ การพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้านในการคบกับเขา มันก็คือเราได้ประสบการณ์ดีๆ จากความสัมพันธ์ครั้งนี้เยอะมาก (ลากเสียงยาว)
Thairath Talk : โลกถล่มไหมในการตัดสินใจไม่ไปต่อ
ไม่ใช่คำนั้นหรอกครับ มันคือคนที่รักกัน ปรึกษากันและคิดว่าทางที่เราจะเลือกเดินต่อ ถ้าแยกกันเดินจะมีความสุขมากกว่าไหม จากประสบการณ์ที่คบกันมา 3 ปี มันคือการคิดมาถี่ถ้วนแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้เลิกรักกัน แต่เราพยายามเดินด้วยกัน มีเรื่องต้องจูนเยอะ เลยต้องแยกกันเดิน แม้จะรักกัน ปรารถนาดีต่อกันอยู่
ความสัมพันธ์ของคนสองคน อยู่ที่ว่าจะมองไปที่แง่ไหน เล็กกับเต้ยมองว่าปลายทางที่จะเป็นคู่ชีวิตกัน มันไม่ได้มีแค่รักกัน มันมีหลายๆ ปัจจัยในชีวิต
Thairath Talk : ไม่อดทนปรับจูนให้มันไปตลอดรอดฝั่ง
คนที่พยายามทำความรู้กันมา 3 ปีแล้ว เราพยายามหาทางเดินให้เราเป็นคู่ชีวิตกันได้ แต่เรายังไม่เจอ อนาคตถ้าคบกันต่ออาจจะเจอ แต่ ณ เวลานี้ยังไม่เจอ
Thairath Talk : เคยมีสักแวบหนึ่งไหมที่อยากจะแต่งงาน
เล็กอยาก อยากอยู่แล้ว คือตัวเล็กเวลามีความรัก ไม่เคยมองสั้นๆ เลย เล็กมีแฟนเวลาคบกันมีเป้าหมายคือคำว่าคู่ชีวิต ไม่ใช่แค่แต่งงานนะ เพราะแต่งงานมันคือข้อตกลง แต่คู่ชีวิตคืออยู่กันตลอดไป