'การเป็นลูกดารา หนูรู้สึกว่ามันเป็นข้อได้เปรียบนะคะ จริงๆ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่เคยพูดว่าเหมือนกันที่ว่าลูกดารามันดีตรงที่เรามีโอกาสมาแล้ว เหมือนตัวเองเกิดมาก็มีแบบครึ่งนึงแล้ว แค่ต้องไปหาอีกครึ่งนึงประมาณนั้น ซึ่งหนูรู้สึกว่าหนูโชคดีมากเลยค่ะ แล้วหนูก็กำลังตามหาอีกครึ่งนึงค่ะ' เซย่า ทองเจือ
นี่เป็นคำพูดของ เซย่า ทองเจือ สาวเสียงดีทรงพลัง แต่ขี้อาย วัย 14 ปี หน้าตาถอดคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างลงตัวเป๊ะ 'เซย่า ทองเจือ' ลูกไม้ใต้ต้นของพระเอกชื่อดังมากความสามารถ 'พีท ทองเจือ' และคุณแม่ เจ็ง วิไลลักษณ์ ทองเจือ ในวันนี้เขาทั้งคู่เลือกที่จะส่งเสริมลูกสาวคนโตของเขาให้ทำตามฝันอย่างที่ เซย่าชอบ โดยไม่มีข้อแม้
เซย่า ทองเจือ บอกกับ Thairath Talk Fresh ว่า เธอโชคดีแล้วที่เกิดมาเป็นลูกคุณพ่อคุณแม่ แต่เธอก็บอกกับเราว่าเธอต้องพยายามมากขึ้นอีก เพราะเธอได้โอกาสที่ไม่ต้องนับหนึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ เธอจึงพยายามผลักดันตัวเองให้มาอยู่ในจุดที่เธอฝัน โดยมีครอบครัวเป็นแรงซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง
และถ้าหากใครพูดว่าเธอเป็นลูกดาราแล้วมานั่งทำงานทำไม เธอเถียงขาดใจ เพราะที่บ้านของเธอ สอนเธอให้ทำงานหาเงินได้ตั้งแต่เล็กๆ และเธอก็บอกกับเราว่ามีเงินเก็บเยอะพอตัวเลย
Thairath Talk Fresh เรามีนัดพูดคุยสุด Exclusive กับเซย่า ทองเจือหลังเธอเลิกเรียนในเย็นวันหนึ่ง ที่โรงเรียน SCA Superstar Academy ย่านทองหล่อ ที่เธอใช้เรียนร้องเพลง เรียนเต้นเป็นประจำนั่นเอง
...
ความฝันของเซย่า ทองเจือ
Thairath Talk : ชื่อ'เซย่า'มาจากอะไร
มาจากดราก้อนบอลค่ะ เอ่อ ซุปเปอร์ไซย่า แต่ว่าคุณพ่อเปลี่ยนให้เป็นเซย่า จะได้อ่านง่ายกว่า แต่คุณพ่อเคยบอกว่า เหมือนกับว่าที่ตั้งหนูว่าเซย่า เพราะว่าเขาอยากให้หนูเป็นนักแข่ง แล้วก็แบบเวลาที่เดินมาใช่ไหมคะ ใส่ชุดนักแข่งแล้วก็เขียนว่าซุปเปอร์เซย่าค่ะ ซึ่งหนูก็ดันขับรถไม่ค่อยเก่ง เลยไม่ได้เป็นนักแข่งตามที่คุณพ่อหวังไว้
Thairath Talk : ความฝันของเซย่า
อยากเป็นดาราค่ะ เป็นนางแบบ เป็นพิธีกร เป็นนักแสดง เป็นนักร้องค่ะ ศิลปินทุกอย่างเลยค่ะ
Thairath Talk : เซย่ามีไอดอลด้านการร้องไหม
มีค่ะ โรเซ่ (Rose) BLACKPINK ค่ะ แล้วก็ Dua Lipa, Ariana Grande คนไทยจะไม่ค่อยมี ไม่ค่อยใช่แนวหนูเท่าไหร่ หนูชอบโรเซ่แล้วแบบ มีแบบความฝันที่อยากจะไปถึง ณ จุดนั้นแบบเขา ไปดังระดับอินเตอร์ค่ะ
Thairath Talk : ฝึกการร้องที่ทำให้เราพัฒนา
ร้องเพลงมันเป็นอะไรที่ชิลมาก เพราะชอบด้วยแล้วก็มีความกดดันอาจจะมีบ้างบางครั้ง เวลาที่ต้องไปแสดงที่งานใหญ่ๆ หรือไม่ก็มีประกวดบ้าง ก็อาจจะมีความกดดัน แต่ว่าก็สนุกค่ะ นอกจากนี้หนูทำ Vlog ด้วยค่ะ
Thairath Talk : อะไรคือเอกลักษณ์ของเรา
ใช่ค่ะ ก็เสียงหนูค่ะ เสียงหนูก็จะมีเอกลักษณ์แบบเวลาร้องคนก็จะรู้เลยว่าเป็นหนูร้องค่ะ แล้วก็สไตล์หนูก็ หนูก็พยายามหาสไตล์ที่ยังไม่มีในประเทศไทย อยากให้ทุกคนจำหนูได้เวลาหนูร้องออกมา
Thairath Talk : เสน่ห์ของคุณไม่ใช่แค่เสียงแต่เป็นการร้องที่ดึงดูดคนฟัง
เคยมีคนบอกค่ะ ก็เขินค่ะ แล้วก็ดีใจด้วย เพราะว่าหนูอยากให้แบบทุกคนบอกว่าหนูมีเสน่ห์ หนูอยากรู้ว่าแบบเสน่ห์หนูอยู่ตรงไหน
Thairath Talk : แรงบันดาลใจของเซย่า
แรงบันดาลใจจากตรงไหน ก็อย่างเช่นไปดูคอนเสิร์ต แล้วก็ดูใน YouTube ก็จะแบบ หรือไม่ได้เจอตัวจริงแบบนักแสดง นักร้อง หรือศิลปิน หนูก็จะแบบ โอ๊ย อยากเป็นแบบนั้นจังเลย ก็พยายามผลักดันตัวเอง
Thairath Talk : ความฝันที่นอกเหนือจากการร้องเพลง คืออยากเป็นนักเขียนเพลงด้วย
โอ้โห หนูฝันเลยค่ะ เพราะหนูเคยบอกคุณแม่ว่าพาไปเรียนแต่งเพลงหน่อย หรือว่าอาจจะลองแต่งเพลงเอง มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเพราะว่าหนูไม่ค่อยรู้โน้ต ก็เลยขอคุณแม่ให้พาไปเรียนเปียโนหรือว่ากีตาร์ หรือว่าทำมิวสิกเองเลย แต่ก็ยังไม่ได้ไปเรียน เรียนเล่นเปียโนได้อย่างเดียว กีตาร์นิดหน่อยค่ะ แต่ว่า edit ยังไม่ค่อยได้ อย่างเวลาหนูนึกอะไรได้หนูจะจดไว้ค่ะ
Thairath Talk : การเป็นนักร้อง cover เสน่ห์ของมันอยู่ตรงไหน
การที่ได้เอาเพลงของคนอื่นมาร้องให้เป็นสไตล์เรา แล้วเราก็จะได้ออกแบบ ได้ดีไซน์ว่าร้องยังไงดี ศิลปินต่างชาติที่หนูเอามาร้อง เป็นต้นแบบ ก็ Dua Lipa หนูชอบสไตล์การร้องของเขาแล้วก็เสียงเขาแบบมีเอกลักษณ์มาก แถมเขาก็สูงด้วย อยากสูงแบบเขา สูงประมาณ 173 อีกสองเซน แต่ Havana Havana หนูจะเอาไว้ใช้แบบเพราะมันเป็นเพลงเร็วเพลงเดียวที่แบบหนูร้องได้ ส่วนมากหนูจะร้องเพลงเร็วไม่ได้เท่าไร
...
Thairath Talk : ได้อะไรบ้างจากการเรียนร้องเพลง
ก็ได้การโปรเจ็กต์เสียงแบบว่าการปรับโทนเสียงเวลาพูดต้องเป็นอย่างงี้ แล้วก็หนูว่าแคสในวงการบันเทิงต้องเป็นนางแบบก่อนแล้วก็ค่อยนักแสดง พิธีกร แล้วก็นักร้องก็คือสูงสุดอะค่ะเหมือนมันต้องใช้แบบการร้องด้วยแล้วต้องใช้ Feeling แบบนักแสดงด้วย ต้องแบบโพสเจอร์ให้ได้เหมือนนางแบบ หนูรู้สึกว่าถึงอยากเป็นนักร้องค่ะ ต้องมีทุกอย่าง
Thairath Talk : 5 ปีข้างหน้าเซย่าจะเป็นยังไง
ก็มีนะคะ แต่ว่ายังไม่คอมพลีตค่ะ เพราะหนูยังว่าหนูคงจะแบบได้เล่นละคร แล้วก็อาจจะมีอัลบั้มไม่ก็ซิงเกิลอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ได้เป็นนางแบบด้วย ได้เดินแบบได้แบบอยู่ในวงการบันเทิงทำทุกอย่าง แต่พิธีกรอาจจะต้องหลังจากนั้น เพราะหนูยังเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง
Thairath Talk : เซย่า คือสาวเพอร์เฟกชั่นนิส?
ก็อย่างเช่นการดูแลความสะอาดหรือว่าแบบระเบียบ อย่างเช่นกระเป๋าก็ต้องจัดตามที่เราแบบอย่างเช่นแบบอันนี้โฟลเดอร์ ก่อนหนังสือก่อนแล้วก็กระเป๋าอันหน้าใส่เอิ่มกล่องดินสอหรือแบบว่าอย่างเช่นน้องหนูเป็นคนที่แบบหยิบของมาแล้วไม่ยอมไปเก็บที่เดิมก็จะต้องแบบบอกให้น้องไปเก็บนะไม่งั้นบ้านก็จะรก (น้องทำตามที่เซย่าบอกไหม) คนกลางไม่ยังไม่ทำเลยค่ะ แล้วคนเล็กอะค่ะคนเล็กอาจจะมีความมีระเบียบเยอะกว่าหนูด้วยซ้ำ
...
'พี่สาวคนโตของน้องๆ 2 คน มิย่า และ โรเตอร์'
Thairath Talk : บทบาทของพี่สาวคนโต มีวิธีรับมือกับน้องๆ ยังไง
ก็อย่าทำกลับหรือไม่อย่างเช่นแบบเขาตีมาก็อย่าตีกลับ ไม่งั้นเดี๋ยวมันก็จะแบบไม่ยอมหยุด (ยอม) บ้างครั้งหนูแบบไม่ยอม หนูตีกลับใช่ไหมคะ แล้วก็จะตีไปเรื่อยๆ จนแบบคนนึงร้องไห้ค่ะ ถึงจะหยุดซึ่งมันก็เลยแบบยิ่งบานปลายไปใหญ่ ก็เลยต้องหยุดแล้วก็ไม่ต้องทำกลับ แล้วต้องบอกน้องค่ะว่าอย่าทำงี้ หรือว่าบอกคุณแม่ก็ได้ (ถ้าเซย่าห้ามไม่ได้แล้วก็ต้องคุณพ่อคุณแม่แล้ว) ใช่ค่ะ
Thairath Talk : การเป็นพี่สาวคนโต เซย่าต้องเป็นยังไง เสียสละให้น้องๆ ไหม
หนูรู้สึกว่าอุ๊ยต้องเสียสละค่ะ ความรู้สึกว่าเราแบบเป็นคนที่โตสุดควรที่จะได้ไม่รู้สิคะหนูรู้สึกว่าน้องมีเวลาที่จะใช้ชีวิตมากกว่าหนู อย่างเช่นหนูเป็นคนขี้งกใช่ไหมคะ หนูก็จะก็จะแบบว่าหนูบางครั้งหนูก็ลืมอะค่ะ หนูจะแบบไม่ค่อยทำเป็นพี่สาวเท่าไร พอลงไปซื้อแบบไปซื้อของ หนูก็จะซื้อให้แต่ตัวเอง ชอบลืมซื้อให้น้อง แล้วแบบตอนขึ้นรถมาแล้วค่อยแบบอ้าวเฮ้ยลืม ลืมซื้อให้น้องค่ะ ซื้อให้แต่ตัวเองแบบแต่น้องก็ชอบแบบมาเอาเงินหนูไป หนูก็จะแบบต้องคืนนะอะไรงี้ ซึ่งหนูก็จะเป็นคนที่แบบมีเงินเก็บเยอะสุดค่ะ เพราะว่าน้องคนกลางจะใช้เงินเยอะมาก ใช้แล้วแบบใช้ทุกอย่างที่ตัวเองเห็นอย่างนั้นอะค่ะ แต่หนูก็จะเก็บไว้เงียบๆ บ้างก็จะอาจเอาเงินน้องมาใช้แทน ไม่ใช้เงินตัวเอง
...
Thairath Talk : ยกตัวอย่างการงกได้ใครมา?
หนูว่าได้มาจากอาม่านะคะ เพราะว่าคุณยายของหนูเขาเป็นคนขี้งกมาก แต่ว่าแบบไม่งกกับหลานนะคะ เขาจะงกกับคนอื่น หนูก็เลยรู้สึกแบบมันเป็นนิสัยที่ดี ตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ หนูก็ชอบไปอยู่กับอาม่าด้วยก็เลยได้นิสัยนี้มา แต่คุณพ่อคุณแม่นี่ใจดีมากค่ะ ไม่ค่อยงกเลย แต่หนูคนเดียวที่งกในบ้าน
Thairath Talk : มีข้อดีของการงกไหม
หนูรู้สึกว่าข้อดีเยอะกว่าค่ะ แบบตัวเองก็จะมีเงินเก็บเยอะค่ะ แล้วก็แต่ว่าคนอื่นก็จะไม่แฮปปี้บางทีหนูอาจจะไม่ซื้อของให้คนอื่น เขาก็จะแบบอ้าวอะไรอ่ะ ข้อเสียก็อาจมันจะทำให้ตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว ใช่ค่ะ ซึ่งหนูก็พยายามปรับปรุงให้แบบแชร์ให้ได้
Thairath Talk : การเป็นพี่สาวคนโตเสียเปรียบหรือว่าได้เปรียบ
หนูจริงๆ แล้วก็ทั้งเสียเปรียบทั้งได้เปรียบค่ะ แบบถ้าได้เปรียบน้องก็อาจจะฟังเยอะกว่าคนเล็กพูดอย่างเงี้ยอะค่ะ แต่ว่าเสียเปรียบน้องชอบพูดมาว่าแบบเป็นพี่ต้องเสียสละนะหนูเลยต้องให้น้อง หนูก็จะแบบโอเคได้ก็ได้ (แต่คือเซย่ายอมเสียสละได้แค่น้อง) ใช่ค่ะ ยอมได้ค่ะแต่ส่วนมากน้องจะเสียสละให้มากกว่า
ครอบครัวสอนให้ทำงานตั้งแต่เด็ก
Thairath Talk : ครอบครัวสอนให้เราหาเงินได้เองตั้งแต่เด็ก
ก็มีให้ช่วยงานที่ร้านอาหารค่ะ ร้านกาแฟค่ะ แล้วก็เอิ่มตอนเด็กๆ หนูอย่างเช่นหนูชอบมันมีเทรนด์อะไรมาหนูก็จะชอบเล่นแล้วคุณแม่ก็จะแบบสั่งเป็นโหลหรือว่าเยอะกว่านั้นอะค่ะมาให้หนูขาย เพราะว่าหนูชอบแล้วก็ต้องแบบทำอะไรสักอย่างนึงให้มันมีเอิ่มมีประโยชน์ต่อเราด้วยอย่างนั้นค่ะ
เงินเก็บต้องเยอะแน่เลย ใช่ค่ะเยอะสุดเลยค่ะ (คือเรียกได้ว่ารู้จักใช้เงินใช่ไหมคะ) ใช่ค่ะก็แต่ว่าบ้างครั้งก็จะเยอะไปนิดนึงแบบงกเยอะไปนิดนึง อย่างเช่นหนูอยากได้ก็ไม่ซื้อค่ะ ก็จะรอให้คนซื้อให้ คุณแม่ก็จะแบบทำไมไม่ซื้อ คุณแม่บ้างครั้งก็จะซื้อให้หนูก็จะแบบ (หัวเราะ) ก็ตอนนี้ก็หายแล้วค่ะ เริ่มไม่งกเท่าเมื่อก่อนแล้ว
Thairath Talk : คิดยังไง รู้สึกยังไงกับคำว่า ลูกดาราไม่ต้องทำงาน
หนูว่าไม่จริงนะคะ เหมือนคุณพ่อคุณแม่ชอบพูดว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่แบบถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่หนูก็คงจะแบบไม่มีแบบไม่มีอะไรเลยอย่างงั้นอะค่ะ หนูก็ต้องพยายามใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้ได้ แบบทำงานหรือว่าทำอะไรเอง เช่น ขายของหรือว่าหาสิ่งที่ตัวเองชอบมาทำให้มันมีประโยชน์
หนูรู้สึกว่ามันปกติแล้วค่ะ เพราะหนูโดนเรียกอย่างนั้นเกือบทุกวันเลยจริงๆ แล้วแต่ว่าแบบบ้างคนที่หนูรู้จักเขาก็จะแบบว่าพ่อแม่ตามใจเนอะ หนูก็เลยแบบตกใจมากเขาพูดอย่างนั้น มีคนหนึ่งเขาเคยพูดใส่หนูก็แบบอะไรอะ เหมือนตอนนั้นหนูไปดูคอนเสิร์ตใช่ไหม แล้วคุณแม่เขาก็แบบเหมือนเอาน้ำมาให้หนูกิน คนนั้นเขามาแบบคนเดียวพ่อแม่เขาเหมือนแบบไม่ค่อยพาไปไหน เขาไปเองเขาก็พูดงั้นใส่หนูหนูก็ตกใจมากเลยค่ะ แล้วแบบบอกคุณแม่ค่ะ ตอนนั้นคนนั้นเป็นเหมือนเพื่อนห่างๆ ตอนนั้นหนูก็คิดว่าหนูยังมีอะไรที่ชอบแล้วยังแบบรู้ว่าแบบอนาคตจะเป็นยังไงแล้วอยากเป็นอะไรแล้ว การที่หนูทำงานได้เงินเอง มันทำให้หนูรู้จักใช้เงินมากขึ้น
Thairath Talk : ถูกเปรียบเทียบกับลูกๆ นักแสดงคนอื่นๆ บ้างไหม
มีนะคะจริงๆ แต่จริงๆ คนอื่นจะไม่ค่อยค่ะ จริงๆ แล้วหนูอาจไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งว่าบางครั้งมันก็ดีและก็ไม่ดี มันอาจจะทำให้ตัวเองแบบเห็นตัวเองแบบแย่ แต่มันก็ทำให้ตัวเอง Push ทำให้ตัวเองพัฒนาตัวเองจะได้เป็นแบบเขาบ้าง
Thairath Talk : การเป็นลูกดาราที่เลือกเกิดไม่ได้
ใช่ค่ะ แต่หนูรู้สึกว่ามันเป็นข้อได้เปรียบนะคะ จริงๆ แล้วแต่คุณพ่อกับคุณแม่เคยพูดว่าเหมือนกันที่ว่าลูกดารามันดีตรงที่เรามีโอกาสมาแล้วอย่างงั้น แบบเหมือนตัวเองแบบเกิดมาก็มีแบบครึ่งนึงแล้วแค่ต้องไปหาอีกครึ่งนึงประมาณนั้นอะค่ะ ซึ่งหนูรู้สึกว่าหนูโชคดีมากเลยค่ะที่ได้เกิดเป็นลูกคุณพ่อ ซึ่งแบบมีโอกาสเยอะมาก หนูก็เลยต้องพยายามหาอีกครึ่งนึงให้ได้
โรคซึมเศร้ากับเด็ก วัย 14 ปี
Thairath Talk : โรคซึมเศร้ากับนักร้อง เซย่ามีความคิดเห็นยังไง
รู้จักค่ะ เคยคิดไหมนิดหน่อยค่ะ เพราะว่าหนูเป็นคนเครียด ใช่หนูเป็นคนแบบชอบเครียด แล้วก็ชอบคิดมาก ชอบคิดไปไกล แต่ว่าบางครั้งก็ดีบางครั้งก็ไม่ดี แล้วบางครั้งก็ทำให้หนูคิดในแง่ลบ ซึ่งหนูก็จะพยายามมองโลกในแง่ดี เพราะส่วนมากหนูจะมองโลกในแง่ลบ
Thairath Talk : วิธีการคิดบวกปรับความคิดของตัวเอง
ก็ส่วนมากหนูก็จะมองจากน้องค่ะ เพราะน้องๆ หนูเป็นคนที่แบบมองโลกในแง่ดีมาก แฮปปี้ตลอดเวลาเลย แล้วเวลาบางครั้งที่มีปัญหาเขาก็ไม่เครียดเลย คุณพ่อก็เป็นค่ะ คุณพ่อถึงยังหน้าเด็กอยู่เลย นั่นแหละค่ะคุณพ่อไม่เครียดอะไรเลย หนูก็พยายามเป็นแบบคุณพ่อ แต่อาจจะน้อยลง น้อยกว่าคุณพ่อนิดนึง
Thairath Talk : วิธีแก้ปัญหาในวัย 14 ปีของเรา
หนูว่าทำสิ่งที่ตัวเองชอบเยอะๆ มันทำให้เราผ่อนคลาย แล้วก็คลายความเครียด ดูซีรีส์ก็เป็นอย่างหนึ่งนะคะ แล้วก็ร้องเพลงด้วยค่ะ