ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

มายา ตอนที่ 14


23 มิ.ย. 2560 08:57
1,453,798 ครั้ง

มายา ตอนที่ 14

อ่านเรื่องย่อ

มายา

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ว.วินิจฉัยกุล

บทโทรทัศน์โดย:

สวิตตา

กำกับการแสดงโดย:

บุญชู พิทักษ์เลิศกุล

ผลิตโดย:

บริษัท โพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

อารักษ์ อมรศุภศิริ, อุษามณี ไวทยานนท์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รชานนท์ต้องซื้อรถคันนั้นให้พิตะวันอย่างเลี่ยงไม่ได้...

รชานนท์เหนื่อยหน่ายและอึดอัดสุดจะทน เดินหนีพิตะวันออกมาโดยไม่เหลียวหลัง แล้วไปจอดรถนั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าบ้านสวนที่บุษบามินตราอยู่ หญิงสาวเห็นเขาแต่ทำเป็นไม่สนใจแถมยังออกปากไล่ทั้งที่รู้ว่าเขาน่าจะมีเรื่องไม่สบายใจ

พิตะวันเพียรโทร.หารชานนท์แต่เขาไม่รับสาย จึงบ่ายหน้าไปหาสถินีหวังจะปรับความเข้าใจ แต่สถินีไม่คุยด้วยแถมยังเอาน้ำสาดใส่ไล่เธอเหมือนหมูเหมือนหมา ตัดขาดความเป็นเพื่อนอย่างสิ้นเชิง...

ทางด้านอลิสาที่เอาใจใส่ดูแลทำกายภาพบำบัดให้อินทนิลอย่างสม่ำเสมอก็มีความหวัง เพราะวันนี้อินทนิลเริ่มก้าวเดินได้เองบ้างแล้ว หมอบอกว่าคนไข้มีพัฒนาการที่ดีมากและมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้ ถึงจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมแต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

แต่เมื่อเจริญศรีกับกีรติสุดาฟังอลิสาถ่ายทอดคำพูดของหมอ กลับหาว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระ สิ้นเปลืองเงินค่ารักษา หนำซ้ำยังกล่าวหาอลิสาเอาเงินไปใช้เองแต่นำบิลปลอมมาแอบอ้าง ทำตัวเป็นพวกชุบมือเปิบ อลิสาไม่พอใจแต่ไม่ตอบโต้ บอกว่าต่อไปตนจะใช้เงินส่วนตัวรักษาคุณป้าเพื่อให้สองแม่ลูกเลิกกังวล

วันรุ่งขึ้นอลิสาพบพิตะวันโดยบังเอิญขณะไปซื้อของใช้จำเป็นในห้างสรรพสินค้า อลิสาพูดความจริงว่าอินทนิลต้องการพบเธอเพราะเป็นห่วง อยากให้กลับไปเยี่ยมท่านบ้าง แต่พิตะวันกลับเชิดใส่บอกว่าตนไม่มีเวลาว่าง พูดจบก็เดินนวยนาดเข้าไปที่ร้านเพชร เข้ากลุ่มกับพวกไฮโซคุยอวดความร่ำรวย แต่แล้วก็โดนพวกนั้นเม้าท์เรื่องซื้อรถราคาสามสิบล้านว่าต้องแลกกับการไปนอนกับภัณพงศ์

พิตะวันปรี๊ดแตก ยิ่งรู้ว่าข่าวเม้าท์นี้มาจากเพจดังของเจ๊แสบก็โมโหมาก รีบไปพบรชานนท์ถึงที่ทำงาน เปิดข่าวนี้ให้ดูพร้อมกับต่อว่าเขาอย่างไม่แคร์สายตาใคร

“ถ้าคุณไม่โทร.ไปโวยวายกับสถินีเรื่องรถนั่น เรื่องวุ่นวายทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น ตะวันไม่ต้องโกรธกับสถินี ไม่ต้องขับรถชน แล้วก็ไม่ถูกลงข่าวบ้าๆแบบนี้ด้วย”

“คุณโทษว่าเป็นเพราะผมงั้นเหรอ ทำไมคุณถึงไม่โทษตัวเองว่าถ้าคุณไม่อยากได้รถนั่นมากเกินไป คุณสถินีก็คงไม่ต้องลงข่าว ผมก็ไม่ต้องโทร.ไปชี้แจงความจริง ผมขอร้องนะตะวัน หยุดเรื่องรถนั่นสักที ผมเบื่อ”

“แล้วคุณจะไม่ปกป้องตะวันเหรอคะ ตะวันโดนเขียนด่าทั้งๆที่มันไม่เป็นความจริงสักนิด”

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”

“คุณต้องแถลงข่าวกับตะวัน”

“ไร้สาระ จริงๆคุณไม่จำเป็นต้องแคร์ว่าใครจะคิดยังไง”

“แต่ตะวันแคร์นี่คะ ตะวันอุตส่าห์พยายามสร้างทุกสิ่งทุกอย่างมาด้วยความยากลำบาก กว่าตะวันจะได้มาอยู่จุดนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะคะ คุณต้องช่วยตะวัน แก้ข่าวนะคะ ตะวันขอร้อง”

“ผมไม่มีเวลาทำเรื่องอะไรแบบนั้นหรอก คุณกลับไปก่อนเถอะ ผมต้องทำงาน” รชานนท์ตัดบทแล้วเดินกลับไปนั่งทำงานต่อ และไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเธออีก พิตะวันโมโหและน้อยใจเดินปึงปังออกมาบ่นพึมพำว่าอย่าคิดว่าเขาไม่ช่วยแล้วตนจะจัดการเองไม่ได้...จากนั้นก็โทรศัพท์หาใครบางคนทันที

ooooooo

ค่ำนั้นรชานนท์ขับรถไปบ้านสวนอีกครั้ง อย่างไม่รู้จะไปไหนดี สีหน้าหม่นหมองของเขาทำให้บุษบามินตรากับน้าสาวอดสงสารไม่ได้ เอ่ยชวนมากินข้าวด้วยกัน

ในระหว่างนี้มีข้อความจากรวิศส่งเข้ามาในโทรศัพท์บุษบามินตรา เจ้าตัวเปิดดูก็เห็นข่าวใหญ่ พิตะวันควงภัณพงศ์แถลงข่าวเรื่องการซื้อรถ รชานนท์เห็นท่าทีแปลกๆของบุษบามินตราจึงดึงโทรศัพท์จากมือเธอมาดูเอง

พิตะวันกับภัณพงศ์ต่างช่วยกันยืนยันว่ารชานนท์ซื้อรถหรูให้พิตะวันจริง โดยมีหลักฐานการซื้อขายอย่างถูกต้อง ไม่มีเรื่องชู้สาวระหว่างเราอย่างแน่นอน ข่าวนี้ทำให้พวกตนเสียหาย จึงจะแจ้งความดำเนินคดีกับเจ๊แสบให้ถึงที่สุด...สถินีหรือเจ๊แสบดูแถลงข่าวนี้อยู่ด้วยโกรธแค้นแทบกระอัก ประกาศกร้าวจะเล่นงานพิตะวัน อีกครั้งแบบจัดหนัก!

รชานนท์รับรู้เรื่องพิตะวันแถลงข่าวแล้วเครียดหนักถึงกับพูดไม่ออก ในขณะเดียวกันพิตะวันแถลงข่าวเสร็จก็กลับออกจากโชว์รูมรถหรูพร้อมภัณพงศ์ แต่นึกไม่ถึงว่าจะโดนสถินีจู่โจมเข้ามาตบตีอย่างบ้าคลั่ง แล้วยังเลยเถิดไปข่วนหน้าภัณพงศ์ที่พยายามห้ามปรามจนเลือดออก

ภัณพงศ์โกรธมาก เรียกยามหน้าโชว์รูมมาลากสถินีออกไป ก่อนถามพิตะวันว่าจะทำยังไงต่อ พิตะวันเจ็บตัว และเจ็บใจบอกว่าต้องแจ้งความทั้งเรื่องหมิ่นประมาทและทำร้ายร่างกาย ตนจะเอาเรื่องสถินีให้ถึงที่สุด

ด้านภิทูรที่ติดตามข่าวของพิตะวันก็อดเป็นห่วงไม่ได้ รวิศไม่ต้องการให้เขาคิดมากเพราะเพิ่งหายป่วย แต่อยากให้ไปเที่ยวกับมรกตมากกว่า จึงพยายามหว่านล้อมจนภิทูรยอมไปเที่ยวกับมรกตและลุ้นให้ทั้งคู่เปิดใจคบหากันฉันคู่รักได้สำเร็จ

หลังจากทำให้ภิทูรกับมรกตสมหวังแล้ว รวิศกลับมาคิดเรื่องของตัวเอง ก่อนตัดสินใจแน่แน่วไปเลือกซื้อแหวนเพื่อขอบุษบามินตราแต่งงาน แต่เจอรชานนท์เข้ามาพูดจาเหมือนทักท้วงชวนให้เขาหวาดหวั่นและไม่พอใจ

รชานนท์ตัดสินใจพูดความจริงทั้งที่รู้ว่าทำร้ายจิตใจรวิศ โดยพูดออกตัวก่อนว่าเขาอาจจะโกรธตน แต่ตนอยากบอกว่ามิตรภาพของเขากับบุษบามินตราเป็นสิ่งมีค่ามาก อย่าทำลายมันด้วยการแต่งงาน ความเป็นเพื่อนกับความรักมันคนละเรื่องกัน

“นี่คุณคิดว่าผมกับมิ้นต์ไม่ได้รักกันอย่างคู่รักงั้นเหรอ”

“ผมคิดว่าพวกคุณคือเพื่อนแท้ของกันและกันที่หาได้ยากมาก”

“มิ้นต์บอกคุณแบบนั้นเหรอ”

“คุณมิ้นต์ไม่ได้บอกหรอกครับ ผมสังเกตจากสิ่งที่คุณมิ้นต์ปฏิบัติต่อคุณมากกว่า”

“ผมไม่รู้นะครับว่ามิ้นต์ทำอะไรให้คุณคิดย่างนั้น แต่ผมอยากจะบอกว่ามิ้นต์ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ เขาเป็นคนดูยาก พ่อแม่แท้ๆยังไม่เข้าใจลูกเขาเลย”

“แต่ผมคิดว่าผมรู้จักและเข้าใจตัวคุณมิ้นต์ดีนะครับ เขาเป็นคนที่ไม่ยอมทำอะไรตามความต้องการของตัวเอง แต่จะแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากกว่า”

“ยังไงเหรอครับ”

“ก็อย่างเรื่องไหนที่คุณแม่คิดไม่ตรงกัน ทั้งๆที่รู้ว่าคุณแม่ไม่มีเหตุผล แต่คุณมิ้นต์ก็จะแคร์ความรู้สึกคุณแม่ คือไม่ตามใจ แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจ เช่นถ้าคุณแม่ค้านเรื่องที่จะแต่งงานกับคุณ คุณมิ้นต์ก็จะยังไม่แต่ง แต่ก็ไม่ได้ล้มเลิก แค่รอไปกว่าคุณแม่จะเปลี่ยนใจเอง”

“แต่ตอนนี้คุณแม่ของมิ้นต์เสียไปแล้ว มิ้นต์คงไม่ต้องแคร์อะไรแล้วมั้งครับ”

“ครับ เธออาจไม่ต้องแคร์อะไรแล้ว แต่คุณเคยคิดไหมว่าจริงๆแล้วคุณมิ้นต์อยากแต่งงานกับคุณรึเปล่า”

“ทำไมถึงจะไม่อยากแต่ง ก็เราสองคนรักกัน”

“ผมถึงได้บอกคุณไงว่าความรักกับความเป็นเพื่อนมันต่างกัน”

“แล้วคุณคิดว่ามิ้นต์รักใคร รักคุณงั้นเหรอ”

“ผมคงไม่ตอบคำถามนั้นเอง ผมบอกคุณได้แค่คุณมิ้นต์รักคุณแบบเพื่อน แต่ที่ต้องยอมสัญญาว่าจะแต่งงานกับคุณเพราะเธอแคร์ความรู้สึกคุณ ไม่อยากให้คุณเสียใจ แต่ถ้าคุณพยายามดึงดันจะแต่งให้ได้จริงๆ เธอจะบ่ายเบี่ยงด้วยเหตุผลต่างๆนานา เพื่อรอให้คุณเปลี่ยนใจไปเอง ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณจะลองดูก็ได้”

“คุณพูดแบบนี้ทำไม คุณรักมิ้นต์ใช่มั้ย” รวิศโพล่งขึ้นอย่างทนไม่ไหว

“ผมยอมว่าใช่...ผมรักคุณมิ้นต์”

“แล้วคุณเอาพิตะวันไปไว้ตรงไหน”

“ผมจำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องนั้นตามหน้าที่ของผม ส่วนเรื่องผมกับคุณมิ้นต์ ผมว่ามันต้องมีทางออก”

“งั้นคุณคิดทางออกของคุณให้ได้ก่อนแล้วค่อยมายุ่งเรื่องของผม ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ผมไม่ต้องการ”

รวิศทิ้งท้ายเสียงแข็งแล้วเดินออกไปด้วยความโมโห รชานนท์สีหน้าไม่สู้ดีแล้วเย็นนั้นก็ไปเล่าให้อลิสาฟังอย่างหมดเปลือก ทำให้อลิสาได้รู้เสียทีว่าผู้หญิงที่ทำให้เขาอกหักคือบุษบามินตรา

“คุณคงคิดว่าผมทำตัวแย่มาก ที่ไปพูดแบบนั้นกับรวิศ”

“ไม่หรอกค่ะ อลิสาคิดว่านั่นเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของคุณมากกว่า”

“ใช่ ผมยอมรับว่าไม่อยากให้พวกเขาแต่งงานกัน แต่ในฐานะเพื่อนผมก็เตือนพวกเขาด้วยความหวังดีจริงๆ คุณรวิศเป็นคนดีมาก ผมไม่อยากให้เขาแต่งงานกับคุณมิ้นต์ไปโดยที่ไม่รู้ว่าคุณมิ้นต์ไม่ได้รักเขา”

“คุณนี่ช่างเป็นผู้ชายที่ถือดีจริงๆ คุณมั่นใจมากเลยเหรอคะว่าคุณมิ้นต์รักคุณ”

“ผมมั่นใจ เพียงแต่เขาจะกล้ายอมรับกับตัวเองรึเปล่า”

“แต่ตอนนี้ไม่ว่าคุณมิ้นต์จะกล้ายอมรับหรือไม่กล้ายอมรับ คุณต้องไม่ยุ่งกับเรื่องเขาสองคนอีก ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่เขาสองคนตัดสินใจเอง และไม่ว่าผลจะเป็นยังไง คุณก็ต้องยอมรับ”

“ครับ ผมจะยอมรับและยินดีกับเขาทั้งคู่จากใจจริง”

“แม้ว่าคุณจะอกหักซ้ำอีกครั้งก็ตามงั้นเหรอ”

รชานนท์ยิ้มรับแทนคำตอบ...อลิสาอยากรู้เหมือนกันว่าจะลงเอยยังไง

ooooooo

แม้จะโกรธรชานนท์แต่รวิศก็มาพูดหยั่งเชิงเพื่อลองใจบุษบามินตราเรื่องซื้อแหวนแต่งงาน เขาอยากให้เธอช่วยเลือกโดยนำรูปถ่ายแหวนแบบต่างๆ มาให้ดู ถ้าเลือกได้ก็จะแต่งงานกันทันที

บุษบามินตรารับทราบด้วยท่าทีเนือยๆ ไม่ตื่นเต้นยินดียินร้ายอะไรทั้งนั้น แถมยังก้มหน้าหลบสายตาจนรวิศไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว...

เช้าวันถัดมา พิตะวันทำดีต่อรชานนท์ด้วยการทำอาหารเช้ามาให้กินถึงเตียงนอน ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเธอจะมาไม้ไหนแต่ก็หวั่นใจอยู่ว่าน่าจะมีอะไรแน่ๆ

จริงอย่างที่หวั่นใจ พิตะวันมาทำดีเพื่อจะขอไปเที่ยวรอบโลก แต่รชานนท์ไม่โอเคเพราะมีงานต้องทำ และเขาแนะนำให้เธอกลับไปเรียนต่อ หรือไม่ถ้าว่างมากก็กลับไปดูแลอินทนิลบ้าง พิตะวันฟังแล้วโมโหเผลอตัวแว้ดใส่เขาไปหลายคำ ก่อนจะชะงักรู้สึกตัว ปรับเปลี่ยน น้ำเสียงใหม่เป็นอ่อนหวานเพราะจะยืมเครื่องเพชรใส่ออกงาน

“ตะวันอยากจะขอยืมเครื่องเพชรของคุณแม่คุณมาใช้บ้าง จริงๆตะวันก็ไม่อยากรบกวนนะคะ แต่เพื่อนๆ ตะวันน่ะสิ พูดแต่ว่าอยากจะเห็นเพชรของคุณแม่ คุณรบเร้าให้ขอคุณมาใส่ออกงานบ้าง ตะวันรู้นะคะว่าคุณอาจจะลำบากใจ แต่เชื่อเถอะค่ะ คุณแม่คุณคงจะมีความสุขที่ลูกสะใภ้ได้ใส่เพชรของท่านออกงาน เพชรน่ะยิ่งเจอแสงก็ยิ่งสวย เก็บเอาไว้แต่ในตู้เซฟธนาคารน่าเสียดายแย่นะคะ”

“แต่คุณมีเครื่องประดับเยอะแยะแล้ว”

“ตะวันใส่ซ้ำหมดแล้ว...แล้วงานที่ไปก็เป็นงานใหญ่ด้วย”

“ผมขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน”

รชานนท์พยายามตัดบทแต่พิตะวันไม่เลิกตอแย เดินตามเขาออกมากลางห้อง บอกให้รู้ว่างานมีต้นเดือนหน้า ถ้าได้เห็นของก่อนตนจะได้หาเสื้อผ้าได้ถูก รชานนท์ทำเหมือนไม่ได้ยิน หันไปถามล้ำว่าเตรียมรถไว้หรือยัง ล้ำตอบทันทีว่าเรียบร้อยแล้ว

“วันนี้ผมประชุมดึก ไม่ต้องรอทานข้าวนะครับ”

รชานนท์บอกพิตะวันแล้วเดินออกจากห้อง พิตะวันไม่วายตื๊ออีก ขยับตามมาร้องบอก

“อย่าลืมเครื่องเพชรของตะวันนะคะ”

พอประตูห้องปิดสนิท พิตะวันก็เล่นงานล้ำทันที ชี้นิ้วสั่งให้จัดชุดน้ำชาไว้ต้อนรับเพื่อนไฮโซของตนที่ริมสระน้ำ ล้ำพูดไม่ออก ได้แต่ลอบทำหน้าเซ็ง แล้วก็แอบบ่นงึมงำว่า

“เจอคุณหม่อมว่าเรื่องเยอะแล้วนะ คุณพิตะวันยังเรื่องเยอะมากกว่าอีก ไม่อยากจะเชื่อ เฮ้อ! กรรมของไอ้ล้ำ... เอ๊ะ หรือคุณรชานนท์วะ”

พูดถึงหม่อมมณีฉายขึ้นมา ล้ำครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจโทร.ไปเล่าสถานการณ์เลวร้ายต่างๆที่รชานนท์ต้องรับมือกับพิตะวัน

“คือผมไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ ถ้าอยู่กันไปนานๆ ผมว่าคุณพิตะวันเธอขอนั่นขอนี่จนคุณรชานนท์หมดตัวแน่”

หม่อมมณีฉายฟังแล้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่พอใจพิตะวัน ตอบกลับไปว่า

“ขอบใจมากล้ำที่โทร.มาบอกฉัน แกไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างเอง”

ooooooo

หม่อมมณีฉายตั้งใจมาฉีกหน้าและประจานพิตะวันในงานการกุศลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส โดยให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินซื้อสิ่งของที่เด็กๆทำด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าพิตะวันหน้าใหญ่บริจาคเงินซื้อของชิ้นเล็กนิดเดียวถึงหลักหมื่น แต่หม่อมมณีฉายมาทีหลังดังกว่าขอบริจาคในนามตระกูลสุเรนทรเป็นหลักแสน แถมยังพูดจาถากถางพิตะวันว่าไม่ใช่สุเรนทรเพราะเป็นแค่คู่นอนของ หลานชายตนที่จ่ายเงินให้รายเดือน

พิตะวันตกเป็นขี้ปากของพวกไฮโซช่างเม้าท์ทันที เธออับอายมากถึงขนาดไม่ยอมปล่อยผ่าน วางแผนเอาคืน หม่อมมณีหยาดด้วยการแกล้งประมูลของในกล่องที่ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไรด้วยเงินสองแสน หม่อมมณีฉายมีหรือจะยอมน้อยหน้า เสนอราคาสูงขึ้นไปอีกถึงสามแสน จึงได้ของในกล่องนั้นไป

แต่พอเปิดกล่องเป็นรองเท้าเก่าๆ ซึ่งพิตะวันบอกว่าเป็นของตนเองที่ใช้งานมานานจนเน่า หม่อมมณีฉายโกรธแทบกรี๊ดที่เสียรู้พิตะวันจนต้องบริจาคเงินอีกสามแสน เลยแจ้นไปฟ้องรชานนท์ถึงที่ทำงาน พร้อมกับเตือนให้ ระวังจะโดนพิตะวันสูบเงินทองจนหมดตัว

เสร็จธุระของตน หม่อมมณีฉายกลับออกมาเจอบุษบามินตราที่ทำงานในตึกนี้เช่นกัน สองคนไม่ได้พบ กันนานจึงทักทายและนั่งคุยกันอยู่พักหนึ่ง หม่อมมณีฉายทำให้บุษบามินตราอึดอัดลำบากใจ เพราะหม่อมต้องการให้ เธอแต่งงานกับรชานนท์เพื่อกำจัดพิตะวันให้พ้นไป

บุษบามินตราปฏิเสธว่าตนไม่ได้สำคัญกับรชานนท์ แต่หม่อมมณีฉายยืนยันว่าหลานชายตนรักเธอ...เจอแบบนี้เข้าไปหญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก ก้มหน้านิ่งไปเลย...

แยกจากหม่อมมณีฉายมาแล้ว บุษบามินตราไปหาซื้อของกินหน้าตึกแล้วเผอิญได้ช่วยผู้หญิงคนหนึ่งที่เกือบโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชน และรู้ในเวลาต่อมาว่าเธอคืออลิสาหลานสาวของอินทนิลที่รชานนท์เคยพูดถึง ฝ่ายอลิสาพอรู้ว่าผู้หญิงมีน้ำใจคนนี้คือบุษบามินตราหรือมิ้นต์ ที่รชานนท์หลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ก็รู้สึกประทับใจและแอบชื่นชมในความน่ารักของเธอด้วยเช่นกัน

ตกเย็นกลับบ้านสวน บุษบามินตราเล่าให้รวิศฟังว่าเจออลิสาหลานสาวของอินทนิล เธอน่ารักมาก ถ้ารชานนท์ได้ลงเอยกับเธอคนนี้คงดี แต่รวิศบอกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะรชานนท์มีพิตะวันอยู่แล้ว จากนั้นก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องตัวเอง ถามเธอว่าเลือกแหวนได้หรือยัง บุษบามินตราบอกตามตรงว่ายังไม่ได้เลือก ช่วงนี้งานยุ่งมากไม่มีเวลากระดิกตัวทำอะไรเลย

คำตอบนั้นทำให้รวิศหน้าเศร้าผิดหวัง บุษบามินตรา รีบเปลี่ยนเรื่องชวนเขาดูต้นไม้ในสวนเพื่อให้ลืมเรื่องแหวนไปได้ชั่วคราว

ooooooo

หลังจากไปตกปากรับคำกับชางเรื่องลงทุนทำธุรกิจเครื่องสำอางร่วมกันด้วยเงินก้อนใหญ่ เจริญศรีจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งจำนวนนั้นโดยหวังยักยอกเอาจากอินทนิลที่กำลังป่วยเป็นอัมพาต

เจริญศรีกับกีรติสุดาวางแผนโดยไม่ให้อลิสารู้เห็น ด้วยการแอบนัดน้องๆต่างมารดาของอินทนิลทุกคนไปคุยกัน ข้างนอกเรื่องจะร้องขอต่อศาลให้อินทนิลเป็นบุคคลไร้ความสามารถแล้วให้พวกเราทุกคนเป็นผู้จัดการมรดกแทนอ้างว่าเวลานี้อินทนิลอาการไม่ดีขึ้นและเหมือนจะเป็นบ้า โดยให้พวกพินัยตามมาดูที่บ้านให้เห็นกับตา

ในช่วงเวลาที่อลิสาไม่อยู่สองแม่ลูกจัดฉากได้แนบเนียนให้พวกพินัยแอบดูอยู่นอกห้อง ส่วนตนเองเข้าไปพูดจายั่วยุอินทนิลให้โกรธ จนแสดงอาการฮึดฮัดตวาดไล่ทั้งที่พูดได้ทีละคำ เท่านี้พวกพินัยก็เชื่อสนิท ตกลงจะดำเนินการตามที่เจริญศรีเสนอมา

ยี่สุ่นกับลำพูรู้สึกไม่ชอบมาพากลเพราะแอบได้ยินเจริญศรีคุยกับพวกพินัย เมื่ออลิสากลับมาจึงเล่าให้ฟัง อลิสาตกใจมาก พยายามสื่อสารกับอินทนิลที่รับรู้ทุกอย่างที่เจริญศรีทำ หลังจากนั้นเธอโทร.หารชานนท์เพื่อขอความ ช่วยเหลือ แต่เวลานั้นเขากำลังอาบน้ำ พิตะวันจึงกดรับแต่ไม่ยอมพูดสักคำ ฟังแล้วก็หัวเราะเยาะก่อนจะตัดสายทิ้ง

เมื่อติดต่อรชานนท์ทางโทรศัพท์ไม่ได้ รุ่งขึ้นอลิสาตั้งใจไปพบเขาที่ออฟฟิศ แต่เจอบุษบามินตราหน้าตึกเสียก่อน บุษบามินตราบอกว่ารชานนท์ออกไปพบลูกค้า เธอรับฟังปัญหาของอลิสาด้วยความเห็นใจ และบอกว่าเรื่องกฎหมายกับทนายความปรึกษารชานนท์ดีที่สุดเพราะเขามีทนายความประจำตระกูลที่เก่งมาก

อลิสาเบาใจ ฝากบุษบามินตราช่วยบอกรชานนท์ให้ด้วยเพราะตนคงไม่กล้าโทร.หาเขาอีกแล้ว เมื่อคืนโทร.ไปแต่พิตะวันรับแล้วไม่พูดอะไร เอาแต่หัวเราะตนเลยไม่อยากรบกวนหรือสร้างปัญหาให้รชานนท์

เมื่อรับปากอลิสาไว้แล้ว เย็นนั้นบุษบามินตราจึงต้องรอพบรชานนท์ ทำให้กลับบ้านผิดเวลาจนรวิศที่มารออยู่นานอดซักถามไม่ได้

หญิงสาวพูดความจริงว่ารอรชานนท์ รวิศหน้าเจื่อนทันที แล้วในที่สุดหลังอาหารมื้อนั้นเขาก็ตัดสินใจถามเรื่องแหวนอีกครั้งว่าเธอเลือกได้หรือยัง

บุษบามินตราอึกอักรู้สึกผิด รีบหาทางเลี่ยงบอกว่ายังเลือกไม่ได้ คราวนี้รวิศไม่ปล่อยผ่านเหมือนครั้งก่อน ถามตรงๆว่า เลือกไม่ได้หรือยังไม่อยากเลือก

“ทำไมรวิศพูดแบบนี้ล่ะ รวิศก็รู้ว่ามิ้นต์ทำงานทั้งวัน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เหนื่อย มิ้นต์จะเอาเวลาที่ไหนมาเลือกแหวน”

“แค่เลือกแหวน มิ้นต์ต้องใช้เวลามากขนาดนั้นเลยเหรอ ที่วิศถามไม่ใช่เพราะวิศโกรธ เพียงแต่วิศอยาก ให้เราสองคนพูดความจริงกันสักที”

“ความจริงอะไร”

“ก็ความจริงที่ว่ามิ้นต์ไม่อยากแต่งงานกับวิศน่ะสิ”

“ทำไมวิศคิดอย่างนั้น ถ้ามิ้นต์ไม่อยากแต่ง มิ้นต์จะสัญญากับวิศทำไม”

“ก็เพราะตอนที่มิ้นต์สัญญา มิ้นต์ยังไม่เจอคนที่มิ้นต์รัก แต่ตอนนี้มิ้นต์เจอเขาแล้ว มิ้นต์ก็เลยเพิ่งรู้ตัวว่า ไม่อยากแต่งงานกับวิศ แต่มิ้นต์ไม่อยากทำให้วิศเสียใจ มิ้นต์ก็เลยไม่กล้าบอกความจริงว่ามิ้นต์ไม่ได้อยากแต่งงานแล้ว”

“วิศพูดเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว มิ้นต์จะไปรักใคร”

เขามองหน้าเธอด้วยความรู้สึกเจ็บปวด จำใจต้องพูดความจริงที่ไม่อยากจะพูด “มิ้นต์รักคุณรชานนท์ แล้ว คุณรชานนท์ก็รักมิ้นต์ด้วย...นี่มิ้นต์ไม่ได้แปลกใจ แสดงว่ามิ้นต์รู้อยู่แล้วว่ารชานนท์รักมิ้นต์?”

“ใครจะรักมิ้นต์ มิ้นต์ไม่สน แต่มิ้นต์ไม่ได้รักเขา ถ้ามิ้นต์รักเขาจริง มิ้นต์ก็ต้องยอมแต่งงานตอนที่แม่บังคับให้มิ้นต์แต่งกับเขาแล้วสิ”

“วิศรู้ว่ามิ้นต์ทำไม่ได้หรอกเรื่องนั้น”

“ทำไมถึงจะทำไม่ได้”

“ก็เพราะมิ้นต์ไม่อยากให้คุณรชานนท์ดูถูก แล้วมิ้นต์ไม่อยากทำตัวเหมือนพิตะวันที่พยายามวิ่งจับคุณรชานนท์ด้วย”

เธอเถียงไม่ออก รู้สึกผิดและเสียใจมาก รวิศเป็นห่วงและรักเธอเสมอ จับมือเธอไว้และพูดจากใจว่า

“วิศขอโทษนะมิ้นต์ที่ต้องพูดแบบนี้ วิศไม่ได้โทษ ว่าเป็นความผิดของมิ้นต์ เพราะความรักมันบังคับไม่ได้ จริงๆ วิศทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่พูดอะไรมาก มิ้นต์คงต้องแต่งงานกับวิศอยู่แล้ว แต่วิศไม่อยากให้มิ้นต์ไม่มีความสุข แล้วเราสองคนก็ต้องทรมานใจกันทั้งคู่ ยอมรับความรู้สึกของตัวเองซะ แล้วทำตามที่หัวใจต้องการ สำหรับวิศจะเป็นเพื่อนที่ดีของมิ้นต์เสมอไม่เปลี่ยนแปลง”

สองคนจ้องตากันนิ่งนานด้วยความรู้สึกรัก เสียใจ และเข้าใจที่สุด ก่อนที่บุษบามินตราจะเอ่ยคำขอโทษออกมาทั้งน้ำตา พร้อมสวมกอดรวิศที่กลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน...

ในคืนเดียวกัน พิตะวันทำทีทวงถามเรื่องเครื่องเพชรที่ขอยืมรชานนท์ใส่ออกงาน ทั้งที่วันก่อนเธอแอบเห็นกล่องใส่สร้อยเพชรที่หัวเตียง ตอนแรกตั้งใจจะยืมของแม่เขา แต่พอเห็นสร้อยเส้นนั้นก็ทึกทักเอาเองว่าเขาคงจะเซอร์ไพรส์ตนด้วยการซื้อเส้นใหม่ให้

แต่เปล่าเลย สร้อยเส้นนั้นเป็นของบุษบามินตราที่รชานนท์รับซื้อไว้ เมื่อถามแล้วเขาทำหน้างงๆ ก็เลยไป เอาสร้อยมาใส่อวด รชานนท์ตกใจมากเพราะจะเก็บมันเอาไว้ให้เจ้าของเดิม จึงขอร้องให้พิตะวันถอดออกแล้วตนจะซื้อให้ใหม่

เท่านั้นเอง พิตะวันซักถามเป็นการใหญ่ พอรู้ว่าสร้อยเป็นของบุษบามินตราก็โมโหหึง คาดคั้นเขาว่ารักผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม พอรชานนท์ยอมรับก็ถามว่าแล้วตนล่ะ เขาเคยรักตนบ้างไหม

รชานนท์นิ่งเงียบ แค่นั้นพิตะวันก็ได้คำตอบ เธอเสียใจมากกระชากสร้อยออกจากคอหลุดกระจายแล้ววิ่งร้องไห้ขึ้นไปบนดาดฟ้า!

ooooooo