อาคม ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

อาคม ตอนที่ 6


27 มิ.ย. 2560 08:18
325,370 ครั้ง

อาคม ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

อาคม

แนว:

ดราม่า-แฟนตาซี-สืบสวนสอบสวน

บทประพันธ์โดย:

ชลนิล

บทโทรทัศน์โดย:

ตฤณณา

กำกับการแสดงโดย:

ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์

ผลิตโดย:

บริษัท ทีวีซีน จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

เจมส์ มาร์,ราศรี บาเล็นซิเอก้า

"อาคม" ละเครแนวสืบสวน-แฟนตาซี ได้ "เจมส์ มาร์" ประกบ "มาร์กี้"

ภาพความทรงจำเกี่ยวกับคุณย่าเลือนหาย ทีเกื้อดึงตัวเองจากอดีตทันทีที่รู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ตามลำพัง สัตตบงกชนั่นเอง เธอเห็นรถเขาที่หน้าบ้านเลยแวะมาเพราะยังไม่ถึงเวลานัดกับคุณหญิงอัปสรว่าที่แม่สามี

ท่าทางซึมๆของทีเกื้อทำให้สัตตบงกชเดาว่าเขาคงคิดถึงคุณย่า

“ฉันจำได้ว่าคุณเคยพูดถึงคุณย่าให้ฉันฟังบ่อยๆ”

“ใช่...ตั้งแต่คุณแม่เสีย ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็มีคุณย่าเนี่ยแหละที่คอยดูแลปกป้องผมกับเอื้อ ท่านเป็นเหมือน ทั้งพ่อและแม่สำหรับผม จนคุณย่าเสียเราก็ย้ายออกจากบ้านนี้ทันที คุณเลยไม่เคยเจอท่านกับคุณพ่อผมเลย”

แววตาเข้าอกเข้าใจของเธอทำให้ทีเกื้อสบายใจและไว้ใจมากพอจะพูดถึงคุณย่าต่อ

“คุณย่ามักพูดเสมอว่าท่านไม่ค่อยแข็งแรง คงอยู่ได้ อีกไม่นาน แต่ท่านจะอยู่ส่งเราสองพี่น้องจนถึงฝั่ง เสียดายที่ท่านอยู่ไม่ถึงตอนที่ผมได้เป็นตำรวจ”

“ถ้าท่านเห็นคุณวันนี้ ท่านคงภูมิใจมาก”

สองหนุ่มสาวผสานสายตากันด้วยความเข้าใจ ก่อนที่สัตตบงกชจะได้สติก่อนและชวนเขาไปรอธีรนัฐที่บ้านใหญ่ ทีเกื้อไม่ขัดเพราะต้องอารักขาพ่อตามหน้าที่ แต่คุณหญิงอัปสรกลับไม่คิดเช่นนั้น โวยวายทันทีที่เจอหน้าลูกเลี้ยงหนุ่ม

“ใครอนุญาตให้แกเข้ามาในบ้านนี้!”

สัตตบงกชหน้าเสีย ตั้งท่าจะอธิบายแต่ก็ช้ากว่าทีเกื้อที่ออกตัวปกป้องเธอเต็มที่

“ขอโทษนะครับ...การที่ผมมาทำงานตามคำสั่ง มันผิดตรงไหน และสร้างความเดือดร้อนให้คุณหญิงยังไง”

“ไม่ผิด...แต่ฉันไม่พอใจให้แกมาเหยียบบ้านนี้อีก”

“แต่เผอิญว่าพ่อแท้ๆของผมอยู่ที่นี่ สายเลือดตัดยังไงก็ไม่ขาดหรอกครับ การที่ผมได้ดูแลอารักขาพ่อตัวเองแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่ลูกกตัญญูควรทำไม่ใช่เหรอครับ ความพอใจไม่พอใจของคุณหญิงคงห้ามผมไม่ได้หรอกครับ”

“แก...ไอ้ลูกเมียน้อย ออกจากบ้านฉันไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

แหวจบก็ผลักทีเกื้อ สัตตบงกชเข้าขวางเลยล้มกระแทกพื้น ทีเกื้อจะประคองแต่ก็ช้ากว่าธีรภูมิ โผล่มาขัดจังหวะ แยกแม่ออกจากน้องชายคนละแม่และดูแลคู่หมั้นสาวอย่างอ่อนโยน...

ooooooo

ภาพบาดตาบาดใจระหว่างธีรภูมิกับสัตตบงกชทำให้ทีเกื้องุ่นง่านมาก ทั้งน้อยใจและช้ำใจเพราะยังตัดใจจากเธอไม่ได้ ไม่ต่างจากเอื้อกานต์ที่นั่งจ้องภาพถ่ายเก่าๆของตนกับทรงกลดแฟนหนุ่มผู้ล่วงลับ

ทีเกื้อเห็นแฝดพี่มองภาพแฟนหนุ่มแล้วทำหน้าเศร้า ก็อดถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เอื้อกานต์ถอนใจยาว ก่อนจะบอกว่าทำใจได้นานแล้วแต่ยังคิดถึงทรงกลดไม่เคยเปลี่ยน

“เกื้อก็เก่งนะ...ทำใจเรื่องพี่กลดได้”

“เพราะเอื้อยอมรับความจริงตะหาก...มีพบก็ต้องมีจาก ถ้าเรายอมรับความจริงได้เร็ว มันก็เจ็บไม่นาน ถ้าไม่รู้จักยอมรับมัน ใจมันก็จะเจ็บซ้ำซากเรื่องเดิมไม่ไปไหน”

“เหมือนเกื้อตอนนี้ใช่ไหม ดูสิ...อกหักตั้งนาน ไม่หายซะที หมอช่วยรักษาหน่อยสิ ดามให้หน่อย”

“งั้นขอไปถามหมอกระดูกก่อนก็แล้วกันว่าจะใช้เหล็กดาม...หรือหักมันทิ้งเลยดี”

เอื้อกานต์แหย่แฝดน้องแบบทีเล่นทีจริง ก่อนจะปลอบอย่างจริงจังให้พยายามทำใจเรื่องสัตตบงกช ทีเกื้อรับปากแบบขอไปที ก่อนจะต้องหน้าตึงเมื่อได้ยินสาเหตุที่แฝดพี่นั่งรอเขากลับบ้านจนดึกดื่น

“คุณพ่ออยากไปทำบุญกับเราด้วย แต่ท่านกลัวว่า เกื้อจะไม่ยอม เลยให้พี่มาพูดกับเกื้อ”

“เขาจะอยากไปทำไม เขาเห็นแก่ตัว มีคุณหญิงอยู่แล้ว ยังมาหลอกแม่เรา แม่คงไม่อยากให้เขาไปงานหรอก”

“เกื้อรู้ได้ยังไง เกื้อเป็นแม่เหรอ...นี่มันเป็นเรื่องในอดีต เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เกื้อควรจะลืมได้แล้ว...ทุกข์เปล่าๆ”

คำพูดเตือนสติของแฝดพี่ทำให้ทีเกื้อเถียงไม่ออก เอื้อกานต์เลยถือโอกาสหว่านล้อมต่อ

“เกื้อติดปฏิบัติภารกิจต้องคอยดูแลพ่อ ถ้าพ่อไปทำบุญด้วย เกื้อจะได้ไม่ลำบากใจว่าต้องลางาน”

“ถ้าเอื้อยืนยันแบบนี้ ก็แล้วแต่นะ...ทำไมมีแต่เรื่องที่ฟังแล้วเจ็บเนี่ย...เบื่อจริงๆ”

“ความเบื่อก็มาจากจิตของเกื้อ...”

“พอๆ ฟังเอื้อเทศน์...เกื้อไปวางแผนรับมือคนร้ายวันสัมมนาดีกว่า...”

แม้รู้ดีว่าทีเกื้อจะดูแลพ่ออย่างดี แต่เอื้อกานต์ก็ยังไม่สบายใจ เพราะดันเกิดนิมิตว่าจะเกิดเหตุร้ายกับเดชา คุณหมอสาวระแวงว่าคิมจะลงมืออีกครั้ง เลยวางแผนชวนเขาไปทำบุญครบรอบวันตายแม่ด้วย

คิมยอมรับปากทั้งที่รู้ว่าเป็นแผนของคุณหมอสาว เมื่อแดนรู้เรื่องก็กังวลแทน กลัวแผนเล่นงานเดชาจะเหลว แต่คิมกลับไม่คิดมากเพราะเตรียมแผนสำรองไว้ และเขาจะลงมือคนเดียว ไม่ให้แดนกับฮันเตอร์เข้ามายุ่ง

ฮันเตอร์ไม่พอใจที่ศิษย์เอกไม่ให้ไปด้วย หรือแม้แต่บอกแผนจัดการกับเดชาที่งานสัมมนา แต่เขาก็ไม่ยี่หระ คิดไว้แล้วจะต้องหาทางซ้ำรอยคิมและปลิดชีวิตเดชาให้ได้!

นอกจากธีรนัฐจะขอไปร่วมงานทำบุญกับทีเกื้อและเอื้อกานต์ ธีรภูมิก็ขอตามไปด้วยพร้อมสัตตบงกช

“เห็นคุณพ่อจะแวะไปทำบุญให้แม่เกื้อก่อน พี่เลยอยากไปด้วย เกื้อคงไม่ว่าอะไรพี่นะ”

ทีเกื้อหงุดหงิดอยู่แล้วเรื่องพ่อ ต้องมาอึดอัดเพราะอดีตคนรักอีก แต่ก็ไม่มีทางเลือกต้องยอมแบบเสียไม่ได้

“จะว่าอะไรล่ะครับ...เมื่อก่อนพี่ก็ไปกับผมกับคุณย่าตลอดอยู่แล้ว ส่วนหนูดี...อีกหน่อยเขาก็จะมาเป็นครอบครัวเดียวกับเรา ผมจะได้แนะนำให้แม่ผมรู้จักแฟนพี่ด้วยไงครับ”

สัตตบงกชหน้าเสีย แต่กลบเกลื่อนด้วยการชวนทุกคนขึ้นรถไปบ้านสวนของฝาแฝด ธีรภูมิยิ้มแย้มตอบรับ ก่อนจะไล่คู่หมั้นสาวไปนั่งข้างคนขับคู่กับทีเกื้อ ส่วนตัวเองจะนั่งด้านหลังกับธีรนัฐ...

ooooooo

เอื้อกานต์ล่วงหน้าไปบ้านสวนของแม่กับตา ตั้งแต่เช้าวันเดียวกัน ตาชมกับยายยิ้มคนเฝ้าบ้านออกมาต้อนรับและช่วยคุณหมอสาวเตรียมห้องพักสำหรับแขกจากกรุงเทพฯ ส่วนคิมไม่ได้มาพร้อมคุณหมอสาว แต่โทร.บอกจะตามไปช่วยเตรียมงานตอนเย็นเพราะติดธุระสำคัญ

คิมหลบไปเตรียมงานเล่นงานเดชาในวันงานสัมมนา โดยไม่รู้เลยว่าฮันเตอร์ชิงลงมือตัดหน้าด้วยการวางยาทุกคนบนรถทีเกื้อ ตำรวจหนุ่มเห็นบางอย่างผิดปกติข้างทาง เหมือนมีแก๊งปาหินมาดักเล่นงานเลยลงไปดู แต่ก็ต้องวิ่งกลับรถแทบไม่ทันเมื่อเอื้อกานต์เกิดนิมิตพิเศษบอกว่าทุกคนบนรถกำลังตกอยู่ในอันตราย!

ทีเกื้อวิ่งกลับรถแบบไม่คิดชีวิต พลันต้องเบรกตัวโก่งเมื่อเจอแก๊งปาหินที่ถูกฮันเตอร์สะกดจิตมาอีกทีดักหน้า ตำรวจหนุ่มรีบจัดการแก๊งปาหินในไม่กี่อึดใจ พร้อมกับกลุ่มควันดำที่ลอยออกจากร่าง!

กว่าทีเกื้อจะถึงรถ ทุกคนก็สลบไสลไม่ได้สติแล้ว ตำรวจหนุ่มรีบเอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้ทุกคนและรีบพาไปบ้านสวนเพื่อให้แฝดพี่ดูอาการ เอื้อกานต์รออยู่แล้วและปฐมพยาบาลทุกคนจนพ้นขีดอันตราย แต่สัตตบงกชดูจะอาการหนักกว่าเพื่อนเพราะนั่งข้างคนขับทำให้ได้รับผลจากยาสะกดจิตมากกว่าทุกคน

เอื้อกานต์บงการให้แฝดน้องอุ้มสัตตบงกชไปพักในห้องของเธอ ทีเกื้อปฏิเสธเพราะไม่อยากรู้สึกผิดต่อธีรภูมิ แต่แฝดพี่ก็หว่านล้อมจนต้องยอมในที่สุด แล้วเขาก็ได้ค้นพบความลับของเธอที่ยังเก็บแหวนของเขาไว้ ทีเกื้อต้องเก็บความข้องใจเรื่องแหวนไว้ก่อน และหันมาสนใจเรื่องเหตุร้ายวางยาสลบบนรถแทน

“พวกแก๊งปาหิน...มันคงเอายาอะไรสักอย่างผูกกับก้อนหิน พอยาแตกใส่กระโปรงรถ มันเลยระเหยเข้าไปในรถได้ น้ำยาตัวนี้แหละ...เอื้อรู้จักไหม...เกื้อว่าน่าจะเป็นฝีมือคนร้ายรายเดิมแน่ๆ”

เอื้อกานต์รับกระดาษทิชชูที่แฝดน้องเก็บน้ำยาสีเขียวบนกระโปรงรถมาดมแล้วส่ายหน้า

“เป็นไปได้ไหมว่าเหยื่อรายต่อไปจะเป็นคุณพ่อ”

“ก็ไม่แน่นะ...แต่ไม่น่าใช่ คนร้ายอาจเข้าใจผิดว่ารถคันนี้เป็นของเดชามากกว่า เพราะทีมของนภก็ใช้รถรุ่นนี้”

เหตุร้ายที่เกิดกับพวกทีเกื้อรู้ถึงหูเดชาในเวลาต่อมา เจ้าของห้างดังย่ามใจมาก เพราะเชื่อว่าชายสวมหน้ากากเปลี่ยนเป้าหมายจากเขาเป็นธีรนัฐ ฮันเตอร์ เฝ้ามองอยู่แล้วจากมุมไกลๆเลยคิดจะสั่งสอน!

ภาพอดีตอันโหดร้ายที่เมียและลูกของฮันเตอร์ถูกเกริกภพฆ่าตายทำให้ฮันเตอร์กัดกรามแน่น ก่อนจะใช้จังหวะที่เดชาใช้ห้องเซาน่าร่ายอาคมทำให้ร้อนผ่าว ทั้งตัวและล็อกประตู!

เดชาหน้าซีดเผือด คิดว่าต้องตายอย่างน่าอนาถในห้องเซาน่า ฮันเตอร์สะใจมาก เร่งท่องอาคมให้เร็วและรุนแรงขึ้น แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง เมื่อมีพนักงานมาเปิดประตู เดชาเลยรอดตายหวุดหวิด...

ooooooo

ระหว่างที่เดชาทนทุกข์ทรมานเพราะอาคมของฮันเตอร์ คณะของทีเกื้อก็อาการดีขึ้นมาก ธีรนัฐกับธีรภูมิฟื้นจากยาสลบแล้ว คงมีเพียงสัตตบงกชที่นอนไม่ได้สติในห้องของเอื้อกานต์ แต่รอไม่นานสัตตบงกชก็ฟื้นและมาสมทบทุกคน ทีเกื้อเลยถือโอกาสถามถึงเรื่องราวทั้งหมด

“เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ผมลงจากรถ”

ธีรภูมิเล่าแทนทุกคน “พอเกื้อออกไปได้สักพักก็มีกลิ่นเหม็นลอยเข้ามากับแอร์ พี่แล้วก็ทุกคนก็เริ่มหายใจติดขัด กำลังจะเปิดประตูออกมาข้างนอก แต่ก็หน้ามืดวูบไปซะก่อน รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”

“คงเป็นยาสลบที่ติดมากับก้อนหิน ยาคงมีฤทธิ์แรงมาก ถึงทำให้ทุกคนเป็นได้ถึงขนาดนี้”

ทีเกื้อหมายถึงก้อนหินที่แก๊งปาหินขว้างมาหน้ากระจกรถเพื่อก่อกวน เอื้อกานต์สงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของคิม แต่ไม่ทันได้สะระตะ เจ้าตัวที่เธอนึกถึงก็โผล่มา ใบหน้าของแขกคนล่าสุดของบ้านสวนทำให้ทีเกื้อพูดไม่ออก และแทบทนรอไม่ไหวจะได้อยู่ตามลำพังกับแฝดพี่

“หน้าเขาเหมือนพี่กลดจริงๆด้วย”

“ตอนแรกเอื้อก็คิดแบบนั้น แต่ไม่ใช่แน่ๆ เอื้อลองใช้จิตสัมผัสดูแล้ว ความรู้สึกต่างจากพี่กลดมาก”

“ไม่ต้องใช้จิตสัมผัสหรอก ดูแค่บุคลิก ลักษณะ ท่าทาง การพูด...เกื้อก็ว่าไม่ใช่”

“พี่กลดตายไปแล้ว เราก็รู้ชัดเจน...มันคงไม่มีปาฏิหาริย์อะไรให้เขาฟื้นมาได้หรอก”

“ถึงเขาจะไม่ใช่พี่กลด แต่เกื้อรู้สึกติดใจบางอย่างกับผู้ชายคนนี้บอกไม่ถูก พูดถึงก็มาแล้ว...งั้นเกื้อไปก่อนนะ”

คิมอึดอัดที่ต้องอยู่ท่ามกลางครอบครัวฝาแฝด เหตุร้ายบนรถทำให้บรรยากาศอึมครึมและเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูก เอื้อกานต์ที่พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวระแวงว่าเขาอาจเป็นคนทำร้ายพ่อเลยงอนไม่ยอมพูดด้วย ท่าทางของคุณหมอสาวทำให้คิมรีบตามไปเคลียร์ แล้วก็ต้องผงะเมื่อเธอเปิดฉาก

“ฉันรู้แล้วว่าคุณเป็นใคร...แต่ที่ไม่พูด แกล้งทำเป็นไม่รู้เพราะคิดว่าคุณจะหยุด...ที่พ่อฉันเป็นแบบนี้เพราะฝีมือคุณใช่ไหม คุณสะกดจิตแก๊งปาหินมาทำร้ายพ่อฉัน”

“ไม่ใช่...ผมไม่ได้เป็นคนทำ ถ้าหมอไม่เชื่อก็ลองอ่านใจผมดูสิ...หมอทำได้ไม่ใช่เหรอ”

พูดจบก็สบตาวัดใจกับคุณหมอสาว เอื้อกานต์จ้องไม่นานก็เขิน หลบตา

“ไม่ใช่ฝีมือคุณจริงๆเหรอ”

“อาจจะเป็นแก๊งปาหินจริงๆก็ได้”

“ฉันจะลองเชื่อใจคุณดู...ที่ผ่านมาคุณอ่านใจฉันตลอดเลยเหรอ แบบนี้ก็รู้หมดสิว่าฉันคิดอะไรบ้าง”

“รู้ทุกเรื่องที่หมอว่าผมในใจ...”

เอื้อกานต์อายมากเพราะเคยนินทาเขาในใจหลายรอบ คิมไม่ถือสา ชอบใจด้วยซ้ำที่ปรับความเข้าใจกับเธอได้...

ooooooo

หลังแยกจากแฝดพี่ ทีเกื้อก็แวะไปกราบคุณตาในห้องพระ ภาพใบหน้าดุดันของดาบอินตาแท้ๆของฝาแฝดไม่ได้ทำให้ตำรวจหนุ่มนึกกลัว แต่รักและคิดถึงเหมือนที่เคยมาตลอด

“ผมรู้ว่าตาไม่ชอบพ่อมาก แต่วันนี้ผมพาพ่อมาค้างที่นี่ คุณตาอย่าโกรธผมนะครับ”

ธีรนัฐพ่อแท้ๆของฝาแฝดเป็นลูกเขยที่ดาบอินไม่เคยยอมรับ และประกาศกร้าวให้เลิกรากับนวลลูกสาวคนเดียว ทีเกื้อยังจำได้...พ่อเคยมาเยี่ยมเขากับเอื้อกานต์แต่ตาไม่ให้พบ

“ให้โอกาสให้ผมได้เจอลูก ได้ดูแลลูกแล้วก็นวลเถอะนะครับ”

“ไม่จำเป็น...ลูกกับหลานฉัน ฉันดูแลเองได้”

“แต่นวลเป็นเมียผมนะครับ”

“เมียเหรอ...แกหลอกลวงลูกสาวฉัน ทำลูกสาวฉันท้อง ทั้งที่ตัวเองมีเมียแล้ว ฉันไม่เอาปืนไล่ยิงก็บุญแล้ว”

“ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะหลอกนวลเลย ผมรักนวลจริงๆ”

“ถ้ารักลูกสาวฉันจริง ก็ช่วยเลิกติดต่อ แกคงไม่อยากให้คนที่แกรักขึ้นชื่อว่าเป็นเมียน้อยแย่งสามีคนอื่นใช่ไหม”

ธีรนัฐหน้าเสียเถียงไม่ออก ดาบอินเลยหันไปปรามนวลลูกสาวและแม่แท้ๆของฝาแฝดบ้าง

“เราก็เหมือนกัน...ผิดครั้งแรกเพราะเราไม่รู้...พ่อไม่ว่า แต่ตอนนี้รู้ว่าเขามีเมียแล้ว ถ้ายังไปยุ่งกับเขาอีกก็เท่ากับเป็นชู้ พ่อจะไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวของพ่อเป็นชู้กับใคร!”

ทีเกื้อดึงตัวเองจากอดีต ครั้งนั้นคือครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่าพ่อมีภรรยาอีกคนซึ่งก็คือคุณหญิงอัปสรแม่เลี้ยงคู่ปรับ ตำรวจหนุ่มถอนใจยาวเมื่อคิดถึงเรื่องตัวเอง...เรื่องพ่อก็แย่แล้ว แต่เรื่องอดีตคนรักก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน

“ผมกำลังไปชอบคนที่เขามีเจ้าของอยู่แล้วเหมือน กับแม่...ผมควรทำยังไงดีครับ ทั้งเรื่องความรัก เรื่องงาน ไม่มีอะไรดีสักอย่าง คนร้ายผมก็ยังตามจับไม่ได้ ท่านรองเล่าว่าคุณตาเก่งมาก มีวิชาอาคม...ถ้าคุณตาอยู่คงช่วยผมได้เยอะ”

พูดพลางส่งสายตาขอความเห็นใจไปที่ภาพคุณตา พลันก็เกิดลมพัด...สมุดเล่มหนึ่งหล่นจากชั้น ทีเกื้อเอื้อมมือ ไปหยิบแล้วก็สะดุดกับชื่อบนหน้าปกที่เขียนด้วยลายมือของคุณตาว่าอาคม!

ขณะที่ทีเกื้อขะมักเขม้นกับตำราอาคมของคุณตา ธีรนัฐก็เพลิดเพลินกับภาพถ่ายของนวล...ภรรยาอีกคนและแม่ของฝาแฝดในห้องของเธอ แต่ฤทธิ์ยาสลบก็ทำให้เขายังอ่อนเพลีย ผล็อยหลับในที่สุด

ภาพลานโล่งปรากฏในห้วงความฝัน ธีรนัฐกวาดตามองรอบตัว ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นนวล เธอเดินมาหาเขาช้าๆ และปล่อยให้เขาจับมือด้วยท่าทีสงบเหมือนคนที่ปล่อยวางแล้ว

ธีรนัฐดีใจมากที่ได้เจออดีตภรรยาผู้ล่วงลับ รู้สึกผิดกับเธอเหลือเกินที่ไม่เคยรับผิดชอบหรือดูแลเธอได้

“ผมขอโทษ...ถึงผมจะไม่ได้บอกว่ามีภรรยาแล้ว แต่ความรักที่ผมมีให้คือความจริง ผมไม่เคยหลอกคุณ เลยนะ”

“ฉันรู้ว่าคุณรักฉันมาก แต่ฉันก็ต้องออกจากชีวิตคุณ เพราะฉันรักคุณ ฉันไม่อยากทำลายครอบครัวคุณ”

“ผมรู้ว่าความสัมพันธ์ของเรามันผิด แต่ผมก็หักห้ามใจไม่ได้จริงๆ...ผมขอโทษ”

“คุณหญิงเป็นคนที่จะสามารถสนับสนุนหน้าที่การงานของคุณได้ คุณต้องดูแลเธอให้มากๆนะคะ”

“ทำไมผมไม่เจอคุณก่อนที่แม่จะบังคับให้ผมแต่งงาน...ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน”

“ฉันตั้งใจจะมาเตือนคุณ คุณต้องระวังตัวด้วยนะคะ...อย่าประมาท รักษาตัวให้ดี...”

ooooooo

คำเตือนจากนวลทำให้ธีรนัฐกังวลอย่างบอกไม่ถูก เอื้อกานต์มาเชิญไปกินข้าวก็ขอตัวพักผ่อนดื้อๆ ทีเกื้อไม่ได้สนใจพ่อนัก มัวช้ำใจเมื่อเห็นธีรภูมิเอาใจใส่สัตตบงกชอย่างดี

“ดูพี่จะรักหนูดีมากเลยนะครับ”

“หนูดีน่าสงสาร...โดนที่บ้านบังคับให้แต่งงานกับพี่ พี่อยากดูแลเขาให้ดีที่สุด”

“โดนบังคับเหรอครับ”

“ใช่...ตอนนั้นบ้านหนูดีเป็นหนี้คุณแม่ พ่อหนูดี เสียชีวิตกะทันหันเลยทำให้ธุรกิจขาดทุน”

ทีเกื้อถึงกับอึ้งไป ธีรภูมิไม่ทันสังเกตท่าทางผิดปกติ ของน้องชายคนละพ่อ แต่ไว้ใจมากพอจะเล่าความเป็นมาของคู่หมั้นสาวที่ต้องเสียสละเพื่อความสุขของคนอื่นรอบตัว

ครอบครัวของสัตตบงกชเป็นหนี้ก้อนโตหลังจากพ่อตาย และเธอต้องรับผิดชอบ หากไม่อยากให้บ้านถูกยึด ครั้งแรกเธอไม่เชื่อแต่แม่ก็ช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“บ้านเราเป็นหนี้ขนาดนี้ได้ยังไงคะ ก่อนหน้าบริษัทเราก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย”

“ใครว่าล่ะ...บริษัทเราขาดทุนมานานแล้ว แต่ที่อยู่รอดมาได้เพราะพ่อแกไปยืมเงินคุณหญิงมาหมุนตะหาก”

“ใจเย็นๆนะคะแม่ หนูดีจะทำงานใช้หนี้คุณพ่อให้เองค่ะ”

“เงินเดือนนักข่าวน่ะเหรอ ชาติไหนจะใช้หมด คุณหญิงยื่นข้อเสนอให้แกแต่งงานกับคุณภูมิแล้วจะยกหนี้ให้”

“ไม่ได้นะคะคุณแม่”

“ถ้าแกไม่อยากให้บ้านเราโดนยึด ให้ครอบครัวโดนฟ้องล้มละลาย ทำให้ตระกูลเก่าแก่ของเราต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แกก็ต้องแต่งงานกับคุณภูมิซะ จะได้ล้างหนี้ให้ครอบครัวเรา”

ไม่ใช่แค่สัตตบงกชที่แทบช็อกเมื่อได้ยินข้อเสนอจากแม่ ธีรภูมิก็มีอาการไม่ต่างกัน

“แกก็สนิทกับหนูดี ทำงานด้วยกัน หนูดียอมรับแกได้ทุกอย่าง ไม่มีใครเหมาะกับแกมากกว่าหนูดีอีกแล้ว”

“แต่ผมกับหนูดี...เรารักกันแบบพี่น้องนะครับ”

“ตอนนี้เป็นพี่น้อง อยู่กินกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง...

ไม่รู้แหละ ยังไงแกก็ต้องแต่ง!”

“ไม่ครับ...ผมไม่แต่ง! แม่อยากให้ผมต้องทรมานไปตลอดชีวิตเหรอครับ”

“แต่ภูมิก็ต้องเห็นแก่หน้าแม่เหมือนกัน หนูดีมาจากตระกูลเก่าแก่ แต่งงานกับหนูดี...ครอบครัวเราจะได้เชิดหน้าชูตาไปด้วย นี่เป็นทางเดียวที่แม่จะไม่อายใคร แม่จะไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด”

ทีเกื้อได้ฟังเรื่องราวของอดีตคนรักจากธีรภูมิก็หน้าซีด รู้สึกผิดและเสียใจกับเธอที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ธีรภูมิไม่ทันเห็นท่าทางผิดสังเกตของน้องชายคนละพ่อ แต่เล่าเรื่องการตัดสินใจของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“คุณแม่เห็นว่าหนูดีมีชื่อเสียง มาจากครอบครัวที่ดี พี่คิดว่าแต่งงานกับหนูดีก็ดีกว่าแต่งกับคนอื่น พี่เลยเลือกจะแต่งกับหนูดีทั้งที่รู้ว่าหนูดีมีแฟนอยู่แล้ว หนูดีต้องทำเพื่อครอบครัวเลยยอมมาแต่งงานกับพี่เพื่อล้างหนี้”

แต่ถึงจะสงสารแค่ไหน ทีเกื้อก็อดน้อยใจอดีตคนรักไม่ได้ที่ตัดสินใจทิ้งเขาโดยไม่บอกความจริง

“น่าสงสารตรงไหน เขาทิ้งแฟนแล้วเลือกเงินนะครับ”

“ไม่หรอก...ตอนแรกหนูดีมาหาพี่ ขอให้พี่ปฏิเสธการแต่งงานเพราะหนูดีรักแฟนมาก หนูดีเล่าเรื่องทุกอย่างให้พี่ฟัง แต่พี่เองเนี่ยแหละที่เห็นแก่ตัว....กล่อมจนหนูดีต้องเลิกกับแฟน”

ooooooo

ความจริงจากธีรภูมิทำให้ทีเกื้อไม่กล้าสู้หน้าอดีตคนรัก สัตตบงกชก็ไม่พยายามสบตาเพราะอึดอัดใจที่ต้องอยู่ท่ามกลางอดีตคนรักและคู่หมั้นหนุ่ม แต่ตาชมกับยายยิ้มก็ทำเสียเรื่องจนได้ เมื่อทั้งสองแซวทีเกื้อเรื่องแฟนสมัยเรียนที่สัญญาจะพามาบ้านสวน สัตตบงกชหูผึ่งแล้วเกือบกลั้นยิ้มไม่อยู่เมื่อได้ยินธีรภูมิเย้าทีเกื้อ

“ขนาดนี้แปลว่ารักจริงนะเนี่ย คนอย่างหมอนี่... ถ้าไม่มั่นใจว่ารัก ไม่คิดพามาไหว้คนที่รักที่สุดหรอก”

“ยายก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เกื้อบอกว่าเป็นผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข อยากปกป้องไปตลอดชีวิต”

ยายยิ้มพูดตามที่จำได้ ทำเอาสัตตบงกชหน้าแดงแต่ยายยิ้มคงไม่ทันมอง

“แล้วทำไมช่วงนี้เงียบไปล่ะ ไม่เห็นพูดถึงเลย”

“ผมเลิกกับเขาแล้วครับ เขาเจอผู้ชายที่ดีกว่าก็เลยทิ้งผมไป”

เอื้อกานต์เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดเลยเปลี่ยนเรื่องช่วยแฝดน้อง แต่กลายเป็นตัวเองต้องพูดไม่ออกแทน เมื่อถูกธีรภูมิถามถึงทรงกลดแฟนหนุ่มผู้ล่วงลับ ตาชมกับ ยายยิ้มเงียบกริบ เช่นเดียวกับทีเกื้อ ธีรภูมิสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆเลยนึกรู้ว่าถามผิดเรื่อง แต่เอื้อกานต์ก็คลี่คลายความรู้สึกผิดของเขาด้วยการเอ่ยเสียงเรียบ

“ตาชมยายยิ้มเขากลัวพูดถึงแล้วเอื้อจะเสียใจค่ะ แฟนเอื้อเขาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว”

“เสียใจด้วยนะเอื้อ”

“เอื้อทำใจได้แล้วค่ะ”

“ทำใจได้...แต่ทำไมถึงไม่คิดจะมีแฟนใหม่ซะที”

“เอื้อเขาบอกว่าชาตินี้เขาจะครองตัวเป็นแม่ชี... จะไม่รักใครอีก” ทีเกื้อเย้าแฝดพี่ขำๆ

“เว่อร์ไปแล้ว พี่แค่ยังไม่เจอคนที่ดีอย่างเขาก็เท่านั้น”

คิมที่นั่งฟังอยู่ด้วยตาวาวด้วยความชอบใจ แต่ไม่ทันถามอะไร ธีรภูมิก็โพล่งขึ้นยิ้มๆ

“แปลว่าแฟนเก่าเอื้อคงต้องหล่อและดีพร้อมมากแน่ๆ”

ยายยิ้มเป็นฝ่ายตอบแทนด้วยน้ำเสียงภูมิใจนักหนา “พ่อทรงกลดทั้งหล่อ ทั้งเป็นคนดี ครอบครัวก็ดี แถมยังรักหนูเอื้อมากด้วย...จะว่าไปก็หน้าคล้ายๆพ่อหนุ่มคนนี้เลย...หรือว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะไม่ใช่เพื่อนซะแล้ว”

พูดพลางปรายตาไปทางคิม เอื้อกานต์เขินมากรีบแก้ตัวทันควัน

“เพื่อนจริงๆค่ะ...ไม่มีอะไร”

เอื้อกานต์กับคิมมองหน้ากันเขินๆ ต่างจากคู่ทีเกื้อกับสัตตบงกชที่กระอักกระอ่วนใจมาก แต่กระนั้น...เรื่องดีๆ

ของกันและกันก็ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้าเลือนหาย และเมื่อสบโอกาสได้อยู่กันตามลำพัง เธอก็ไม่รอช้าจะชวนคุย

“ใจลอยไปไหน”

“คิดถึงตอนที่เราเคยคบกันน่ะ”

“เพิ่งรู้ว่าตอนนั้นฉันเป็นนางฟ้าของคุณ”

“มันก็เป็นแค่อดีต”

“ตอนคบกัน...ฉันไม่เห็นรู้สึกเลยว่าคุณชอบฉันขนาดนี้”

สัตตบงกชแซวยิ้มๆ ก่อนจะหน้าเจื่อนเมื่อเขาเปิดฉากถามตรงๆ

“ทำไมตอนนั้นถึงไม่บอกปัญหาที่บ้านให้ฟัง ทำไมถึงเลือกจะโกหกว่าไม่รักกัน ปล่อยให้เข้าใจผิดตั้งนาน”

“คุณรู้ได้ยังไง...ตอนนั้นฉันมีทางเลือกแค่สองทาง คือซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง ไม่ยอมทำร้ายหัวใจคนที่ตัวเองรัก กับสองเป็นลูกที่ดี ไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจ ทำหน้าที่ทายาทที่ดี รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ถ้าเป็นคุณ...คุณจะทำยังไง”

ทีเกื้อถึงกับตอบไม่ถูก แต่เพียงไม่นานก็ตั้งสติได้ถามอีกเรื่องที่คาใจ

“แล้วตอนนี้ล่ะ...คุณรู้สึกยังไง ทำไมถึงยังเก็บแหวนผมไว้”

“ฉันว่าอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ยังไงเรื่องของเรามันก็ไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วล่ะ”

“ผมขอโทษ...ผมรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมก็ยังอยากรู้ความจริง”

“รู้ไปแล้วได้อะไร”

“นั่นสิ...รู้ไปแล้วได้อะไร ยังไงผมก็ไม่มีทางทำร้ายพี่ชายที่ตัวเองรักเหมือนกัน”

สองหนุ่มสาวมองหน้ากันเครียดๆ ก่อนจะถอนใจยาวให้แก่ชะตากรรมความรักของตน โดยไม่รู้เลยว่า

ธีรภูมิแอบมองทั้งสองด้วยความสนใจจากมุมไกลๆ...ไม่รู้ว่าไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไหร่

ooooooo

ระหว่างที่ทีเกื้อกับสัตตบงกชเคลียร์ใจ เอื้อกานต์ ก็นั่งมองหน้าคิมที่มาช่วยเตรียมของทำบุญด้วยแววตา เพ่งพินิจ อากัปกิริยาหลายอย่างของเขาชวนให้คิดถึง ทรงกลดอดีตคนรักผู้ล่วงลับของเธออย่างประหลาด

คิมเห็นคุณหมอสาวจ้องหน้าเขาก็อดไม่ได้จะแกล้งถาม

“แฟนคุณหน้าเหมือนผมมากเลยเหรอ...แล้วคุณลืมเขาได้รึยัง”

“ฉันทำใจได้แล้ว...ไม่เสียใจ แต่ฉันไม่มีวันลืมเขาหรอก”

“แต่เขาตายไปแล้ว คุณจะจำเขาไว้ทำไม”

“ไม่รู้สิ...ถึงพี่กลดจะตาย แต่เขาไม่เคยตายจากความ ทรงจำฉัน ฉันยังจำทุกความทรงจำระหว่างเขากับฉันได้ เขาเป็นรักแรกของฉัน...เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเรียน กฎหมาย...”

เอื้อกานต์ยิ้มบางๆเมื่อคิดถึงคนรัก ภาพในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนทำให้อดพูดถึงทรงกลดไม่ได้

“เขาเป็นคนดี รักความถูกต้องมาก เชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ถ้าเขายังอยู่ก็คงทำงานช่วยเหลือคนที่โดนเอาเปรียบอย่างที่ฝันไว้เหมือนกับคุณแหละ ต่างจากคุณตรงที่เขาจะไม่ทำร้ายใคร แต่เขา จะใช้กฎหมายจัดการกับพวกคนชั่วแทน”

คิมได้ฟังก็หน้าเจื่อน รู้สึกผิดแต่เขาก็ถอยไม่ได้แล้ว และเอื้อกานต์ก็พอเดาได้ ทิ้งท้ายเสียงเรียบ

“ฉันเองก็เบื่อจะขอร้องให้คุณหยุดแล้ว แต่ฉันอยากให้คุณลองคิดดูดีๆว่าคุณมีความสุขไหมตอนเกริกภพตาย...แล้วพอเกริกภพตายไป มันมีอะไรดีขึ้นบ้างไหม สังคมดีขึ้นรึเปล่า คนที่เคยถูกเกริกภพทำร้าย มีความสุขหรือมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้างไหม ทุกอย่างในสังคมมันก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ดี”

คำพูดทิ้งท้ายของเอื้อกานต์ทำให้คิมลังเลเรื่องใช้อาคมเล่นงานเดชาอีกครั้ง ฮันเตอร์ที่มาแอบดูศิษย์เอกจากมุมลับตาเคืองมาก และหมายมั่นปั้นมือจะลงมือจัดการเอง!

หลังช่วยกันเตรียมของทำบุญ เอื้อกานต์ก็พาคิมไปพัก เขาต้องนอนบนชานบ้านคืนนี้ คุณหมอสาวเลยจะช่วยกางมุ้งโดยมีเขาเป็นลูกมือ และท่าทางของเขาก็ทำให้เธอคิดถึงทรงกลดอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะ ตอนที่เธอกับเขาช่วยกันกางมุ้งเป็นครั้งแรกจนกลิ้งไปนอนกอดกันบนพื้น

เอื้อกานต์ยังจำได้ดี ทรงกลดมองหน้าเธอผ่านมุ้งที่คลุมตัว ทำให้เห็นหน้าไม่ชัด

“พี่ไม่อยากให้มีมุ้งตอนนี้เลย...พี่มองเห็นหน้าเอื้อไม่ชัด พี่อยากเห็นหน้าเอื้อชัดๆ”

สองหนุ่มสาวคงจูบกันแล้ว ถ้าจะไม่มีเสียงจิ้งจกร้องทักจนผละจากกันเสียก่อน เอื้อกานต์ดึงตัวเองจาก ภวังค์ หลังจากนั้นหน้าแดงด้วยความเขินอายเมื่อคิดถึงอดีตแสนหวาน คิมสังเกตเห็นท่าทางนั้นและอดเย้าไม่ได้ปลื้มใจมากที่ได้ใกล้ชิดเธอ แต่ก็กลัวใจตัวเองจะถลำลึกและทำให้เธอเสียใจกว่าเดิม

ขณะที่คิมกับเอื้อกานต์ต่อสู้กับหัวใจตัวเอง ทีเกื้อก็ขะมักเขม้นกับการอ่านตำราอาคมของดาบอิน และทดลองคาถาต่างๆที่คุณตาบันทึกไว้ แต่ที่ทำให้เขาสนใจมากสุดคงเป็นหน้าที่พูดถึงวิธีการตามหาอาคม

“วิธีการตามที่มาของอาคม...หากผู้ใช้อาคมฝ่ายตรงข้ามปล่อยของมา เราสามารถฉวยโอกาสนี้ ตามแหล่งอาคมกลับไป วิธีนี้จะสามารถทำให้เห็นหน้าของผู้ปล่อยของและสถานที่ที่ปล่อยของออกมาได้”

ทีเกื้อมุ่งมั่นจะตามหาตัวชายสวมหน้ากากให้ได้ เพราะเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนร่ายอาคมทำร้ายเหยื่อในคดีก่อนๆ โดยไม่รู้เลยว่าเวลาเดียวกันนั่นเอง มีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาถึงชานบ้านสวน!

ฮันเตอร์นั่นเองที่แวะมา คิมยังไม่รู้ตัวเพราะเพิ่งตื่นจากฝันร้ายเพราะถูกวิญญาณที่เคยเล่นงานรังควาน

“ทำไมชอบฝันซ้ำๆแบบนี้นะ”

“เพราะมันคือจิตใต้สำนึกของแกไง แกลังเลที่จะจัดการเหยื่อใช่ไหม...”

ooooooo

คำถามของฮันเตอร์ทำให้คิมถึงกับอึ้ง แม้จะไม่แปลกใจที่อาจารย์หนุ่มใหญ่รู้ทัน แต่ก็เลือกจะเงียบไม่ตอบคำถามนั้น ท่าทางนั้นทำให้ฮันเตอร์โกรธจัด แต่พยายามข่มอารมณ์และหว่านล้อมศิษย์เอกอีกรอบ

“แกรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงช่วยแกออกมาจากเครื่องบินวันนั้น...เพราะฉันเห็นแววตาที่สิ้นหวังของแก แววตาของคนที่ถูกเอาเปรียบ แววตาของคนเกลียดความอยุติธรรมในสังคม หมดศรัทธากับกฎหมาย แววตาแบบนี้แหละที่ฉันตามหา...คนที่จะมารับหน้าที่ทำงานแทนฉันได้”

“ผมทราบครับ...และผมก็ยินดีจะทำงานให้อาจารย์เหมือนเดิม แต่ที่ผมลังเลเพราะผมไม่อยากฆ่าใครอีก ผมไม่อยากจมอยู่กับฝันร้ายซ้ำซากแบบนี้แล้ว”

“จำวันที่แกมาขอเรียนวิชาจากฉันเพราะอยากจะล้างแค้นให้พ่อได้ไหม...ตอนนั้นฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าเลือกทางนี้ ชีวิตแกก็จะเปลี่ยน แกจะกลายเป็นผู้ก่อกรรมร้าย และแกก็ยืนยันจะเลือกทางนี้”

คิมหรือทรงกลดพยักหน้ารับ จำเงื่อนไขการฝึกอาคมได้ดี แต่สถานการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาและคำพูดเตือนสติของเอื้อกานต์ก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจ และฮันเตอร์ก็รู้ดี ประกาศย้ำเสียงเข้ม

“อย่าให้อะไรทำให้จิตใจแกหวั่นไหว กว่าแกจะฝึกมาจนถึงวันนี้ได้ไม่ใช่ง่ายๆ คิดถึงหน้าพ่อแม่แกตอนที่ตายไว้ แกเลือกทางนี้แล้ว จะหันหลังกลับไม่ได้ แกจะต้องลืมชีวิตในอดีตของแกให้หมด ลืมว่าตัวเองเคยเป็นทรงกลด ตอนนี้ทรงกลดตายไปแล้ว...เหลือแค่คิมเท่านั้น!”

คำพูดของอาจารย์ทำให้คิมฮึกเหิมอีกครั้ง แต่ก็ต้องหวั่นไหวในเช้าวันต่อมาเมื่อได้ยินคำเทศนาของหลวงพ่อ ตอนที่ครอบครัวของฝาแฝดแวะไปทำบุญให้นวลแม่แท้ๆ ที่วัด

“สัตว์โลกทุกคนมีกรรมของตัวเอง จงอย่าเอาตัวเองไปผูกกับกรรมของใคร...ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของกฎแห่งกรรมเถอะนะโยม”

คิมรู้ตัวดีว่าหลวงพ่อตั้งใจพูดกับเขา แต่ภารกิจของอาจารย์หนุ่มใหญ่และความแค้นที่พ่อแม่ถูกฆ่าตายก็ทำให้เขาถอยไม่ได้ เช่นเดียวกับทีเกื้อที่ทิฐิไม่ยอมพูดดีๆกับธีรนัฐ พยายามเลี่ยงไม่ยอมอยู่ใกล้ถ้าไม่จำเป็น

“เมื่อไหร่เราจะพูดกับพ่อดีๆซะที”

“คงต้องรอให้ผมลืมเรื่องที่พ่อเคยทำไว้กับผมและแม่ก่อน”

“พ่อรู้ว่าพ่อทำผิดต่อแม่เรา แต่พ่อก็พยายามชดเชยให้เท่าที่พ่อคนหนึ่งจะทำได้ ทำไมเราถึงไม่เคยเข้าใจพ่อ”

“ผมก็พยายามเข้าใจพ่อ แต่ตลอดเวลาที่ผมอยู่บ้านพ่อ ผมโดนภรรยาพ่อดุด่า ดูถูกแม่ต่างๆนานา พ่อทำอะไรบ้างครับ...พ่อไม่เคยแสดงออก ไม่เคยออกตัวปกป้องผมกับเอื้อด้วยซ้ำ ตอนนี้จะมาเรียกร้องอะไร มันคงสายไปแล้ว”

สัตตบงกชแอบได้ยินทุกอย่างโดยบังเอิญ สงสารทั้งอดีตคนรักและพ่อของเขา เลยพยายามจะช่วยเตือนสติ

“ยังไงพ่อก็เป็นพ่อ คุณตัดเขาไม่ขาดหรอก ทำไมไม่ปรับความเข้าใจแล้วคุยกันดีๆ บางทีอะไรๆอาจดีขึ้นก็ได้”

“คุณไม่ใช่ผม...จะมารู้อะไร ถ้าจะมาเทศน์ก็นิมนต์ไปไกลๆเลย”

“พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีแสดงความรัก มีความใส่ใจที่แตกต่างกัน การที่พ่อคุณไม่ออกตัวปกป้องเวลาทะเลาะกับคุณหญิง ก็อาจเป็นวิธีปกป้องคุณในแบบของท่านก็ได้นะ ฉันรู้จักคุณหญิงดี...ถ้าพ่อคุณยิ่งออกตัวปกป้องคุณมากเท่าไหร่ คุณหญิงท่านก็จะยิ่งโมโหและยิ่งหาเรื่องมากขึ้นไปอีก...คุณเองก็น่าจะรู้”

“แล้วยังไง...ก็เลยต้องปล่อยให้คุณหญิงทำแบบนี้กับผมเหรอ”

สัตตบงกชไม่ตอบแต่เปลี่ยนเรื่องถามถึงวิธีรับมือคนร้ายที่จะเล่นงานพวกเดชาในงานสัมมนา ทีเกื้อบอกว่าจะลองใช้วิธีของคุณตาที่เขียนในตำราอาคมเพื่อจับตัวคนทำของให้ได้แบบคาหนังคาเขา พิธีกรสาวเป็นห่วง พยายามยับยั้งแต่เขาก็ยืนกรานจะทำ แถมชวนให้เธอเตรียมตัวมาทำข่าวอีกต่างหาก

ooooooo

เหตุคนร้ายสะกดจิตแก๊งปาหินและทำให้คณะของธีรนัฐสลบคาใจเอื้อกานต์มาก เธอพยายามปะติด ปะต่อเรื่องราว รวมทั้งท่าทีพิรุธของคิม แล้วแอบคิดว่าเขาอาจไม่ใช่คนร้าย คิมที่อ่านใจเธอได้แปลกใจมาก ตั้งท่าจะถาม แต่คุณหมอสาวก็โพล่งออกมาเสียก่อน

“มาถึงขั้นนี้แล้ว คุณยังจะทำร้ายคุณเดชาอยู่อีกรึเปล่า”

“ผมสัญญาว่านี่จะเป็นเหยื่อรายสุดท้ายของผม”

เอื้อกานต์ถึงกับอึ้งไป ก่อนจะตีหน้านิ่งประกาศกร้าว “ถ้าคุณยืนยันจะทำต่อ ฉันก็จะเป็นคนขวางคุณเอง ฉันจะจับตาดูคุณไม่ให้คลาดสายตา ถ้าคุณหาทางไปจัดการเหยื่อได้ก็เชิญ”

พูดพลางพยายามอ่านใจเขาเพื่อจับโกหก แต่ก็อ่านไม่ได้เพราะอาคมของคิมกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว

“จะอ่านใจผมเหรอ คุณไม่มีทางอ่านใจผมได้หรอก ให้ผมอ่านใจคุณได้คนเดียวก็พอ”

แดนโทร.หาคิมหลังจากนั้นเพื่อเสนอตัวเป็นลูกมือเหมือนเคย แต่ครั้งนี้คิมปฏิเสธเพราะจะลงมือเอง เอื้อกานต์ส่งคณะของธีรนัฐขึ้นรถเพื่อไปร่วมงานสัมมนา พร้อมฝากฝังทีเกื้อให้ดูแลพ่อเป็นอย่างดี ส่วนคิมไม่ได้แยกตัวไปไหนอย่างที่เธอนึกกลัว แต่นั่งรถกลับกรุงเทพฯพร้อมเธอด้วยท่าทีผ่อนคลายสุดๆ

คิมแกล้งหลับตลอดทางกลับกรุงเทพฯ แต่ความจริงคือเขาถอดจิตไปทำพิธีเล่นงานเดชาให้ชักดิ้นชักงอกลางงานสัมมนา โดยมีฮันเตอร์คอยสังเกตการณ์ด้วยแววตาเคียดแค้น ทีเกื้อรีบเข้าประกบและพยายามช่วยเจ้าของห้างดังเต็มที่ แต่ก็เหมือนจะไม่ค่อยได้ผล เดชาจมดิ่งกับภวังค์มืดที่คิมสร้างขึ้นเสียแล้ว

เดชาหน้าซีดเผือด ลนลานด้วยความกลัวสุดขีดที่ถูกขังในขวดโหลที่เต็มไปด้วยเงินทอง คิมในสภาพ ชายสวมหน้ากากค่อยๆปรากฏตัว พร้อมคำถามกวนประสาท

“ได้อยู่บนกองเงินกองทองแบบนี้ไม่ชอบรึไง”

“เอาฉันออกไปที ฉันไม่อยากได้เงินพวกนี้แล้ว”

“ทำไมล่ะ...แกชอบเงินนี่ เงินที่แกหามา เงินที่แกชอบกำลังจะทับแกให้ตาย แกจะได้ตายไปกับสิ่งที่แกรักไง แกโลภมาก เห็นแก่เงิน ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ตอนนี้พอจะตาย เงินทองที่แกหามาช่วยอะไรแกได้บ้าง”

“ปล่อยฉันไป...แกอยากได้เงินเท่าไหร่ อยากได้อะไรก็ว่ามา ฉันจะหาให้”

“สำหรับแก เงินอาจทำได้ทุกอย่าง แต่สำหรับฉัน... เงินคือตัวทำลาย ทำให้คนอย่างแกกลายเป็นสัตว์นรกฆ่าได้แม้แต่คนที่มีพระคุณกับแกอย่างท่านทรงพล”

“แต่ไม่ใช่เพราะเงินเหรอที่ซื้อทุกอย่างจนฉันรอดมาได้ทุกวันนี้”

“แต่มันซื้อชีวิต ซื้อครอบครัวของฉันที่ตายไปไม่ได้...ที่สำคัญมันซื้อชีวิตแกไม่ได้!”

ooooooo