advertisement

ถอดรหัสย้าย"ประยุทธ์"เกมเขย่า"รัฐบาล"

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ค. 2556 05:30

พลันที่เกิดกระแสข่าวการปรับย้าย "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ข้ามห้วยไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) หรือโยกไปเป็นปลัด กระทรวงกลาโหม(ปล.กห.) อุณหภูมิกองทัพ และการเมืองก็ร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

เช่นเดียวกับปฏิกิริยาในกองทัพก็เกิดแรงกระเพื่อม ทั้งฝ่ายเห็นด้วย (ทหารแตงโม) และบรรดา "แคนดิเดต" ที่มีสิทธิ์คั่ว เก้าอี้ "แม่ทัพบก" ก็เด้งขานรับกับข่าวการย้ายพล.อ.ประยุทธ์ ให้พ้นจาก ทบ.อย่างแซ่ซ้อง

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จากสาย "บูรพาพยัคฆ์" ก็ตั้งแง่ ต่อต้านรัฐบาลแน่นอน หากข่าวนี้เป็นเรื่องจริง เพราะหาก "บิ๊กตู่" ต้องหลุดจากตำแหน่ง"ผบ.ทบ." จริง พลพรรคในสายบูรพาพยัคฆ์ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของ ไปแบบยกชุด แต่หาก"บิ๊กตู่"ยังเหนียวแน่น สามารถนั่งเก้าอี้อันทรงพลังตัวนี้ต่อ ทหารในสายนี้ก็ยังมีชีวิตชีวา เติบโตโลดแล่นในกองทัพบกได้อย่างฉลุย

ดังนั้นข่าวการปลด และการย้าย พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีปฏิกิริยาแบบเหรียญสองด้าน ประการแรกหากย้ายไปเป็น ผบ.สส. ก็จะต้องสะเทือนไปถึงเก้าอี้เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง "บิ๊กเจี๊ยบ" พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ที่จะต้องโดนลูกหลงเด้งไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมด้วย หรือประการที่สอง หากพล.อ.ประยุทธ์ โดนย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมจริง ก็เท่ากับจะเป็นการ "ปิดฉาก" สูญพันธ์ุของ ตท.12 ที่ตั้งหน้าตั้งตารอให้พล.อ.ประยุทธ์ จัดแถวให้เพราะยังมีเพื่อนอีกหลายคนที่ยังรอคั่วตำแหน่งใหญ่ใน ทบ.ทั้ง "บิ๊กนมชง" พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผอ.ททบ.5 และพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ หน.สำนักงานผบ.ทบ.

ข่าวนี้จึงถือเป็นการสร้างสีสันให้กับบรรดาแคนดิเดตที่มีสิทธิ์คั่ว เก้าอี้แม่ทัพบก ได้นอนอมยิ้มไปได้หลายเดือนไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสนาธิการทหารบก (ตท.14) สายตรงทหารเสือราชินี บูรพาพยัคฆ์ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ ถือหางอยู่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ผช.ผบ.ทบ.(ตท.13)เด็กสร้างของ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. อดีตรมว.กลาโหม พี่ใหญ่สายบูรพาพยัคฆ์ และ "บิ๊กอ๋อย" พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ.(ตท.13) ทหารจากสายวงศ์เทวัญ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่เติบโตมาในไลน์ตัวเอง จนเข้าตา พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ที่อยากลองของใหม่จากสายวัง "มหาดเล็กรักษาพระองค์" มาผลัดใบดู

แต่จังหวะของข่าวที่ออกมาอยู่ในช่วงสถานการณ์อันอ่อนไหว รัฐบาลจึงต้องพินิจพิจารณากับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เและรีบหาทางดับไฟก่อนที่จะถูกโหมหนัก เพราะเชื่อว่าแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยังต้องกังวลกับข่าวชิ้นนี้เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าข่าวจะออกมายังไง รัฐบาล ก็ไม่อยากไปแตะต้องภายในกิจการทหาร ณ เวลานี้ เพราะงานช้างที่รออยู่ ทั้งศึกในรัฐสภา ศึกนอกรัฐสภา ความขัดแย้งกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปัญหากลุ่มมวลชน การเปิดหน้าดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ร.บ.ปรองดอง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน เป็นปัญหาที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก จนถึงขั้นเตรียมพร้อมทุกเมื่อหากมีการ "ยุบสภา"

กระทั่งรัฐบาลและคนในพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงอย่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ก็นั่งเก้าอี้ไม่ติด ต้องออกมาดับไฟที่ร้อนรุ่ม ว่าข่าวการ "ปลด" ผบ.ทบ.เป็นไปไม่ได้ เพราะการใช้คำว่า "ปลด" ดูรุนแรง และต้องมีความผิด จึงน่าจะเป็น "ข่าวลือ" เพื่อสร้างความขัดแย้ง ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพก็ยังอยู่ในระดับที่ดีต่อกัน และการทำงานก็ไปด้วยดีจึงยังไม่มีสาเหตุ  แต่ถ้า "ย้าย" ก็ยังไม่ถึงเวลาการพิจารณา และยังเป็นไปได้มากกว่า เพราะการย้ายเพื่อไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นยังมีความเหมาะสม

ซึ่งในภาพรวมคนในรัฐบาลมองว่า การที่สื่อ และพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามออกมาโหมกระแสข่าวการย้าย ผบ.ทบ.เพียงต้องการจุดไฟให้ติด เพราะเมื่อข่าวการ "ปลด" ออกมาจึงไม่เป็นผลดี และสามารถสร้างพลังให้กลุ่มต่อต้าน มองรัฐบาลหวังเข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำอีก จึงถือว่าไม่เป็นผลดี และยังเป็นผลลบต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ร้อนถึง "บิ๊กแม้ว" พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องออกมาดับเชื้อไฟที่กำลังคุกรุ่นอยู่ให้อ่อนลงด้วยข้อสังเกตที่ว่า "น่าจะเป็นข่าวปล่อย เป็นการสร้างข่าวของการเมืองฝ่ายตรงข้าม" ที่จะจุดชนวนเชื่อมโยงกับขบวนการปฏิวัติ ที่มีการใช้มวลชนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว 
พร้อมประเมินให้เห็นสถานการณ์ขณะนี้ของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพว่ามั่นคงสุดๆ จนฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ ดังนั้นกระบวนการที่จะล้มรัฐบาลได้ก็ต้องให้กองทัพออกมา โดยการจุดชนวนให้ทหารออกมา นี่คือเงื่อนไขช่องทางเดียว

ขณะที่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งรู้ว่าตัวเองเป็นเป้าหมายแรกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ยังมีแรงแค้นจากปฏิวัติเมื่อปี 49 และความต้องการของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ที่ต้องการให้คนของตัวเองขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ออกมายอมรับว่า 
"ตำแหน่ง ผบ.สส. มันไม่เลวร้ายอะไรมาก เพราะทุกตำแหน่งมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นอะไร ปัญหาขึ้นอยู่กับว่า เป็นแล้วสบายใจ หรือเป็นแล้วได้ทำหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า จะให้ผมถอยหลัง ไม่ได้แล้ว เพราะผมมาเป็น ผบ.ทบ. แล้ว คงจับผมถอยหลังไปไม่ได้"

จนมีการนำคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ไปประเมิน และวิเคราะห์ ว่า บิ๊กตู่ อาจจะยอมรับ ที่จะโดนปรับย้ายข้ามห้วย เมื่อฝ่ายการเมืองส่งสัญญาณบี้ และมีความต้องการ ที่จะเอาคนของตัวเองมานั่งในเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะถือเป็นเก้าอี้อันทรงพลังที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับรัฐบาล และการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ได้

และหาก พล.อ.อ.สุกำพล กล้าหักหาญน้ำใจเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ข้ามไปเป็น ผบ.สส.จริงๆ ก็อาจจะงัด "พ.ร.บ.กลาโหม" ใช้วิธีการโหวตเพื่อตัดสินในที่ประชุมที่เรียกว่า "พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551" เป็น
คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม ที่ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (ปัจจุบันไม่มีตำแหน่งนี้) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ และเจ้ากรมเสมียนตราเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

เมื่อถึงตรงนั้นรัฐบาลอาจจะได้ชื่อ "บิ๊กอ๋อย" พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ.ขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 ของรั้ว ทบ.ก็ได้

แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ จะต้องนั่งในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ต่อไปอีก 1 ปี ก็เท่ากับเขาจะรั้งเก้าอี้ ผบ.ทบ.ถึง 4 ปีเต็ม อันเป็นการปิดกั้นโอกาส "รุ่นน้อง" ที่จะเติบโตเช่นกัน ขณะที่บิ๊กทหารหลายๆ คนในกองทัพบก ก็ให้ข้อคิดว่าเห็นควรและถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเสียสละ เพื่อให้ "รุ่นน้อง" ได้มีการขยับขยาย มีโอกาสเติบโตในเส้นทางเดินที่ควรจะเป็น ดังคอนเซปต์ "สมบัติผลัดกันชม" แล้วนั้น

จากนี้จึงน่าจับตาอย่างยิ่งต่อยุทธวิธีของผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย และผู้ที่หวังจากข่าวปล่อยในการสร้างความขัดแย้ง เพื่อหวังประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้องยังมีการดำเนินการอยู่ต่อไป ดังนั้นไม่ว่าผลพวงของการโยกย้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีผลในเดือนตุลาคมนี้ จะออกมาอย่างไร แต่นับจากนี้เชื่อว่าขบวนการปล่อยข่าว ขบวนการทำลาย ขบวนการสร้างข่าว ยังจะต้องคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงมีการโปรดเกล้าฯลงมา.

โหวตข่าวนี้