advertisement

'ไม่มีใครกดดัน ผมให้ด้วยรัก...' เปิดใจ (แพะ) ตัน อิชิตัน ทำดีเสมอตัว!

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2555 05:30

ถูกโจมตีอย่างหนักว่า "สองมาตรฐาน" สำหรับ ตัน ภาสกรนที นักธุรกิจใหญ่ชื่อดัง หรือที่ใครๆ เรียกติดปากว่า "ตัน อิชิตัน" หลังประกาศผ่านสื่อและพร้อมถูกโค้ดคำพูดว่า พาราลิมปิกเกมส์ผมไม่ให้ครับ

ถูกโจมตี วิพากษ์วิจารณ์มหาศาล โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก และก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามไปกันใหญ่

ล่าสุด ตัน ภาสกรนที ก็ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่าจะมอบเงินอัดฉีดให้นักกีฬาพิการไทยในมหกรรมพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ที่ลอนดอน เหรียญทอง 1 ล้านบาท, เหรียญเงิน 5 แสนบาท และเหรียญทองแดง 3 แสนบาท

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยเบื้องหน้าเบื้องหลังในวันที่ "ตัน อิชิตัน" ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ทำทุกๆ อย่างด้วยหัวใจ

เบื้องหลัง โอลิมปิก ถึง พาราลิมปิก 2 มาตรฐาน!


"พูดตรงๆ การมอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่ประกาศออกไป นอกจากจะคิดเพียงว่าจะช่วยกระตุ้นให้นักกีฬาไทยมีความตั้งใจที่จะคว้าเหรียญทองให้กับประเทศให้ได้แล้ว ผมอยากจะกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจกีฬามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนกรณีการมอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬาโอลิมปิกนี้ ผมให้ก็เพราะอยากจะมอบให้เป็นขวัญกำลังใจกับคนพิการที่มีคุณค่า และเป็นอีกหนึ่งฮีโร่ของคนไทย มอบเพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขกัน"

ตันเปิดใจย้ำว่า ไม่ได้โกรธกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ 2 มาตรฐานระหว่างโอลิมปิก กับ พาราลิมปิก เพราะว่าเข้าใจ และก็เป็นธรรมดาที่คนจะคาดหวังตนเองสูง

"ผมมองว่าเขา (กระแสวิจารณ์) ปรารถนาดี อยากให้เราให้ เขาอาจจะกึ่งๆ น้อยใจเฉยๆ ตรงนี้ ก็ยินดี และน้อมรับซึ่งก็ต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติตนเอง แต่ถ้าจะมาให้เรามอบรางวัลทุกๆ การแข่งขันกีฬาก็ไม่ได้ อยากให้เข้าใจว่าเราก็มีงบจำกัด บริษัทก็เพิ่งตั้งมา กำไรก็ยังไม่มี น้ำก็เพิ่งท่วมโรงงานไป เงินที่ผมมอบให้ก็เป็นเงินภรรยาก็เกรงใจเขาด้วย ส่วนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ว่าเงินของ 2 รายการไม่เท่ากัน ผมก็อยากจะบอกว่าผมทำตามกำลังมากน้อยแล้วแต่โอกาส บางทีผมทำไม่เยอะ คนอื่นเยอะกว่า แต่สื่อไม่ไปจับตาแต่สุดท้ายแล้วอยากให้มองว่าเราก็มีเจตนาในการทำดี ไม่อยากให้ซีเรียส บริจาคเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ต้องอาย เพราะมันเป็นสิ่งที่ดี" เจ้าของฉายาแบรนด์นักบุญกล่าว

เมื่อถามว่าไม่ได้รู้สึกน้อยใจสังคมว่ามากดดันคนดีๆ แทนที่จะไปกดดันเรื่องเหล่านี้กับหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กระทรวง หรือ รัฐบาล...?

"เดิมทีผมบอกตรงนี้เลยว่า ผมคิดว่าพาราลิมปิกเกมส์ รัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะรับหน้าที่มอบเงินอัดฉีดเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬา แต่เมื่อไม่มีใครออกมาพูด ผมก็อยากให้กำลังใจพวกเขา เพราะพวกเขามีคุณค่า เพียงแต่ว่าเงินที่ตัดสินใจมอบให้ครั้งหลังนี้อาจจะไม่สะดวกเต็มที่เท่าไหร่ เพราะผมเพิ่งทำไป ก็เอาตามกำลังถามว่ากระแสสังคมบีบเราจึงออกมาหรือเปล่า อยากจะบอกว่าคนเหล่านี้ไปบีบเอกชนไม่ได้ เพราะมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล เงินของเขา เขาจะให้ใครก็แล้วแต่ความสมัครใจของเขา เพราะหน้าที่จริงๆ เป็นของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​มากกว่า" ตันอธิบายให้เห็นภาพหน้าที่ของหน่วยงานที่ละเลยอย่างชัดเจน


การศึกษา สิ่งแวดล้อมงานหลัก มอบรางวัลนักกีฬางานรอง!

ตันบอกว่า สิ่งที่หลายคนควรจะเข้าใจก็คือ อิชิตัน ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก ทำธุรกิจเพื่อนำรายได้ไปให้กับ มูลนิธิ ไปทำภารกิจ ขณะที่ "มูลนิธิตันปัน" เน้นทำ 2 เรื่องหลัก คือ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง บริษัท ก็กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และการออกมาประกาศช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการมอบกำลังใจแบบเฉพาะกิจเท่านั้น 

"เราคงทำให้คนพอใจหมดไม่ได้ ก็ขอโทษด้วย ที่ผมสามารถทำได้เท่านี้ ก็ทำไม่เดือดร้อนตัวเอง แต่ก็เข้าใจ ไม่โกรธ ไม่ซีเรียส บอกตรงๆ ไม่มีใคร มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกคนที่พูดก็ปรารถนาดี เพื่อจะให้นักกีฬาพาราลิมปิก มีกำลังใจ แต่จริงๆ แล้ว อย่างที่บอกว่า เขาน่าจะมีคนอื่นเข้ามาช่วยบ้าง พอดีเห็น 2 เหรียญทองแล้ว ไม่มีใครประกาศที่จะให้เลย ก็น้อยใจแทนนักกีฬาเหมือนกัน ผมเข้าใจ ซึ่งการสนับสนุน หรือการให้กำลังใจ เป็นหน้าที่ของทุกๆ คน รวมถึงผมด้วย แต่จริงๆ แล้ว หน้าที่หลักเป็นของภาครัฐ ฉะนั้น ใครทำมากทำน้อย ไม่เป็นไร ต้องไม่เดือดร้อนตัวเอง"

การเมืองเป็นเหตุ ..?

มาถึงตรงนี้ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ตัน อิชิตัน ไม่ค่อยจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เท่าไหร่ ส่วนใหญ่มีแต่ชื่นชมกับการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่มีข่าวขายที่ดินให้แก่นักการเมือง จากนั้นก็ถูกโจมตีมาตลอดคำถามก็คือเขารู้สึกอย่างไร...? นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ ยืนยันว่าตลอดชีวิตตนเองไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน

"บางคนก็รับข่าวสารไม่ครบถ้วน ขายที่ผมก็ขาย ผมไม่ได้มีหุ้นกับเขา เขาก็ไม่ได้มีหุ้นกับผม ทั้งย้อนหลัง ปัจจุบัน และอนาคต มันเป็นไปไม่ได้ ข่าวที่ออกมา ผมคิดว่า มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนัก เพราะความจริงก็คือความจริง ต่อหน้าและลับหลัง สักวันมันก็ต้องเปิดเผยออกมา ผมไม่ใช่สีไหนทั้งนั้น ผมเป็นพวกเดียวกับคนไทยที่รักในหลวงเท่านั้น ใครก็ได้ สีแดงสีเหลือง ถ้ารักในหลวง อยู่สีเดียวกับผม"


ท้อแท้ และ เข็ดไหม..?


ใช่...เข็ดไหม ท้อไหม-หลายคนสงสัย เจ้าพ่อชาเขียวกล่าวย้ำชัดเจนว่า ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เสียใจ หรือ เคืองโกรธ กับ กระแสที่เกิดขึ้น พร้อมยังขอบคุณที่ยังนึกถึง และเป็นห่วงตนเอง เพราะคิดว่า เหนือสิ่งอื่นใด ทุกคนก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย มีแต่เจตนาดีที่อยากให้ตนเองช่วย

"คนเราจะทำอะไรสักอย่าง อย่าไปซีเรียส ต้องมองข้ามไป ถ้าเราไปมองว่าเดี๋ยวมีคนคิดโน่นคิดนี่ เราก็เลยไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ สังคมก็อยู่ไม่ได้ คือเราต้องรับไว้ทั้งคำชมและคำตำหนิ แต่กติกาช่วยเหลือของผม คือ ก่อนช่วยคนอื่น ช่วยตัวเองก่อน และอย่าช่วยจนตัวเองเดือดร้อน แล้วแต่โอกาส มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย ตามกำลัง ไม่ต้องไปซีเรียส ทำแล้วมีความสุข ไม่ได้ทำแล้วมีความทุกข์"

สุดท้าย ตันย้ำว่า อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของคนพิการ ที่อาจสุดยอดกว่าคนปกติ เพราะต้องใช้ความพยายามมาก แต่ว่า ตนไปให้ตรงโน้นก่อน พาราลิมปิก ก็ไม่เป็นไร ให้มากให้น้อย ก็ถือว่าเป็นกำลังใจ

"ผมประกาศตรงนี้เลยว่า โอลิมปิก ครั้งหน้า จะให้เหรียญทองละ 10 ล้านบาท ซึ่งพูดไปก็ต้องรักษาคำพูด แต่ไม่ใช่ว่า ผมจะต้องมาให้พาราลิมปิก เหรียญละ 10 ล้านเหมือนกัน มันไม่ใช่ อาจจะครั้งต่อไป ผมอาจให้พาราลิมปิก เยอะกว่าก็ได้ สลับกันไป" คุณตันกล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

ที่สุดก็น่าเห็นใจ หากใครสักคนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ "ให้ก็ด่า ไม่ให้ก็ด่า" เสียทั้งขึ้นและล่อง แต่อย่างน้อยๆ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะช่วยกระตุ้นให้ ภาครัฐ และภาคเอกชนอื่นๆ หันมาให้ความสนใจ ทุ่มเงินสนับสนุนกีฬากันมากขึ้นในอนาคต เพราะความสำเร็จที่ได้ ไม่เพียงแต่เป็นชื่อเสียงของประเทศแล้ว แต่ยังหมายถึงความสุขของคนไทย

และที่สำคัญต้องไม่ปล่อยให้คนดีต้องเป็นแพะ.

 

โหวตข่าวนี้